Showing posts with label พระนางมณีจันทร์. Show all posts
Showing posts with label พระนางมณีจันทร์. Show all posts

Tuesday, July 25, 2017

พระนางมณีจันทร์ นางแก้วคู่บารมีพระนเรศวร




เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เท่าที่คนไทยเรารับรู้กันโดยทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญ คือการศึกสงครามกับอาณาจักรข้างเคียง

เรื่องราวส่วนพระองค์ ที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้านายฝ่ายใน หรือพระมเหสีของพระองค์ เป็นที่รับรู้กันน้อยยิ่งกวาน้อย เพราะพระราชพงศาวดารมิได้บันทึกไว้มากนัก และหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ก็ไม่นำมาสอน

แต่รายละเอียดเกี่ยวกับพระมเหสีเทวีเหล่านั้น ความจริงก็ไม่ถึงกับค้นหาได้ยาก เพราะปรากฏอยู่ในเอกสารต่างชาติถึง ๕ ฉบับด้วยกัน คือ

จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา ของสเปน

จดหมายเหตุวันวลิต ของฮอลันดา

พงศาวดารละแวก ของเขมร

คำให้การขุนหลวงหาวัด และ พงศาวดารฉบับหอแก้ว ของพม่า

ซึ่งจากพงศาวดารและจดหมายเหตุดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราได้ทราบกันว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระมเหสี ๓ หรือ ๔ พระองค์ มีพระนามแตกต่างกันดังนี้

๑) พระมณีรัตนา จากคำให้การขุนหลวงหาวัด

๒) เจ้าขรัวมณีจันทร์  จากจดหมายเหตุวันวลิต

๓) โยธยามี้พระยา พระราชธิดาของ พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ หรือ เจ้าฟ้าสาวถีนรตรามังซอศรี จากพงศาวดารพม่า

๔) พระเอกกษัตรีย์ พระราชธิดาของ พระเจ้าศรีสุพรรณมาธิราช กษัตริย์เขมร จากพงศาวดารเขมร

หลักฐานเหล่านี้มิได้ระบุไว้ว่า พระองค์ใดเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ส่วนใหญ่ระบุเพียงว่าเป็นพระมเหสีเท่านั้น

และนักวิชาการหลายท่านที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ยังสงสัยกันอยู่ว่า แท้ที่จริงแล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจทรงมีพระมเหสีที่ปรากฏพระนามในประวัติศาสตร์เพียง ๓ พระองค์เท่านั้นก็เป็นได้

กล่าวคือ พระมณีรัตนากับเจ้าขรัวมณีจันทร์นั้น น่าจะเป็นพระองค์เดียวกัน

สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์  ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับพระมณีรัตนา และเจ้าขรัวมณีจันทร์ ได้เขียนถึงพระนามทั้งสองนี้ไว้ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ โดยเสนอว่า พระมณีรัตนา คงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ ของ สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช  และ สมเด็จพระมหินทราธิราช  

ที่สุทธิศักดิ์เข้าใจเช่นนี้ ก็เพราะเขาเทียบเคียงพระนาม มณีรัตนา กับพระนามของเจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงมีพระนามว่า พระรัตนมณีเนตร

เจ้านายฝ่ายในพระองค์นี้ ทรงเป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของ พระวิสุทธิกษัตรีย์ และทรงมีพระนามที่รู้จักกันทั่วไปคือ พระแก้วฟ้า นั่นเอง

ด้วยความคล้ายคลึงระหว่างพระนาม  มณีรัตนาและ รัตนมณีเนตรดังกล่าวนี้ สุทธิศักดิ์จึงแสดงความสงสัยไว้ว่า พระมณีรัตนาอาจจะเป็นบุคคลเดียวกับพระรัตนมณีเนตร หรือ พระแก้วฟ้า ก็เป็นได้

เพราะเขาเห็นว่า การที่ พระมณีรัตนาในคำให้การขุนหลวงหาวัด มีพระนามคล้ายคลึงกับ พระรัตนมณีเนตรหรือพระแก้วฟ้านั้นเอง คือนัยยะสำคัญที่อาจบ่งบอกว่า พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่าของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระมหินทราธิราช คือ ราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ

มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ จากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ดังนั้น การที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอภิเษกสมรสกับพระมณีรัตนา ก็อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุธยา ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่ ภายหลังจากที่พิชิตกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จในพ.ศ. ๒๑๑๒

ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคงในเวลาต่อมา

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พระมณีรัตนาก็จะทรงมีศักดิ์เป็นทั้ง พระมาตุจฉา (น้า) ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีด้วย ในเวลาเดียวกัน

ข้อสมมุติฐานเช่นนี้ ผมเชื่อว่า คงไม่เป็นที่ชอบใจของสาธารณชนทั่วไป ที่นับถือกราบไหว้องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรอกครับ

แต่สุทธิศักดิ์ก็ได้แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของข้อสงสัยนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไม่มีการพบหลักฐานยืนยันไว้ที่ใดว่า พระแก้วฟ้าถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดีเมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. ๒๑๑๒





ในขณะที่พระนามของ เจ้าขรัวมณีจันทร์ นั้น ปรากฏในจดหมายเหตุวันวลิต ซึ่ง เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุธยาเรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๑๘๒  

ในจดหมายเหตุดังกล่าว ฟานฟลีตได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้ง พระอินทราชา หรือ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  ทรงกริ้ว พระหมื่นศรีสรรักษ์ และน้องชาย ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ และทรงมีพระราชโองการให้จับทั้งสองไปพันธนาการไว้ในคุกหลวง เตรียมจะประหารชีวิต

ฟานฟลีตบันทึกไว้ว่า :

พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืดเป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์ (Zian Croa Mady Tjan) ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก

การที่กรมศิลปากรได้ทำการแปลจดหมายเหตุวันวลิต ในฉบับแปลจากภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส โดยเรียกพระนามพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด) ว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์ (Zian Croa Mady Tjan)

ทำให้สุทธิศักดิ์ให้ข้อสังเกตไว้เบื้องต้นว่า พระนามนี้ดูคล้ายคลึงกับ พระมณีรัตนาพระอัครมเหสีที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณ สุทธิศักดิ์พบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่า Tjau Croa Mahadijtjan แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส อย่างเห็นได้ชัด

ด้วยเหตุนี้ สุทธิศักดิ์จึงเห็นควรแปลพระนามดังกล่าวเป็นภาษาไทยว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ มากกว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์ ตามฉบับแปลภาษาไทยของกรมศิลปากรที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

และเมื่อเป็นเช่นนี้ สุทธิศักดิ์จึงเห็นว่า พระนาม เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ที่เกิดจากการทับศัพท์ใหม่นี้ มีความแตกต่างจาก พระมณีรัตนาในคำให้การขุนหลวงหาวัด จนไม่น่าจะเป็นชื่อของบุคคลคนเดียวกันครับ

ดังนั้น จึงน่าจะแสดงว่า ทรงเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชคนละพระองค์กัน ไม่ใช่พระองค์เดียวกัน

สุทธิศักดิ์ยังเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้ ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พระนางผู้ทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่พระองค์สำคัญ คงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือพระหมื่นศรีสรรักษ์ ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ให้พ้นโทษอย่างแน่นอน




แต่สำหรับผมเองนะครับ ผมมองว่า ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ มีข้อที่เราควรจะพิจารณาอยู่ ๒ ข้อ

๑) คำว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์ นั้น เป็นพระนามของเจ้านายฝ่ายในที่บวชชีแล้ว

กล่าวคือมีคำว่า เจ้าขรัวนำหน้า ซึ่งเป็นคำเรียกแม่ชี ที่เดิมมีฐานันดรเป็นเจ้าชั้นสูง

ถ้าหากว่าเป็นช่วงที่ยังคงดำรงตำแหน่งพระมเหสี ยังมิได้ทรงบวชเป็นชี ก็ควรจะเรียกว่า พระนางมณีจันทร์ จะเป็นการถูกต้องกว่า

ดังนั้นต่อจากนี้ไป ผมจะกล่าวถึงพระนางมณีจันทร์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพระชายาในองค์สมเด็จพระนเรศวร และกล่าวถึงเจ้าขรัวมณีจันทร์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพของพระนาง นะครับ

๒) การที่สุทธิศักดิ์สันนิษฐานเช่นที่กล่าวไปแล้ว ก็อาจเป็นเพราะเขาลงลึกถึงรายละเอียดมากเกินไปก็ได้

เพราะผมเองกลับคิดว่า คำว่า Zian Croa Mady Tjan ที่กรมศิลปากรถ่ายเสียงจากจดหมายเหตุวันวลิต ในฉบับแปลจากภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์ นั้น

ที่จริง ไม่มี ความแตกต่างกับ Tjau Croa Mahadijtjan ในต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณแต่อย่างใด

นั่นคือ ผู้แปลจดหมายเหตุวันวลิต จากภาษาฮอลันดาโบราณ เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วอย่างแน่นอนว่า คำว่า Mahadijtjan ในภาษาฮอลันดาโบราณนั้น ตามหลักการแปล ควรจะถ่ายเสียงออกมาเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างไร

ซึ่งก็เพราะเขารู้อยู่แล้ว เขาจึงทับศัพท์คำนั้นในการแปลว่า Mady Tjan ไงครับ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณจะออกเสียงอย่างไร คำคำนั้นก็ได้รับการถ่ายเสียงเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสมาแล้วว่า Mady Tjan

และเราจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปค้นหาพระนามที่ถูกต้อง ของราชนารีพระองค์นี้ จากต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณหรอกครับ ตราบเท่าที่เรายังไม่รู้วิธีการออกเสียงภาษาฮอลันดาโบราณ มากไปกว่าผู้ที่แปลมันเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส

การยึดต้นฉบับคำแปลภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นหลัก ดังที่กรมศิลปากรได้ทำไว้นั้น จึงน่าจะเพียงพอแล้วละครับ 

ด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงมองไม่เห็นความน่าสงสัยใดๆ ในพระนามที่นักประวัติศาสตร์ไทยทั่วไปคุ้นเคยกันมานานว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์

เพราะคำว่า Mady Tjan ในภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส อ่านอย่างไรก็ตรงกับภาษาไทยว่า มณีจันทร์มากกว่า มเหสีจันทร์

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็แน่นอนว่า ย่อมจะต้องมีความสอดคล้องกับพระนาม มณีรัตนาในคำให้การขุนหลวงหาวัด อย่างมีความเป็นไปได้สูงมากว่า จะเป็นพระองค์เดียวกัน

ไม่ใช่เป็นคนละคนกัน ดังที่สุทธิศักดิ์สงสัยอยู่

และถ้าสมมุติว่า คำว่า Mahadijtjan ในภาษาฮอลันดาโบราณ ถ่ายเสียงได้ตรงกับคำว่า มเหสีจันทร์ ในภาษาไทยจริง ก็มิได้เป็นข้อบ่งชี้ว่า พระมเหสีจันทร์ผู้นี้ จะเป็นคนละพระองค์กับพระมณีรัตนา ในคำให้การขุนหลวงหาวัดหรอกครับ

เพราะการเปรียบเทียบพระนามของพระมณีรัตนา กับพระรัตนมณีเนตตร (หรือพระแก้วฟ้า) ตามที่สุทธิศักดิ์กระทำไว้ ถือได้ว่าเป็นเพียงการทดลองเท่านั้น ยังไม่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แนวความคิดเช่นนั้นมีความเป็นไปได้เพียงใด

อีกทั้งคำว่า มเหสีจันทร์ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นชื่อบุคคล แถมยังชวนให้คิดว่า เป็นคำที่ชาวต่างชาติบันทึกจากคำภาษาไทยว่า พระมเหสีที่มีพระนามลงท้ายว่า จันทร์มากกว่า

ด้วยเหตุดังกล่าว จนถึงเวลานี้ เราก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากพอที่จะกล่าวว่า พระนางมณีจันทร์กับพระมณีรัตนา เป็นคนละพระองค์กัน

เรามีแต่ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่า พระนามทั้งสอง เป็นพระนามของเจ้านายฝ่ายในพระองค์เดียวกันเท่านั้นครับ

ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือ ในจดหมายเหตุวันวลิตนั้น ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมณีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนางเลย

นี่คือต้นเหตุของปริศนามากมาย ที่ทำให้นักวิชาการยังคงต้องมานั่งถกเถียงกันอยู่

แต่แม้ว่า ในสายตาของนักวิชาการจะมองอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี้ พระนางมณีจันทร์ หรือ เจ้าขรัวมณีจันทร์ ก็ยังคงเป็นพระชายาในองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปมากที่สุด

จนกระทั่งเมื่อ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงสร้างภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ทรงนำเสนอตัวละคร มณีจันทร์ ในฐานะพระชายาพระองค์แรกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ดังได้ทรงอธิบายไว้ใน http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/A3103406/A3103406.html ว่า

มณีจันทร์นี่บันทึกเอาไว้ว่าชื่อ ขรัวมณีจันทร์”  แสดงว่าต่อมาแกเป็นชีครับ ก็คงจะเป็นคนประเภทธรรมะธรรมโมอยู่ไม่ใช่น้อย (หรือว่ามีเรื่องที่ต้องทำให้บวชชีก็ไม่รู้เหมือนกัน) ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ มีเรื่องเล่ากันว่าพระองค์ไปได้หญิงชาวบ้านจากบางประกง  มาเป็นสนม, นางมีโอรสกับสมเด็จพระเอกาทศรถหนึ่งหน่อ ซึ่งเจ้าฟ้าองค์นี้ต่อมาทรงโปรดเสวยน้ำจัณฑ์ (ขี้เมาว่ายังงั้นเถอะ) แล้วชอบทำองค์เป็นนักเลงหาเรื่องกับชาวบ้านทั่วไป จนวันหนึ่งท่านเกิดมีเรื่องกับพระยาออกนา (รัฐมนตรีเกษตรในสมัยนั้น) ถึงกับเตะพระยานาจนปากแตก พระยานาเอาเรื่องไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถทรงกริ้วจะประหารชีวิตเจ้าฟ้าองค์นั้น เจ้าฟ้าองค์นั้นกลัวพระอาญาหนีไปหา ขรัวมณีจันทร์ผู้เป็นพระปิตุฉา (ป้า) ของเจ้าฟ้าองค์นั้น ขรัวมณีจันทร์ไปเข้าเฝ้าพระเอกาทศรถขอให้พระองค์ยกโทษให้ลูก ซึ่งพระเอกาทศรถเกรงพระทัย ขรัวมณีจันทร์จึงยกโทษให้ 

เรื่องของเรื่องก็คือ

๑) ขรัวมณีจันทร์คือพระมเหสีของพระนเรศวร

๒) เป็นหญิงที่ทรงอำนาจแม้แต่พระมหากษัตริย์ยังเกรงพระทัย

๓) เป็นแม่ชีอยู่วัด ซึ่งน่าจะเป็นคนธรรมะธรรมโม

เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมณีจันทร์เลย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เขียนเรื่องพระนเรศวรก็ต้องเดาเอาหรือสร้างบุคลิกเอาตามแต่ละคนจะจินตนาการ มณีจันทร์ของผมจะเป็นชาวมอญ และจะสนิทสนมกับสมเด็จพระนเรศวรมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่หงสาวดี คงจะเป็นลูกสาวคนใหญ่คนโต (ไฮโซ) เพราะเดาไม่ออกว่าสมเด็จพระนเรศวรจะเลือกเด็กสลัมมาเป็นพระอรรคชายา (ในพงศาวดารเขียนว่าอรรคชายาครับ แสดงว่าต้องเป็นเจ้า อย่างผมมีเมีย เมียของผมต้องเป็นหม่อม จะเรียกว่าชายาไม่ได้เพราะหม่อมของผมเป็นคนธรรมดาไม่ใช่เจ้าครับ) แต่จะเป็นลูกใครผมก็ไม่รู้ แต่ในบทของผม ผมให้มณีจันทร์เป็นลูกลับๆ ของบุเรงนองที่เกิดจากลูกสาวของสมิงทุดอ (คนที่ปลงพระชนม์พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้นั่นแหละครับ)

การที่เป็นหลานของขบถที่บังอาจปลงพระชนม์พ่ออยู่หัวคือโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งหมายถึงมณีจันทร์ต้องถูกประหารด้วย พระเจ้าบุเรงนองจึงเอามณีจันทร์มาฝากเอาไว้กับพระอาจารย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระนเรศวรเหมือนกัน มณีจันทร์กับพระนเรศวรจึงเติบโตมาด้วยกัน จนทำให้พระนเรศวรมองไม่เห็นว่ามณีจันทร์นั้นมีจิตใจหลงรักพระองค์อยู่ พระนเรศวรจะมองเห็นมณีจันทร์เป็นเหมือนน้องสาวมากกว่าคนรัก




นั่นแสดงว่า ในสายพระเนตรของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และในสายตาของทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีไทยยุคปัจจุบัน

เช่น ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทุกส่วนในภาพยนตร์ดังกล่าวนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด และนำเสนอออกมาบนพื้นฐานของความเป็นไปได้มากที่สุด  

ก็ยังคงเห็นตรงกันว่า พระนางมณีจันทร์ คือ พระชายาที่ทรงมีบทบาทชัดเจนที่สุดในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยิ่งกว่าพระชายาองค์อื่นที่มาจากเชียงใหม่และเขมร

จนต้องผูกเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระนางมณีจันทร์ ตั้งแต่ยังเยาว์พระชันษาในแผ่นดินพม่าด้วยกัน ดังกล่าวแล้ว

โดยนำเสนอในแนวความคิดที่ว่า พระนางทรงมีเชื้อสายมอญ ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง กับพระนางจันทราเทวี ซึ่งเป็นพระมเหสีองค์แรกของบุเรงนอง และเป็นหลานของสมิงทุดอ หรือสมิงสอตุด ผู้ปลงพระชนม์พระเจ้าตะเบงชเวตี้

ดังนั้นพระนางจันทราเทวี ซึ่งจะต้องพลอยรับอาญาหลวงประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรไปด้วย จึงได้ลอบนำมณีจันทร์ซึ่งยังแบเบาะ ไปฝากไว้กับพระมหาเถรคันฉ่อง เพื่อให้พ้นราชภัย พระนางจึงเจริญพระชันษาขึ้นมาในวัดของมหาเถรคันฉ่อง

ในภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ได้ทำให้เห็นว่า ทั้งพระนางมณีจันทร์ สมเด็จพระนเรศวร และพระราชมนูต่างก็สนิทสนมและผูกพันกันมาตั้งเด็ก เพราะเป็นลูกศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่องด้วยกัน

ก่อนที่พระนางมณีจันทร์จะถูกนำเข้าถวายตัว เป็นนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ซึ่งทรงเป็นพระชายาองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนองอยู่ในเวลานั้น

และภายหลัง เมื่อตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมาประทับที่กรุงศรีอยุธยา ก็ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมณีรัตนาอัครมเหสี ซึ่งเท่ากับเป็นการตอบข้อสงสัย ของผู้สนใจเรื่องของพระชายาในองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาตลอดในข้อที่ว่า พระมณีรัตนากับพระนางมณีจันทร์เป็นพระองค์เดียวกันหรือไม่ 

การผูกเรื่องเช่นนี้ มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นไปได้จริงๆ มิใช่ความเพ้อฝันเลื่อนลอยนะครับ

เพราะใน พงศาวดารฉบับหอแก้ว ของพม่า กล่าวว่า สมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงมีคนสนิทอยู่คนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นนางสนองพระโอษฐ์ มีนามว่า พระองค์จันทร์

พงศาวดารฉบับหอแก้วเล่าว่า ภายหลังจากพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ในการกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น พระเจ้านันทบุเรงได้แต่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ จนเมามายอยู่เป็นเวลานาน แต่ละวันก็พาลหาเรื่องสมเด็จพระสุพรรณกัลยาและขู่อาฆาตบ่อยๆ  จนพระนางทรงสังหรณ์พระทัย ได้ทรงเรียกพระองค์จันทร์มาปรับทุกข์หลายครั้ง

ท้ายที่สุด ได้ทรงตัดปอยพระเกศาใส่ผอบเครื่องหอมประทานให้พระองค์จันทร์ เตรียมนำไปถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่กรุงศรีอยุธยา เผื่อจะไม่รอดพระชนม์ชีพ

ต่อมาเมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงเมามายไม่มีสติ จนปลงพระชนม์สมเด็จพระสุพรรณกัลยาจริงๆ พระองค์จันทร์จึงได้ลอบออกจากวังนำผอบพระเกศาไปกับนายทหารมอญ ทำทีเป็นสามีภรรยากันตลอดเวลานานถึงสามเดือนเศษ

จนถึงกรุงศรีอยุธยา และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลท่ามกลางความโศกเศร้าของบรรดาพระญาติพระวงศ์ ในครั้งนั้นพระองค์จันทร์ได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวจันทร์เทวี

หลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระวิสุทธิกษัตริย์  แล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงยกทัพไปตีหงสาวดีและตองอู แต่ไม่สำเร็จ

ระหว่างเสด็จกลับทรงได้รับพระอัฐิพระพี่นาง และทรงพระสุบินว่า พระพี่นางทรงมีพระประสงค์จะเสด็จประทับอยู่ที่เมืองปาย จึงโปรดฯ ให้ม้าเร็วเข้ามากรุงศรีอยุธยาเพื่อรับตัวท้าวจันทร์เทวีไปเมืองปาย และนำผอบบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางไปด้วย เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์องค์หนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่า ปัจจุบันอยู่ที่ วัดน้ำฮู เมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน

พระองค์จันทร์ หรือ ท้าวจันทร์เทวีพระองค์นี้ละครับ ที่มีผู้เชื่อกันว่า น่าจะเป็นพระองค์เดียวกับพระนางมณีจันทร์ และน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผูกเรื่องพระนางมณีจันทร์ไว้ในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว

ผิดกันก็แต่เพียงว่า พระองค์จันทร์ คนสนิทของสมเด็จพระสุพรรณกัลยานั้น ลอบออกจากพม่าภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระพี่นาง

ในขณะที่ เจ้านางมณีจันทร์ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั้น เป็นผู้นำสาส์นลับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปทูลสมเด็จพระพี่นางฯ ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และลอบเสด็จเข้ากรุงหงสาวดี เพื่อรับเสด็จพระพี่นางกลับไปอยุธยาด้วยกัน

แต่สมเด็จพระพี่นางทรงถอดปิ่นปักพระเกศา ฝากเจ้านางมณีจันทร์นำไปถวายสมเด็จพระนเรศวร และทรงมีพระบัญชาให้เจ้านางมณีจันทร์ ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกลับกรุงศรีอยุธยาแทน

ซึ่งแม้เรื่องราวที่ถูกต่อเติมเสริมแต่ง ของราชนารีพระองค์นี้ในภาพยนตร์ จะมีความขัดแย้งกับพงศาวดารพม่าดังกล่าวแล้ว และไม่อาจนำมาใช้เป็นข้อเท็จจริงใดๆ ในทางวิชาการ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงมีพื้นฐานอยู่ในกรอบของเหตุผล และความเป็นไปได้ ดังที่กล่าวแล้วครับ 

ซึ่งผู้ปฏิเสธ ก็จะต้องจนปัญญาที่จะหาหลักฐานมาคัดค้าน เพราะไม่มีหลักฐานอันใดเหลืออยู่

ด้วยแม้ว่า จากเรื่องราวของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา (ซึ่งผมโพสต์ไปแล้วใน blog เดียวกันนี้)  เราจะรู้กันแล้วว่า พระนางอาจมิได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงหงสาวดี ด้วยคมดาบของพระเจ้านันทบุเรง ตามที่คนไทยเราเชื่อกันก็ตาม

แต่เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์จันทร์ ในฐานะผู้อัญเชิญผอบพระเกศาของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ก็ยังมีความเป็นไปได้นะครับ

เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาที่หงสาวดีเลยแม้แต่น้อย

และที่ผมมองว่าน่าสนใจอีกข้อหนึ่ง

ก็คือ การที่ภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของพระนางมณีจันทร์ เป็นนางแก้วคู่พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวร ที่ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม มีพระจริยาวัตรเปิดเผย สดใสร่าเริง

แต่ก็ทรงได้รับการฝึกฝนด้านการใช้อาวุธมาอย่างดี จนทรงป้องกันพระองค์เองได้อย่างคล่องแคล่ว ในคราวที่ทางพม่าส่งมือสังหารชนเผ่านาคาเข้าไปลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวร ถึงในตำหนักที่ประทับ และยังทรงสังหารนักฆ่าเหล่านั้นได้ด้วย




ยิ่งไปกว่านั้น พระนางยังตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราชออกสงคราม และเมื่อทรงประจักษ์ว่า พระราชมนู พระสหายแต่วัยเยาว์ของพระนางติดอยู่ในแดนข้าศึก ก็ทรงควบม้าศึกเข้าไปช่วยด้วยความกล้าหาญ และทรงต่อสู้กับทหารพม่าที่เข้ากลุ้มรุม จนสมเด็จพระนเรศวรพร้อมด้วยทหารของพระองค์ตามเข้าไปช่วยออกมาได้สำเร็จ

เรื่องเช่นนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร เมื่อภาพยนตร์ดังกล่าวออกฉาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการโดยบริสุทธิ์นักหรอกครับ

เพราะในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมที่เล่นทางฌานสมาบัติ ก็เล่าขานต่อๆ กันมานานแล้วว่า พระนางมณีจันทร์คือพระชายาอันเป็นที่รักของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงถวายการปรนนิบัติใกล้ชิดพระองค์ในกองทัพ และรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด

หลักฐานที่ยืนยันความเชื่อเช่นนี้ คือการที่ มูลนิธินักรบไทย ได้เคยสร้างพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระรูปพระนางมณีจันทร์สำหรับบูชาคู่กัน ในลักษณะประทับยืนทั้งสองพระองค์




โดยพระรูปพระนางมณีจันทร์ ทรงไว้พระเกศาปีกตัดสั้น ฉลองพระองค์ห่มสไบเฉียง ทรงยืนถือดาบ อีกพระหัตถ์หนึ่งท้าวสะเอว แสดงถึงความเป็นเจ้านายสตรีนักรบ

ม.จ.ชาตรีเฉลิม จะทรงได้ข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง จากแหล่งเช่นว่านี้หรือไม่ ไม่ทราบนะครับ

แต่เมื่อทรงนำเสนอพระนางมณีจันทร์ออกมาในภาพลักษณ์ดังกล่าวแล้ว บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมที่เคารพนับถือพระนางอยู่ ก็มิได้เห็นว่าเป็นของใหม่ ผิดแผกจากที่พวกตนเคยรู้กันมาแต่อย่างใด

และบางที พระนางมณีจันทร์ ซึ่งเป็นพระชายาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปมากที่สุดนี้เอง ที่น่าจะได้เป็นพระชายาพระองค์เดียว ที่ได้ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจริงๆ 

โดยหลักฐานที่ยืนยันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสถาปนาเจ้านายฝ่ายในพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นพระมเหสีนั้น ก็คือ คำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชพระราชบิดาในพ.ศ.๒๑๓๓ ว่า

ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง จึงทำการปราบดาภิเษกแล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพแล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง ๕ ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษีพระนามชื่อพระมณีรัตนา แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น แล้วครอบครองราชสมบัติเมื่อจุลศักราช ๙๕๒ ปีขาลโทศก อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช

ซึ่งในบทความนี้ เราก็ได้เห็นกันแล้วถึงความเป็นไปได้ที่ว่า พระมณีรัตนา พระองค์นี้นั่นเอง ที่น่าจะเป็นพระองค์เดียวกันกับพระนางมณีจันทร์ พระชายาที่ทรงมีบทบาทโดดเด่นที่สุดของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เพราะฉะนั้น ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงนะครับ

พระนางมณีจันทร์ ก็คือพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่กรมฝ่ายในได้ถวายในพระราชพิธีราชาภิเษก เป็นพระชายาคู่พระทัย ที่อาจจะได้ทรงรู้จักพบเห็นกันมาตั้งแต่ครั้งอยู่ในกรุงหงสาวดีด้วยกัน ตามแนวคิดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล




และยังมีความเป็นไปได้มากว่า ราชนารีพระองค์นี้ อาจได้ทรงเลื่อนขึ้นเป็น สมเด็จพระอัครมเหสี ในเวลาต่อมาด้วย

ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะ พระนางทรงมีพระราชโอรสอย่างน้อย ๑ พระองค์ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

โดยในจดหมายเหตุสเปน History of the Philippines and Other Kingdom ที่ บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.) เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของบาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน ที่เคยพำนักอยู่ในพระนครศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๑๒๕ (ตรงกับปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช) และ พ.ศ.๒๑๓๙ (ตรงกับต้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)

เนื้อความตอนหนึ่ง กล่าวถึงกระบวนพยุหยาตราชลมารค ของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งมีสมเด็จพระอัครมเหสี และพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์โดยเสด็จมาด้วย ความว่า

...แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุดในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีและสาวสรรกำนัลใน สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่นที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์ และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบจนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่านจากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้ โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

แม้เรื่องราวของเหตุการณ์ดังกล่าว จะไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามที่เสด็จฯ ทางชลมารคครั้งนั้น เป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กันแน่

แต่เมื่อนำเหตุการณ์ในลำดับถัดไปจากนั้นมาสอบเทียบเคียงกับ พระราชพงศาวดารฯ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย พบว่า ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีการกล่าวถึง พระราชพิธีอาสวยุทธ และการต้อนรับคณะทูตกัมพูชา ที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จฯ โดยชลมารค และการเสด็จออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน

ดังนั้น พระเจ้าแผ่นดินสยาม ที่บาทหลวงนิกายฟรานซิสกันเห็นในกระบวนพยุหยาตรานั้น ก็คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครับ

และพระองค์เสด็จพร้อมกับ สมเด็จพระอัครมเหสีและ พระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด

ซึ่งก็ควรจะทรงเป็นพระราชโอรส ที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสี ซึ่งโดยเสด็จในกระบวนเรือดังกล่าวนั่นเอง

พระราชโอรสพระองค์นี้ จึงควรมีฐานันดรศักดิ์เป็นที่ สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกย่องให้มีพระราชฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์ 

นั่นหมายความว่า ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความจริง ไม่เพียงแต่เราจะได้รับความกระจ่างเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เกี่ยวแก่เรื่องราวของพระนางมณีจันทร์ และสมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้นนะครับ

ข้อถกเถียงเรื้อรัง เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระราชโอรสหรือไม่นั้น ก็จะยุติลงในฉับพลันทันที ด้วยหลักฐานอันปรากฏในจดหมายเหตุสเปนฉบับนี้




และบางที นอกจากจะทรงมีพระราชโอรสถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้า หนึ่งหรือหลายพระองค์แล้ว (เพราะในจดหมายเหตุสเปนใช้คำว่า พระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด”) สมเด็จพระอัครมเหสีในกระบวนเสด็จดังกล่าว ก็อาจจะทรงมีพระราชธิดาด้วย

เพราะจาก คำอธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าช้างเผือกบุเรงนองมหาธรรมราชา กับพระนเรศ กษัตริย์อยุธยา ของ อูเส่งหม่องอู ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีกรุงย่างกุ้ง ที่ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นำมารวมไว้ในภาคผนวกของหนังสือ พระสุพรรณกัลยา : จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ นั้น มีกล่าวไว้อย่างชัดเจนเลยครับ ว่า

เมงตุลอง ประสูติจากมารดาเจ้าช้างเผือก (คือ) มเหสีของอนรธาเมงสอ กษัตริย์เชียงใหม่ ณ เขาตุลอง ระหว่างทางไปเชียงใหม่ เหตุด้วยอาศัยเขาตุลองอันเป็นสถานที่ประสูติ จึงมีพระนามว่าเมงตุลอง เมื่อเจริญพระชันษา ได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาองค์โตของพระนเรศ แล้วประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา

และ

พระนเรศ กษัตริย์อยุธยา ไม่เพียงเกี่ยวข้องเป็นน้องเขยของพระเจ้าบุเรงนองมหาธรรมราชาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องเป็นหลานเขยด้วย ทั้งยังเกี่ยวข้องเป็นพระญาติกับอนรธาเมงสอ กษัตริย์เชียงใหม่ พระโอรสของพระเจ้าบุเรงนองมหาธรรมราชาอีกด้วย เพราะพระธิดาองค์โตของพระนเรศ ได้อภิเษกสมรสกับเมงตุลอง พระโอรสองค์โตของอนรธาเมงสอ กษัตริย์เชียงใหม่

แต่น่าเสียดายครับ ที่เราไม่รู้อะไรอีกเลย เกี่ยวกับสมเด็จพระอัครมเหสี พระราชโอรส และพระราชธิดาทั้งสามพระองค์นี้ มากไปกว่าที่กล่าวไปแล้ว

เพราะในขณะที่จดหมายเหตุสเปน บันทึกจากผู้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก

คำยืนยันจากผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีกรุงย่างกุ้ง ก็มีพื้นฐานอยู่ในพระราชพงศาวดารพม่า ที่กล่าวถึงเรื่องพระราชธิดาในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอย่างผ่านๆ เช่นกัน

ด้วยเหตุนั้น แม้แต่ปริศนาที่ว่าพระนางมณีจันทร์ พระมณีรัตนา และสมเด็จพระอัครมเหสี ในกระบวนพยุหยาตราชลมารคของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น จะทรงเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เราก็คงต้องปล่อยไว้ให้เป็นปริศนาให้นักประวัติศาสตร์โบราณคดีได้สืบค้นกันต่อไป

ส่วนบรรดาผู้นับถือสักการบูชาองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งไม่ใช่นักวิชาการนั้น ปริศนาดังกล่าวไม่มีความสำคัญเท่าใดนักหรอกครับ

เพราะได้ยอมรับกันเป็นส่วนมากอยู่แล้วว่า พระนางมณีจันทร์ ทรงเป็นพระองค์เดียวกับพระมณีรัตนา และทรงเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จดหมายเหตุวันวลิต ก็ยังคงเป็นหลักฐานที่ทำให้เราได้ทราบอีกด้วยว่า


เจดีย์องค์หนึ่งในวัดวรเชษฐาราม นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
ที่มีผู้เชื่อว่า เป็นที่บรรจุพระอัฐิเจ้าขรัวมณีจันทร์
(ดนัย นาควัชระ : ภาพ)

ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต เมื่อพ.ศ.๒๑๔๘ และสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นครองราชย์แทนนั้น พระนางมณีจันทร์ ในฐานะ
ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือพระ Marit หรือพระองค์ดำได้เสด็จออกบวชเป็นชี เป็นเหตุให้คนทั่วไปพากันเรียกพระนางว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์

แต่จะประทับอยู่ภายในพระราชฐานชั้นใน ของพระราชวังหลวง หรือจะเสด็จออกมาประทับภายนอก ก็ไม่มีหลักฐานที่จะสืบค้นได้

จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่พระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ คือ เจ้าไล หรือ พระหมื่นศรีสรรักษ์ มีเหตุวิวาทกับพระยาออกนา จนต้องพระราชอาญาถึงกับประหารชีวิต

ก่อนถูกจับ เจ้าไลคงจะหนีพระราชอาญานั้น ไปขอพึ่งพระบารมีเจ้าขรัวมณีจันทร์ ซึ่งพระนางก็เสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถ ทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้ จนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงยินยอมด้วยความเกรงพระทัย 

แสดงว่าแม้ในเวลานั้น พระบารมีของอดีตสมเด็จพระอัครมเหสี ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ ก็ยังมีอยู่มาก จนสามารถขอเว้นโทษตายให้แก่เจ้าไลได้นะครับ

แต่เจ้าไล จะมีความเกี่ยวข้องสนิทสนมกับเจ้าขรัวมณีจันทร์อย่างใด จึงได้ไปขอพึ่งพระบารมี ยังเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้จนทุกวันนี้

ทราบกันเพียงแต่ว่า ถ้าไม่มีเจ้าขรัวมณีจันทร์ ประวัติศาสตร์ไทยก็อาจไม่มีพระนามของ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก ให้กับกรุงศรีอยุธยา ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ครองราชย์

และหลังจากเหตุการณ์เกี่ยวกับเจ้าไล เรื่องราวของเจ้าขรัวมณีจันทร์ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เหลือเพียงความทรงจำที่เลือนราง ในหมู่คนทั่วไปที่สนใจประวัติศาสตร์ไทย

จนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีคนไม่มากนักที่ทราบว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงมีพระอัครมเหสีคู่พระทัยด้วยเหมือนกัน

ในขณะที่กลุ่มผู้สนใจทางฌานสมาบัติจำนวนหนึ่ง ได้ทราบกันมานานดังกล่าวแล้ว


พระสาทิสลักษณ์พระนางมณีจันทร์ จากการเข้าฌาน

และในหมู่คนเหล่านั้น ยังปรากฏว่า มีผู้สามารถติดต่อกับพระนางมณีจันทร์ หรือเจ้าขรัวมณีจันทร์ โดยทางสมาธิได้ด้วย โดยที่คนเหล่านั้นไม่มีพื้นฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระนางเลย

ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก และรู้กันในวงในของผู้เล่นฌานสมาบัติกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มิได้มีการเผยแพร่ทั่วไปครับ


จนกระทั่ง อภิมหาภาพยนตร์อันอลังการที่สุด ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ได้นำเรื่องราวของพระนางมณีจันทร์ ซึ่งรับบทโดย ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ กลับมาสู่ความรับรู้ และความประทับใจ แก่ผู้ชมชาวไทยจำนวนมาก จนทุกวันนี้



(ขอขอบคุณ ภาพประกอบจากภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดย สหมงคลฟิล์ม)




………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


Sunday, December 11, 2016

สมเด็จพระสุพรรณกัลยา : ราชนารีผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน ตอนที่ ๒



พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุพรรณกัลยา
วัดจันทร์ตะวันออก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยและพม่า ในส่วนที่สอดคล้องกัน สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา และทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๒๑๑๖ พระชนมายุได้ ๑๘-๑๙ พรรษา

ดังนั้นจึงประมาณการได้ว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จออกจากหงสาวดีนั้น สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาน่าจะทรงมีพระชนมายุราวๆ ๒๐ พรรษา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรวบรวมขุนศึก และนักรบฝีมือดีขึ้นเป็นกองกำลังของพระองค์ที่พิษณุโลก จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๒๔ พระองค์เจริญพระชนมายุได้ ๒๖ พรรษา พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระเจ้านันทบุเรง ได้ขึ้นครองราชย์ เวลานั้นสมเด็จพระสุพรรณกัลยาคงจะทรงเจริญพระชนมายุได้ราวๆ ๒๘ พรรษา

ฮาร์ทกล่าวว่า ระยะเวลา ๑๑ ปีแรกในกรุงหงสาวดี ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยานั้น เป็นช่วงเวลาที่ดี และทรงพระเกษมสำราญตามสมควรครับ

แต่ที่สุดแล้ว พระชะตาของพระนางก็ถึงจุดเปลี่ยนผัน เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์

ตำแหน่งพระมเหสีของพระนางกลายเป็นอดีต และต้องทรงย้ายออกจากพระราชวังกัมโพชธานี ไปประทับ ณ พระตำหนักส่วนพระองค์ นอกเขตพระราชฐาน ตามโบราณราชประเพณี เช่นเดียวกับพระมเหสีเทวีพระองค์อื่นๆ ของพระเจ้าบุเรงนอง

ส่วนพระตำหนักเดิม ก็เปลี่ยนไปเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในพระองค์ใหม่ ที่พระเจ้านันทบุเรงจะทรงสถาปนาขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสุพรรณกัลยาและพระราชธิดา ได้เสด็จประทับในตำหนักส่วนพระองค์ที่ได้สร้างไว้ก่อนแล้ว และก็คงประทับอยู่ด้วยความสุขสบายตามอัตภาพ กษัตริย์พระองค์ใหม่ยังจะต้องพระราชทานเบี้ยหวัด และสิ่งจำเป็นในการดำรงพระชนม์ชีพแด่อดีตพระมเหสีทุกพระองค์ของพระราชบิดาตลอดไป จนกว่าจะสิ้นพระชนม์

ซึ่งธรรมเนียมเช่นนี้ ไทยเราก็ถือปฏิบัติกันครับ

หลังจากนั้นไม่นาน พวกไทยใหญ่เมืองลุมเมืองคังแข็งเมือง พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงมีพระราชโองการให้จัดทัพไปตี ๓ ทัพคือ ทัพของพระมหาอุปราชา มังสามเกียด พระราชโอรส, ทัพของ นัตชิงนอง หรือพระสังกะทัตจากตองอู และทัพของสมเด็จพระนเรศวรจากพิษณุโลก

ด้วยเหตุนั้น สมเด็จพระนเรศวรจึงได้เสด็จกลับมายังหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานฝ่ายไทยกล่าวว่า ได้พบพระพี่นางหรือไม่

ขณะที่ฮาร์ทกล่าวว่า ทั้งสองพระองค์ได้พบกัน และสมเด็จพระสุพรรณกัลยาได้ทรงทราบข่าวพระราชบิดาพระราชมารดาบ้าง

แต่ประวัติศาสตร์ไทยบันทึกไว้เพียงว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงชนะศึกเมืองลุมเมืองคัง ขณะที่ทัพหงสาวดีและตองอูพ่ายแพ้

หลังจากนั้น พ.ศ.๒๑๒๗ พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู พระเจ้าแปร และพระเจ้าเชียงใหม่ร่วมกันก่อกบฏ ไม่ยอมขึ้นกับหงสาวดี สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดฯ ให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพจากพิษณุโลกไปช่วยหงสาวดีทำศึก

แต่เมื่อเสด็จไปถึงเมืองแครงก็ทราบว่า พระเจ้านันทบุเรงคิดไม่ซื่อ จึงทรงประกาศอิสรภาพ ดังที่คนไทยเราส่วนใหญ่ทราบกันดีอยู่แล้วครับ

พงศาวดารฝ่ายไทยบันทึกไว้ว่า ภายหลังประกาศอิสรภาพแล้ว ทางหงสาวดีได้ส่งทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง แต่ก็พ่ายกลับไปทุกครั้ง จนกระทั่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงเสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.๒๑๓๔

ถัดจากปีนั้น ทางพม่าก็ให้พระมหาอุปราชามังสามเกียด ยกกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาอีก

แต่เมื่อทัพดังกล่าวมาถึงเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงนำทัพออกไปรับศึกที่ตำบลหนองสาหร่าย เกิดสงครามยุทธหัตถี พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ในสนามรบ กองทัพพม่าแตกพ่ายกลับไปอย่างยับเยิน

คำให้การของชาวกรุงเก่า ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระเจ้ากรุงหงสาวดีทรงพระพิโรธมาก รับสั่งให้เอาแม่ทัพนายกองที่แพ้กลับมาในครั้งนั้น ใส่คาย่างไฟให้ตายสิ้น

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่คลายพิโรธ ได้เสด็จไปสู่ตำหนักสมเด็จพระสุพรรณกัลยา เอาพระแสงดาบฟันพระนางกับพระราชธิดาสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์


วาระสุดท้ายของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา
จากภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

ส่วนในหนังสือ คำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงวาระสุดท้ายของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไว้คล้ายคลึงกัน ต่างกันเฉพาะเรื่องที่มีพระราชโอรสกับพระเจ้าหงสาวดี มิใช่พระราชธิดา

ขณะที่ พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว เล่าว่า สมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงมีคนสนิทอยู่คนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นนางสนองพระโอษฐ์ มีนามว่า พระองค์จันทร์

พงศาวดารฉบับดังกล่าวระบุว่า ภายหลังจากพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ ในการกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น พระเจ้านันทบุเรงมิได้ทรงประหารสมเด็จพระสุพรรณกัลยาทันทีที่ทรงทราบข่าว

หากได้แต่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ จนเมามายอยู่เป็นเวลานาน แต่ละวันก็พาลหาเรื่องสมเด็จพระสุพรรณกัลยา และขู่อาฆาตบ่อยๆ  จนพระนางทรงสังหรณ์พระทัย ได้ทรงเรียกพระองค์จันทร์มาปรับทุกข์หลายครั้ง

ท้ายที่สุด ได้ทรงตัดปอยพระเกศาใส่ผอบเครื่องหอม ประทานให้พระองค์จันทร์ เตรียมนำไปถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่กรุงศรีอยุธยา เผื่อจะไม่รอดพระชนม์ชีพ

ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงเมามายไม่มีสติ ได้เสด็จไปถึงห้องบรรทมในตำหนักสมเด็จพระสุพรรณกัลยา แล้วใช้พระแสงดาบทั้งฟันทั้งแทงพระนาง จนสิ้นพระชนม์อยู่บนพระที่นั้นเอง

พงศาวดารฉบับหอแก้วระบุว่า ขณะนั้น พระนางทรงมีพระราชโอรสกับพระเจ้าบุเรงนองอยู่แล้วหนึ่งองค์ และทรงพระครรภ์อยู่อีกหนึ่งองค์ ก็นับเป็นอีกหลักฐานที่สอดคล้องกับคำให้การของไทยทั้งสองฉบับ

ข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดความสับสนครับ

ซึ่งฮาร์ทก็ชี้ให้เห็นข้อพิรุธอย่างสำคัญ ในเหตุการณ์ที่คนไทยเชื่อถือกันเป็นอันมากนี้ไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน

๑) สงครามยุทธหัตถีเกิดขึ้นในพ.ศ.๒๑๓๕ หลังจากสมเด็จพระสุพรรณกัลยาประทับในกรุงหงสาวดีมานานถึง ๒๓ ปีแล้ว

พระนางทรงเจริญพระชนมายุได้ ๓๙ พรรษา และพระธิดาของพระนางที่เกิดกับพระเจ้าบุเรงนอง คือ เจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่ หรือ มังอะทเว ก็ทรงมีพระชนมายุราวๆ ๒๐ พรรษาแล้วนะครับ

อีกทั้งเราไม่ควรลืมว่า พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตไปแล้วตั้งแต่พ.ศ.๒๑๒๔ หรือ ๑๑ ปีก่อนสงครามยุทธหัตถี

หากพระองค์ทรงมีพระราชโอรส หรือพระราชธิดากับสมเด็จพระสุพรรณกัลยา แม้ในปีเดียวกับที่เสด็จสวรรคต พระราชโอรส หรือพระราชธิดาพระองค์นั้นก็จะทรงมีพระชนมายุได้ ๑๑ พรรษาแล้วเช่นกัน

มิใช่เด็กที่ยังไม่หย่านมแต่อย่างใด

๒) ดังนั้น ถ้าสมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงมีพระราชโอรส หรือพระราชธิดาที่ยังต้องเสวยนม รวมทั้งยังทรงพระครรภ์อยู่ในพ.ศ.๒๑๓๕ นั่นก็ย่อมไม่ใช่พระราชโอรส หรือพระราชธิดาของพระเจ้าบุเรงนอง แต่ควรเป็นของพระเจ้านันทบุเรง

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีบางเอกสารอธิบายว่า พระเจ้านันทบุเรงทรงลุ่มหลงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา มาตั้งแต่ครั้งยังทรงมีฐานะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อได้ขึ้นครองราชย์ ก็ทรงรับพระนางมาเป็นมเหสีของตน

แต่ถ้าจะกล่าวในมุมมองของ มิคกี้ ฮาร์ท เขาไม่สามารถยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้ครับ

ฮาร์ทยืนยันว่า ไม่มีธรรมเนียมที่กษัตริย์พม่าจะรับพระมเหสี รวมทั้งพระสนมทั้งหลายของพระราชบิดามาเป็นของตนต่อไป เจ้านายฝ่ายในที่จะมีการสถาปนาขึ้นในรัชกาลใหม่ ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นชุดใหม่  เป็นธิดาเจ้าต่างเมืองที่ล้วนเป็นสาวสะพรั่ง อายุ ๑๖-๑๗ ปีทั้งนั้น

และขัตติยประเพณีเช่นนี้ พม่าก็ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงราชวงศ์สุดท้าย ก่อนจะเสียเมืองแก่อังกฤษ

ด้วยเหตุนั้น ตามทรรศนะของฮาร์ท เขาคิดว่าการที่สมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงถูกประหารในขณะที่ยังทรงให้นมพระโอรส หรือพระธิดาองค์น้อยนั้น เป็นเพียงนิยายเท่านั้น


อีกภาพหนึ่งของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา
จาก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่รับบทโดย เกรซ มหาดำรงค์กุล

ผมเองก็มีความเห็นสอดคล้องกับทรรศนะเช่นนี้เหมือนกันครับ

เพราะถ้าคิดกันง่ายๆ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมในราชสำนักพม่า ตอนที่พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์นั้น องค์สมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงเจริญพระชนมายุได้ราวๆ ๒๘ พรรษา

พูดตามตรงว่า ถ้าพระเจ้านันทบุเรง ป่าเถื่อนพอจะข่มเหงพระนางเป็นชายา หรือบาทบริจาริกา ก็ยังพอมีความเป็นไปได้บ้าง

แต่เมื่อเวลาผ่านเลยมาอีก ๑๑ ปีจนถึงสงครามยุทธหัตถี พระนางทรงเจริญพระชันษาใกล้จะ ๔๐ ปี ตามค่านิยมในยุคสมัยนั้นถือว่าทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แต่กลับยังทรงมีพระราชโอรสหรือธิดาที่ยังต้องเสวยพระกษิรธาราในขณะนั้น

แสดงว่า พระราชโอรสหรือธิดาดังกล่าว ต้องทรงมีพระประสูติกาลก่อนหน้านั้น ไม่นานไปกว่า ๑ ปีแน่นอน

นั่นหมายความว่า พระเจ้านันทบุเรงต้องเป็นกษัตริย์ที่ทรงวิปริตในทางกามารมณ์อย่างมากทีเดียวนะครับ ถึงขนาดต้องทรงเสด็จออกนอกเขตพระราชฐาน เพื่อไปมีโอรสธิดากับอดีตพระมเหสีของพระบิดา ซึ่งทรงมีพระชนมายุใกล้ ๔๐ พรรษาแล้ว ทั้งๆ ที่ทรงมีพระมเหสีและพระชายาเต็มพระราชฐานชั้นใน นับว่าเป็นเรื่องอ่อนเหตุผลอย่างที่สุด

อย่างไรก็ตาม พงศาวดารฉบับหอแก้วของพม่ากล่าวต่อไปว่า ภายหลังประหารสมเด็จพระสุพรรณกัลยา และพระสติของพระเจ้านันทบุเรงกลับคืนมาแล้ว ก็มีพระราชโองการให้จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสุพรรณกัลยา อย่างสมพระเกียรติ

ส่วนพระองค์จันทร์ได้ลอบออกจากวัง นำผอบพระเกศาไปกับนายทหารมอญ ทำทีเป็นสามีภรรยากันตลอดเวลานานถึงสามเดือนเศษ จนถึงกรุงศรีอยุธยา และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ ท่ามกลางความโศกเศร้าของบรรดาพระญาติพระวงศ์ ในครั้งนั้นพระองค์จันทร์ได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวจันทร์เทวี

หลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพพระวิสุทธิกษัตริย์แล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงยกทัพไปตีหงสาวดีและตองอู แต่ไม่สำเร็จ

ระหว่างเสด็จกลับ ทรงได้รับพระอัฐิพระพี่นางจากมอญผู้หนึ่ง และเมื่อทรงแวะพักที่เมืองปาย ทรงพระสุบินว่าพระพี่นางเสด็จมาพบ และตรัสว่า พระนางเปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน มีความผูกพันทั้งไทยและพม่า จึงทรงมีพระประสงค์จะเสด็จประทับอยู่ที่เมืองปายนั่นเอง

จากพระสุบินนิมิตดังกล่าว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงทรงหยุดพักกองทัพอยู่ที่เมืองปายเป็นเวลา ๓๒ วัน และโปรดฯ ให้ม้าเร็วไปรับตัวท้าวจันทร์เทวีจากกรุงศรีอยุธยา โดยให้นำผอบบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางไปยังเมืองปายด้วย

จากนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง และพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิและพระเกศาของสมเด็จพระพี่นางไว้ ณ เมืองปายนั้นเอง

แต่คำถาม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครถาม ก็คือ...

สมเด็จพระสุพรรณกัลยาทรงถูกสังหารจริงหรือไม่?

คืออย่างนี้ครับ,

แม้การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ด้วยแรงโทสะของพระเจ้านันทบุเรงนั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางฝ่ายไทย หรือฝ่ายพม่า (บางฉบับดังที่อ้างแล้ว) ก็จริง

แต่ในส่วนนี้ มิคกี้ ฮาร์ท ก็ได้นำเสนอข้อมูลฝ่ายพม่าในอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นการทำให้ตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยาของไทย ต้องถึงคราวพลิกผันอย่างกลับตาลปัตร

โดยเขาอ้างอิงจากบันทึกทางประวัติศาสตร์พม่า (ซึ่งยังมิได้มีการแปลเป็นภาษาไทย) ซึ่งกล่าวถึงพระราชธิดาของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา คือ เจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่ หรือเจ้าหญิงพิษณุโลกตามคำเรียกขานของคนทั่วไป

ในพงศาวดารพม่าที่ฮาร์ทค้นมาได้ เจ้าหญิงพระองค์นี้มิได้สิ้นพระชนม์ด้วยคมดาบของพระเจ้านันทบุเรง พร้อมกับพระราชมารดาอย่างแน่นอนครับ

เพราะปรากฏว่า ภายหลังตามเสด็จพระราชมารดาออกมาประทับนอกพระราชวังกัมโพชธานีแล้ว เจ้าหญิงพระองค์นี้ได้ทรงสมรสกับ เจ้าเกาลัด บุตรชายของ เจ้าอสังขยา เจ้าเมืองตะลุป ชาวไทยใหญ่ ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของ พระเจ้ามังรายจอซะวา กษัตริย์อังวะ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของพระเจ้านันทบุเรง

ฮาร์ทกล่าวว่า ภายหลังเสกสมรส เจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่เสด็จไปอยู่กับพระสวามีที่กรุงอังวะ พร้อมกับพระราชมารดา คือ สมเด็จพระสุพรรณกัลยา

และต่อมา ก็ทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่ง พระนามว่า เจ้าหญิงจันทร์วดี นับว่าเป็นพระนัดดาของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่คนไทยเราไม่เคยรู้กันว่าทรงมีอยู่

เขากล่าวต่อไปว่า

ครั้นปีพ.ศ.๒๑๓๕ พระมหาอุปราชสวรรคตระหว่างสงครามกับพระนเรศวร พระเจ้านันทบุเรงจึงทรงตั้งมังรายจอซะวาเป็นพระมหาอุปราชองค์ใหม่ เจ้าเกาลัดจึงตามมารับใช้พระมหาอุปราชองค์ใหม่ที่กรุงหงสาวดี แต่ไม่ให้ครอบครัวย้ายตามมาด้วย เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์กรุงหงสาวดีในเวลานั้น เพราะพระเจ้าหงสาวดีไม่ทรงวางพระทัยในชาวมอญทั้งหลายแล้ว พระองค์คิดว่าชาวมอญทั้งหลายมีใจกับพระนเรศวร จึงทรงมีรับสั่งให้จับชาวมอญทั้งหลายประหารสิ้น

นั่นหมายความว่า เมื่อเกิดสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ นั้น สมเด็จพระสุพรรณกัลยามิได้ประทับอยู่ในกรุงหงสาวดี แต่อยู่ที่กรุงอังวะพร้อมกับพระราชธิดา

เพราะฉะนั้น ถ้าพระเจ้านันทบุเรงเสียพระทัยในการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรส และจะทรงประหารสมเด็จพระสุพรรณกัลยา พระองค์จะต้องเสด็จจากกรุงหงสาวดี ไปประหารพระนางที่กรุงอังวะ

แต่พระเจ้านันทบุเรงไม่เคยได้เสด็จไปถึงอังวะเลยครับ

เพราะตั้งแต่หลังสงครามยุทธหัตถี เรื่องยุ่งยากต่างๆ ก็เกิดขึ้นในบ้านเมืองของพระองค์ จนกระทั่งพ.ศ.๒๑๓๗  พระเจ้าตองอู พระเจ้าญองรัม และ พระเจ้าเชียงใหม่ พากันตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับกรุงหงสาวดีอีกต่อไป

พระเจ้าญองรัม ได้เข้ายึดกรุงอังวะ ที่เจ้าหญิงพิษณุโลก กับพระราชมารดาประทับอยู่ ซึ่งนอกจากจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับทั้งสองพระองค์แล้ว ยังกลับเป็นผลดีอีกด้วย

เพราะพระเจ้าญองรัมนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าอสังขยา บิดาของเจ้าเกาลัดเป็นอย่างดี และทั้งสองท่านนี้ก็สนิทสนมคุ้นเคยกับสมเด็จพระสุพรรณกัลยาเป็นอย่างดีเช่นกันครับ

ด้วยเหตุนั้น ภายหลังพระเจ้าญองรัมยึดกรุงรัตนบุระอังวะ เจ้าเกาลัดจึงนำทหาร ๓,๐๐๐ คนออกจากหงสาวดีไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าญองรัม ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า เจ้าโกโตรันตมิตร และได้รับพระราชทานตำแหน่งเสนาบดี เช่นเดียวกับเจ้าอสังขยาผู้เป็นบิดา

พระเจ้านันทบุเรง ได้แต่ทอดพระเนตรสิ่งเหล่านี้ โดยไม่สามารถทำอะไรได้ จนกระทั่งเสียกรุงหงสาวดีแก่พระเจ้าตองอูเมื่อ พ.ศ.๒๑๔๒  และพระองค์เองก็ต้องย้ายไปประทับที่ตองอู จนสิ้นพระชนม์ที่นั่นเมื่อพ.ศ.๒๑๔๖

ในขณะที่พระเจ้าญองรัม ทรงก่อตั้งราชวงศ์ของพระองค์เอง ราชวงศ์ใหม่นี้ได้สืบทอดราชบัลลังก์รัตนบุระอังวะไปอีกยาวนานถึง ๑๐ รัชกาล ก่อนที่จะเสียกรุงให้แก่พระเจ้าอลองพญา


โบราณสถานในกรุงอังวะ ปัจจุบัน
ภาพจาก http://pantip.com/topic/31486286

จึงคาดได้ว่า ภายใต้การปกครองของพระเจ้าญองรัม สมเด็จพระสุพรรณกัลยากับพระราชธิดาก็คงเสด็จประทับอยู่ในกรุงอังวะอย่างเป็นปกติสุข ปลอดภัย และทรงพระเกษมสำราญตลอดพระชนม์ชีพ

ซึ่งก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ละครับ แม้จะสิ้นรัชกาลพระเจ้าญองรัมไปแล้วก็ตาม

เพราะหลังจากพระเจ้าญองรัมเสด็จสวรรคต พระเจ้าอะน่อกเพกลน พระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อ ยังได้ทรงแต่งตั้งเจ้าเกาลัด หรือเจ้าโกโตรันตมิตรเป็นที่ปรึกษา พระนางอดุลจันทร์เทวี พระอัครมเหสีของพระองค์

พระอัครมเหสีพระองค์นี้ ทรงมีความรักใคร่เอ็นดูเจ้าหญิงจันทร์วดี ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าเกาลัดกับเจ้าหญิงพิษณุโลกเป็นพิเศษ จนเมื่อเจ้าหญิงจันทร์วดีเจริญพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา ก็ทรงจัดพิธีเสกสมรสพระราชทานเจ้าหญิงจันทร์วดี กับ เจ้าชายจอสูร์ จากเมืองส้า เมื่อพ.ศ.๒๑๖๘

เจ้าหญิงจันทร์วดี พระนัดดาของสมเด็จพระสุพรรณกัลยานั้น ต่อมาทรงมีพระโอรสพระนามว่า เจ้าจันทร์ญี และพระธิดาพระนามว่า เจ้ามณีโอฆ

ภายหลังเจ้ามณีโอฆ ได้สมรสกับมหาเศรษฐีของกรุงอังวะ และมีบุตรชายด้วยกันเมื่อพ.ศ.๒๑๙๑-๙๒ นามว่า กาลา หรือ กุลา

นายกาลาผู้นี้ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้ารูปลังกา ในรัชสมัย พระเจ้าศรีมหาสีห์สูรสุธรรมราชา และท่านผู้นี้ละครับ คือผู้แต่ง พงศาวดารฉบับอูกาลา หรือ อูกาลา มหายาสะวินจี พงศาวดารพม่าที่มีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่งเมื่อพ.ศ.๒๒๕๗




จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนครับว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนะสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ นั้น สมเด็จพระสุพรรณกัลยามิได้ประทับอยู่ในกรุงหงสาวดี หากแต่ประทับอยู่ที่กรุงรัตนบุระอังวะพร้อมกับพระราชธิดา

ดังนั้น พระนางจึงมิได้ถูกพระเจ้านันทบุเรงประหาร หรือสิ้นพระชนม์พร้อมด้วยคมดาบ ทั้งที่ยังทรงพระครรภ์ ณ กรุงหงสาวดี พร้อมด้วยพระราชโอรส หรือพระราชธิดาแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม พระนางยังทรงดำรงพระชนม์ชีพต่อมาอย่างปกติสุขในกรุงอังวะ ตลอดรัชกาลพระเจ้าญองรัม ราชบุตรผู้ทรงพระปรีชาสามารถที่สุดของพระเจ้าบุเรงนอง

พระนางจะทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวต่อมา จนได้ทอดพระเนตรงานสมรสของเจ้าหญิงจันทร์วดี พระนัดดาของพระนางหรือไม่ พงศาวดารพม่ามิได้บันทึกไว้

แต่เชื้อสายของพระนางนั้นมีตัวตนจริงครับ และสืบทอดมาถึงผู้แต่งพงศาวดารพม่าฉบับที่นักวิชาการไทยเรารู้จักกันดีคนหนึ่ง โดยไม่เคยระแคะระคายเลยว่า เป็นผู้สืบสายโลหิตมาจากพระนาง

ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปดังนี้ คำถามที่ต้องเกิดตามมาอย่างแน่นอนก็คือ...

การนับถือสมเด็จพระสุพรรณกัลยาซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนตำนานดั้งเดิม ก็เท่ากับเป็นการนับถือบูชาวีรกรรมของพระนาง ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง เป็นเพียง นิยายอิงประวัติศาสตร์ล้วนๆ ใช่หรือไม่?

แล้วเราจะบูชาพระนางกันไปเพื่ออะไร?

ผมแน่ใจว่า คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากครับ

ตอบไม่ยาก ถ้าตอบด้วยหลักการ ด้วยเหตุผล ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์

เพราะการที่เราจะนับถือบุคคลใด ที่เคยมีตัวตนจริง มีชีวิตจริงในประวัติศาสตร์ เราควรจะนับถือความเป็นจริงของบุคคลนั้นๆ

ไม่ใช่นับถือนิยาย หรือจินตนาการที่เกี่ยวกับบุคคลนั้นครับ

ในยุคสมัยที่เรายังไม่มีโอกาสค้นพบความจริงเกี่ยวแก่บุคคลนั้นๆ นิยายหรือจินตนาการ ก็พอจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวได้

แต่เมื่อเราได้ค้นพบความจริงแล้ว บุคคลนั้นก็ควรได้ก้าวออกจากโลกมายา สู่โลกของความเป็นจริง ที่เราสามารถจะนับถือได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุและผล

เราควรใช้ความจริงที่เราได้รับนี้ สลัดเราออกจากพันธนาการของภาพลวงตา และประจักษ์ถึง ความดีงามที่เป็นจริง

ซึ่งนั่นก็คือ ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงนั่นเองครับ

ความลวงนั้นศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้หรอกครับ มีแต่ความจริง และเรื่องจริง เท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือสิ่งที่มีจริงเท่านั้น

ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง นั่นไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ

แล้วความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา คืออะไร?

คำตอบก็คือ พระนางไม่เพียงทรงอยู่เบื้องหลังความเป็น มหาราชแห่งองค์สมเด็จพระนเรศวรเท่านั้น ยังทรงเป็นราชนารีที่เฉลียวฉลาด และลุ่มลึกในพระปรีชาญาณอย่างหาตัวจับยาก

พระนางมิได้ทรงเป็นเพียงเจ้าหญิงพระองค์หนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ต้องเล่นไปตามบทบาทที่ถูกคนอื่นกำหนด ต้องทนทุกข์ทรมาน และในที่สุดก็สิ้นพระชนม์อย่างน่าเวทนา ตามความเชื่อเดิมๆ ของพวกเรา


สมเด็จพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ
พระรูปไฟเบอร์กลาส ภายในตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
ภาพจาก http://suphanburi.890m.com

ตรงกันข้าม พระนาง เล่นตามบทที่ถูกกำหนดอย่างดี สามารถครองพระองค์ให้อยู่รอดปลอดภัย และเป็นที่โปรดปรานภายใต้ร่มพระบารมีของจอมกษัตริย์ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในพม่ายิ่งใหญ่เสมอเหมือน

แม้ว่านี่จะเป็น หน้าที่ที่เจ้าหญิงทุกพระองค์ในยุคสมัยเดียวกับพระนาง ต้องกระทำเหมือนกันหมดก็จริง แต่มิใช่ว่าทุกพระองค์ จะทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นนี้ได้ผลลุล่วงเสมอไปนะครับ

โดยเฉพาะในราชสำนักของพระเจ้าบุเรงนอง ที่พระมเหสีเทวีทุกพระองค์ ต้องแข่งขันกันอย่างมากมาย เพียงเพื่อจะรักษาฐานะของตนให้คงเป็นที่โปรดปรานต่อเนื่องยาวนานที่สุด

ต้องเป็นราชนารีที่มีความสามารถสูงจริงๆ เท่านั้นครับ ที่จะโดดเด่นขึ้นมาอยู่ในชั้นแถวหน้า เพื่อให้มีอำนาจและอิทธิพลเพียงพอ ที่จะเจรจาหว่านล้อมกษัตริย์ให้โอนอ่อนผ่อนตาม ในเรื่องที่สำคัญต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนได้

และสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ก็ทรงรักษาพระองค์ไว้ในฐานะเช่นนี้ได้โดยตลอด จนกระทั่งสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงเจริญพระชันษาเพียงพอ ที่พระราชบิดาจะทูลขอพระเจ้าบุเรงนองให้ส่งกลับไปกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งเมื่อเวลาสำคัญนี้มาถึง พระนางจะได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ที่ทรงได้รับมอบหมายได้อย่างสัมฤทธิ์ผล

ขณะที่แม้แต่สมเด็จพระพี่นางอินทรเทวี ก็ไม่อาจจะทรงกระทำได้ เพราะทรงมิได้เป็นที่โปรดปรานเท่ากับพระนางนั่นเอง

ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า พระนางถูกส่งเข้าสู่ราชสำนักหงสาวดี ด้วยพระราชบิดาทรงหวังให้พระนางปฏิบัติพระราชภารกิจนี้ เป็นสำคัญที่สุดครับ

เพราะสมเด็จพระนเรศวร คือพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ซึ่งจะต้องเป็นผู้นำในการคืนอิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยาในกาลข้างหน้า

ซึ่งพระนาง ต้องทรงเฝ้าคอยโอกาสนี้อย่างอดทนอยู่ถึง ๔ ปี โดยต้องทรงพยายามรักษาฐานะความเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าบุเรงนอง นับตั้งแต่วันแรกที่ถวายตัว ให้คงเส้นคงวาอยู่เสมอ

ด้วยนั่นเป็นเงื่อนไขเดียว ที่จะทำให้พระราชกิจของพระนางลุล่วง

ถ้าไม่มีความเฉลียวฉลาดในการครองพระองค์ และความสามารถในการเจรจาของพระนาง ที่ย่อมจะมีส่วนทำให้พระเจ้าบุเรงนองทรงยินยอม ให้สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จกลับไปกอบกู้บ้านเมือง วีรกรรมของสมเด็จพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้น ก็คงเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากมากกว่าที่เป็นอยู่

และสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ก็ทรงกระทำสิ่งนี้ได้สำเร็จแล้ว

นี่แหละครับ คือบทบาทที่สำคัญอย่างที่สุด ของเจ้าหญิงในยุคโบราณ ที่จะต้องกระทำเพื่อชาติบ้านเมืองของตน

ขณะที่มองอย่างผิวเผิน ราชนารีเหล่านี้ดูเหมือนไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย เป็นเหมือนกับ สิ่งของที่กษัตริย์แต่ละเมืองจะยกให้กัน เพื่อสืบสานสัมพันธไมตรีเท่านั้น

แต่แท้ที่จริง ราชนารีเหล่านี้คือผู้แทนของรัฐที่พระองค์จากมา เพื่อทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ และความอยู่รอดของบ้านเกิดเมืองนอนในทุกวิถีทาง ขณะที่ราชโอรส ทำหน้าที่ผู้นำในการปกครอง และการรบทัพจับศึก

ความสำเร็จหรือล้มเหลวของราชโอรส หรือกษัตริย์องค์ต่อไป จึงย่อมขึ้นอยู่กับราชนารีเหล่านี้ ว่าจะรักษาสถานะ และบทบาทไว้ได้มากน้อยเพียงใด ในบ้านเมืองที่แต่ละพระองค์ถูกส่งไปถวายตัว

ซึ่งผมได้กล่าวแล้วไงครับ ว่างานอันยากยิ่งเช่นนี้ มิใช่ว่าเจ้าหญิงทุกพระองค์จะทรงกระทำได้ลุล่วงทั้งหมด

และสมเด็จพระสุพรรณกัลยาก็ทรงทำได้สำเร็จ โดยที่พระนางต้องทรงยอมเสียสละพระองค์เองแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ในอนาคตเช่นกัน

แต่เมื่อทรงตระหนักดีว่า อนาคตเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน พระนางก็ทรงหาทางหนีทีไล่ไว้รองรับ ด้วยการเลือกที่จะทรงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านายพม่าพระองค์ใดก็ได้ ที่อาจช่วยเหลือพระนางในภายภาคหน้า

ซึ่งนั่นหมายถึง พระนางต้องมีสายพระเนตรที่ยาวไกลทีเดียวนะครับ จนทำให้ทรงเลือกได้คนอย่างเจ้าอสังขยา และพระเจ้าญองรัม พระราชโอรสพระองค์เดียวที่พระเจ้าบุเรงนองทรงพยากรณ์ไว้ว่าจะรุ่งโรจน์เหมือนกับพระองค์

ทำให้พระนางทรงได้ทั้งพระราชบุตรเขย และพระสหาย ที่รับประกันความปลอดภัย และสันติสุขตลอดพระชนม์ชีพของพระนางในกรุงอังวะ

ถ้าพระนางไม่ทรงคบหามิตรที่ดีเช่นนี้ พระนางก็คงต้องเสี่ยงภัยอยู่ในกรุงหงสาวดี  ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าบุเรงนอง และอาจต้องสิ้นพระชนม์ ภายใต้คมดาบของพระเจ้านันทบุเรงจริงๆ อย่างที่คนไทยเราเชื่อกันก็เป็นได้

เรื่องราวของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ในพงศาวดารพม่า จึงมิใช่โศกนาฏกรรมที่รีดเค้นน้ำตาอย่างไร้เหตุผล เหมือนตำนานฝ่ายไทย แต่เป็นเรื่องราวของขัตติยนารีองค์หนึ่ง ที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน และทรงกำหนดอนาคตของพระนางเองได้อย่างชาญฉลาด


ภาพจากภาพยนตร์ เรื่อง ตำนานสมเด็จพระเนรศวรมหาราช

พระนางทรงประสบความสำเร็จอย่างมากที่สุด เท่าที่ราชนิกูลฝ่ายสตรีอย่างพระนางพึงกระทำได้ ในท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนเวลานั้นครับ ไม่มีพระมเหสีเทวีองค์ใดของพระเจ้าบุเรงนอง แม้แต่สมเด็จพระพี่นางอินทรเทวี ที่จะทรงมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เท่ากับพระนาง

ทีนี้, เมื่อพงศาวดารพม่าระบุว่า สมเด็จพระสุพรรณกัลยามิได้สิ้นพระชนม์อย่างสยดสยองที่กรุงหงสาวดี แต่น่าจะสิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุอันสมควรที่กรุงอังวะ

เรื่องเล่าในพงศาวดารฉบับหอแก้วของพม่า และตำนานฝ่ายไทยที่ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดฯ ให้ก่อเจดีย์องค์หนึ่งที่เมืองปาย เพื่อบรรจุพระอัฐิและพระเกศาของพระนาง ก็ย่อมจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างช่วยไม่ได้

แต่ในความเห็นของผม เชื่อว่าเหตุการณ์ส่วนนี้อาจมีทางเป็นไปได้จริงนะครับ

เพียงแต่เจดีย์นั้น อาจบรรจุเพียงผอบใส่พระเกศาของพระนาง ที่ทรงฝากพระองค์จันทร์ไปถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้น

มิได้รวมถึงพระอัฐิของพระนาง ซึ่งย่อมจะต้องบรรจุไว้ในวัดใดวัดหนึ่งในกรุงอังวะอย่างแน่นอน

พระเกศานี้ พระนางอาจถวายสมเด็จพระอนุชาธิราช ด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง ในตอนที่ได้พบกันเป็นครั้งสุดท้ายที่หงสาวดี คราวสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงทำศึกเมืองลุมเมืองคัง

หรืออาจฝากพระองค์จันทร์ นำไปถวายสมเด็จพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยาจริงๆ ก่อนที่พระนางและพระราชธิดาจะย้ายไปประทับที่กรุงอังวะก็เป็นได้

เพราะเรื่องราวของพระองค์จันทร์นั้น จะด่วนสรุปว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาโดยบริสุทธิ์ก็หาได้ไม่ ด้วยมีความเกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศวร คือ พระนางมณีจันทร์ ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง

ผมจึงเห็นว่า เรื่องพระเกศาของสมเด็จพระสุพรรณกัลยานี้ มีทางเป็นไปได้มากครับ

และนั่นก็อาจหมายความว่า การที่สมเด็จพระสุพรรณกัลยาถวายพระเกศาให้สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงเก็บไว้แทนพระองค์นั้น มิได้เป็นเพราะทรงมีพระราชดำริว่า จะไม่รอดพระชนม์ชีพ เพียงแต่ทรงเห็นว่า จะต้องจากกันไปไกล และอาจจะไม่ได้พบกันอีกเท่านั้น

แต่ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งที่เกิดตามมา หากเราพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้เข้ากับพงศาวดารพม่า ก็คือ เราไม่รู้ว่าสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ทรงสิ้นพระชนม์ที่กรุงรัตนบุระอังวะ เมื่อทรงมีพระชนมายุเท่าไหร่ ปี พ.ศ.ใด

พระนางจะสิ้นพระชนม์ เมื่อทรงเจริญพระชันษาถึงวัยอันเหมาะสม หรือจะทรงประชวรด้วยพระโรคาพาธ จนสิ้นพระชนม์เสียตั้งแต่ย้ายไปอยู่ที่กรุงอังวะได้เพียงไม่นาน ก็ไม่อาจจะทราบได้

ด้วยแม้แต่ มิคกี้ ฮาร์ท ก็มิได้ค้นหาหลักฐานส่วนนี้มานำเสนอแก่เรานะครับ

ความเป็นไปได้จึงมีอยู่ทุกทาง ทางหนึ่งก็คือ พระนางอาจจะสิ้นพระชนม์ตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ก็เป็นได้ นั่นก็คือ ภายใน พ.ศ.๒๑๔๘

แล้วเหตุใดสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงต้องทรงสถาปนาเจดีย์บรรจุพระเกศาของสมเด็จพระพี่นางไว้ที่เมืองปาย แทนที่จะเป็นในกรุงศรีอยุธยา?

คำตอบก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาจจะทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า สมเด็จพระพี่นางของพระองค์ทรงเปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน มีความผูกพันทั้งไทยและพม่า (ดังที่เล่ากันว่าทรงพระสุบินนั่นเอง) จึงโปรดฯ ให้บรรจุพระเกศาของพระนางไว้ ณ รอยต่อเขตแดนของอาณาจักรทั้งสอง

หรือบางทีอาจมีเหตุผลอื่นอีก

กล่าวคือ สมเด็จพระนเรศวรอาจทรงมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระอัฐิทั้งหมดของพระพี่นางจากกรุงอังวะกลับมายังกรุงศรีอยุธยา  หรือกรุงพิษณุโลกอันเป็นภูมิสถานเดิมของพระนางก็เป็นได้นะครับ

แต่พระองค์เสด็จไปไม่ถึงกรุงอังวะ จึงต้องทรงก่อเจดีย์บรรจุเฉพาะพระเกศาพระพี่นางไว้ที่เมืองปายแทน

สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นการคาดเดาของผมเท่านั้นนะครับ ยังมีความเป็นไปได้ในหนทางอื่นอีกมากมาย รวมทั้งเรื่องพระสุบินนิมิตที่ว่า เป็นพระราชประสงค์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาเองด้วย

แต่ผมขอเน้นว่า ไม่ว่าจะเพราะอะไร เหตุการณ์ดังกล่าวก็ต้องเกิดภายหลังราชนารีพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ที่กรุงอังวะ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ภายในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไม่ใช่ที่กรุงหงสาวดีภายหลังสงครามยุทธหัตถี

และปัจจุบัน ที่ วัดน้ำฮู ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ก็มีพระเจดีย์องค์หนึ่ง ที่เชื่อกันว่าเป็นองค์เดียวกันกับที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดฯ ให้สร้างถวายสมเด็จพระสุพรรณกัลยาโดยภายในพระเจดีย์นั้นได้บรรจุเส้นพระเกศา และพระอัฐิของพระนางไว้


เจดีย์ที่วัดน้ำฮู ภาพจาก http://thai.torismthailand.org

พระเจดีย์ดังกล่าว ตามที่ปรากฏในทุกวันนี้ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา ตั้งอยู่บนฐาน ๖ ชั้นรองรับด้วยฐานเขียงอีกทีหนึ่ง ลักษณะเป็นศิลปะล้านนารุ่นหลัง และเป็นศิลปะพื้นบ้าน อีกทั้งมีรูปทรงเรียบง่ายสามัญ ปราศจากการตกแต่ง

ผมคิดว่า ไม่น่าจะสร้างโดยช่างหลวงจากกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือช่างท้องถิ่นที่ได้รับพระบรมราชโองการหรอกครับ เพราะอายุทางศิลปกรรม และฝีมือไม่ถึง

ถ้าหากว่าเป็นองค์เดียวกันจริง องค์เดิมคงชำรุดปรักหักพังไป แล้วมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ภายหลัง จึงเป็นฝีมือชาวบ้านอย่างที่เห็น

นอกจากเจดีย์ที่วัดน้ำฮูแล้ว ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลจากศิษย์สาย หลวงปู่โง่น โสรโย (เจ้าของตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ฉบับโศกนาฏกรรม ที่ทำให้ราชนารีพระองค์นี้เป็นที่นับถือกันอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก) ว่า ได้มีการอัญเชิญพระอัฐิของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ไปบรรจุไว้ในเจดีย์องค์หนึ่งในโบราณสถาน วัดวรเชษฐาราม นอกเกาะเมืองอยุธยาด้วยครับ

พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ พระเกจิอาจารย์ที่จำวัดในเขตโบราณสถานแห่งนี้ เปิดเผยว่า เจดีย์ดังกล่าว คือเจดีย์ทรงย่อมุมไม้สิบสอง ที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงโปรดให้สร้างไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ภายหลังเมื่อหลวงปู่โง่น โสรโย เดินทางไปอัญเชิญพระอัฐิของพระนางจากพม่ากลับมาเมืองไทย ก็ได้แบ่งพระอัฐิส่วนหนึ่งมาบรรจุไว้ในเจดีย์ดังกล่าว


เจดีย์ภายในวัดวรเชษฐ์ นอกเกาะเมือง
ที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสุพรรณกัลยา

อันนี้เป็นเพราะหลวงปู่โง่นทราบดีว่าสถานที่ใดเป็นสถานที่จริง ท่านเป็นพระที่มีอภิญญา สามารถเล็งเห็นว่าควรเก็บพระอัฐิของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไว้ที่ใด ท่านจึงเดินทางมาที่วัดนี้ และบรรจุส่วนหนึ่งเอาไว้ในเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ท่านก็บอกอาตมาเหมือนกัน แล้วท่านก็เล่าว่านำมาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนตัวอาตมาและหลวงปู่โง่นแล้วสนิทมักคุ้นกันดี

เป็นอันว่าจนถึงขณะนี้ พระอัฐิของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ในกรุงอังวะเมื่อกว่า ๔๐๐ ปีก่อน ก็ถูกอ้างว่าได้รับการรักษาไว้อย่างน้อยสองแห่ง คือที่เมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน และในวัดวรเชษฐารามนอกเกาะเมืองอยุธยา

เรื่องเช่นนี้ สามารถตรวจสอบได้ระดับหนึ่ง ด้วยการขุดแต่งทางโบราณคดี ซึ่งอันที่จริงก็ได้กระทำไปแล้วที่วัดวรเชษฐาราม โดยไม่มีรายงานใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสุพรรณกัลยาที่นั่น

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดกันอย่างเป็นธรรมแล้ว ก็ถือว่า เป็นการยากนะครับ ที่จะพิสูจน์ได้ว่าสถูปเจดีย์องค์ใดใน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่เก็บรักษาพระอัฐิของเจ้านายพระองค์ใด ถ้าหากไม่มีหลักฐานประเภทพงศาวดารกล่าวยืนยันไว้

เพราะแม้ว่าจะมีการขุดค้นพบพระธาตุ บรรจุไว้ในเจดีย์ต่างๆ อยู่เสมอ แต่ก็ไม่ค่อยพบจารึก หรือหลักฐานภายในองค์เจดีย์อ้างอิงว่าเป็นของผู้ใด

ดังนั้น การจะใช้วิชาโบราณคดีหักล้างความเชื่อที่ว่า มีเจดีย์องค์หนึ่งในวัดดังกล่าว เป็นที่บรรจุพระอัฐิธาตุของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ก็ยังทำได้ไม่ถนัด

สำหรับผมเองแล้วมีความเห็นว่า ถ้าเราจะสืบหาเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสุพรรณกัลยาจริงๆ ก็น่าจะลองไปที่กรุงอังวะกันมากกว่า เท่านั้นแหละครับ

และถ้าหลวงปู่โง่น ได้อัญเชิญพระอัฐิของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาจากพม่าจริง ท่านก็ต้องไปเชิญมาจากกรุงอังวะ ไม่ใช่กรุงหงสาวดี หรือเมือง พะโค ในปัจจุบัน

ซึ่งโดยทรรศนะส่วนตัวของผมนะครับ,

ในเมื่อนิมิต หรือตำนานโศกนาฏกรรมของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่พระภิกษุรูปนี้นำมาเผยแพร่ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า อ่อนเหตุผล ห่างไกลจากความน่าจะเป็น การที่ท่านอ้างว่าได้ไปเชิญพระอัฐิสมเด็จพระสุพรรณกัลยาจากพม่า ผมก็ต้องสรุปว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นกันครับ

และถ้าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง คือ สมเด็จพระสุพรรณกัลยาประทับอยุ่ที่กรุงอังวะ จนสิ้นพระชนม์ภายหลังรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงแม้แต่เจดีย์ที่เมืองปายอีกต่อไป

แน่นอนครับ, พระเกศาของพระนาง อาจมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจริง โดยพระองค์จันทร์ ซึ่งน่าจะมีตัวตนจริง และน่าจะเป็นบุคคลเดียวกับ พระนางมณีจันทร์ สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดังกล่าวแล้ว


แต่ถ้าสมเด็จพระสุพรรณกัลยา มิได้สิ้นพระชนม์ภายในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศานั้นไว้ที่เมืองปายไงครับ



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews