Showing posts with label พระนางสามผิว. Show all posts
Showing posts with label พระนางสามผิว. Show all posts

Thursday, May 17, 2018

พระนางสามผิว ราชนารีแห่งเมืองฝาง


*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*




ตำนานเมืองฝาง ในจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันนี้ ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๕-๒๑๗๕ เป็นเมืองใหญ่ที่ปกครองโดยกษัตริย์ ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าฝางอุดมสิน

ตามหลักฐานที่ค้นพบหลาย ๆ แห่งระบุว่า พระเจ้าฝางอุดมสินพระองค์นี้ พระนามเดิมชื่อ พญาเชียงแสน เป็นพระราชบุตรของกษัตริย์เชียงแสน

พระองค์ทรงอพยพครอบครัว และไพร่พลมาจากเมืองเชียงแสนประมารณ ๕,๐๐๐ ครอบครัว มาสร้างเมืองฝาง และขึ้นครองราชย์ในราวๆ ปีพ.ศ.๒๑๕๕ อันเป็นระยะเวลาขึ้นครองราชย์ที่เก่าที่สุดเท่าที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

ตำนานเมืองฝางกล่าวว่า พระเจ้าฝางอุดมสินทรงมีน้ำพระทัยเป็นกุศล ใจบุญสุนทาน ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรม พสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุข 

เมืองฝางในรัชกาลของพระองค์นั้นใหญ่โต มีไพร่บ้านพลเมืองมากมายยิ่งนัก จนมีคำเปรียบเทียบว่าถ้าอยากรู้จำนวนครัวเรือนเมืองฝางมีเท่าใด ก็ให้เอาต๋าง (กระบุง) ไปเร่เก็บเอาเข็มเย็บผ้าจากชาวบ้านมา จะได้เข็มถึง ๓ กระบุง

แต่แม้กระนั้น ทั้งพระเจ้าฝางและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินโดยทั่วกัน จนทรงมีพระสมัญญานามว่า พระเจ้าฝางอุดมสิน ด้วยเหตุดังกล่าว

พระเจ้าฝางอุดมสิน ทรงมีพระมเหสีองค์หนึ่ง เป็นบุตรีของเจ้าเมืองล้านช้าง(เวียงจันทร์) ซึ่งมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศว่า พระนางทรงมีผิวพระวรกายถึงสามผิวในแต่ละวัน

กล่าวคือเวลาเช้า ผิวพรรณของพระนางจะขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง นวลขาวดังปุยฝ้าย

เวลาเที่ยงสีผิวของพระนางจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน

และเวลาเย็นสีผิวพระวรกายของพระนางจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อดุจดอกปุณฑริก (ดอกบัวขาบ) เป็นที่น่าชวนพิสมัยอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้พระนางจึงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า พระนางสามผิว


พระรูปองค์ปัจจุบันของพระเจ้าฝาง และพระนางสามผิว

พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว ทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระนางมะลิกา ซึ่งผมได้โพสต์เป็นบทความต่างหากไว้ใน http://chamadewi.blogspot.com/2017/07/blog-post.html แล้วครับ

เล่ากันว่า จากพระฉวีที่งดงามผุดผ่องของพระมเหสีเจ้าเมืองฝางนี้เอง ทำให้เป็นข่าวเลื่องลือแพร่ออกไปว่าพระเจ้าฝางมีมเหสีที่งดงามยิ่งนัก ยากที่จะหาหญิงใดเทียมได้

เมื่อข่าวนี้ล่วงรู้ถึงพระกรรณของ พระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่า พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริจะมาทอดพระเนตรให้เห็นความจริง จึงได้ทรงปลอมแปลงกายเป็นพ่อค้าต่างแดน นำสินค้ามาจากเมืองตะโก้ง (ย่างกุ้ง) เข้ามาขายยังเมืองฝาง และได้เข้าทูลถวายผ้าเนื้อดีแด่องค์กษัตริย์และขัตติยนารีฝาง เพื่อจะได้ยลโฉมพระนางสามผิวว่าจะสวยงามดังคำเล่าลือหรือไม่

ครั้นกษัตริย์เมืองพม่าได้เห็นพระพักตร์พระนางเท่านั้น พระองค์ก็ทรงหลงรักพระนางทันที

หลังจากที่ถวายผ้าแก่พระเจ้าฝาง และพระชายาเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าสุทโธธรรมราชาเสด็จกลับยังที่ประทับ พระองค์ทรงคร่ำครวญถึงแต่พระนาง ครั้นจะมาสู่ขอพระนางก็มีพระสวามีแล้ว

พระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่าจึงเสด็จกลับกรุงอังวะ นำกองทัพมาทำสงครามกับพระเจ้าฝางใน ปีพ.ศ.๒๑๗๒ ศักราชได้ ๙๙๐ ตัว เดือน ๘ เหนือ แรม ๑๓ ค่ำ

แต่ทรงล้อมเมืองฝางไว้เป็นเวลานานนับปีก็ไม่สำเร็จ จนมีนางแม่หม้ายคนหนึ่ง ไปแนะอุบายให้พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกกำลังไปปราบบ้านเล็กเมืองน้อยรอบๆ เมืองฝางก่อนเพื่อไม่ให้ส่งเสบียงให้เมืองฝางได้

พระเจ้าสุทโธธรรมราชาทรงทำตามคำแนะนำนั้น และทำให้ได้กำลังเพิ่มมาช่วยตีเมืองฝาง เช่นจากเมืองแข่และเมืองฮ่อ เป็นต้น

จนในที่สุด กองทัพพม่ายกกลับมาปิดล้อมเมืองฝางไว้อีกครั้ง ไม่ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้ออกนอกกำแพงเมืองเพื่อทำมาหากิน คราวนี้สามารถปิดล้อมได้เป็นเวลานาน จนชาวเมืองฝางอดอยากยากแค้น เสบียงอาหารที่มีอยู่ก็ร่อยหรอลงจนหมด

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทั้งเจ้าเมืองฝางกับพระนางสามผิวทรงพระดำริว่า สาเหตุมาจากทั้งสองพระองค์ เพื่อเห็นแก่ชีวิตไพร่ฟ้าของแผ่นดินและเพื่อยุติความทุกข์ยากทั้งปวง ทั้งสองพระองค์จึงตัดสินพระทัยชวนกันไปกระโดดลง บ่อน้ำซาววา เป็นการปลงพระชนม์พระองค์เอง เพื่อรักษาชีวิตชาวเมืองไว้


บ่อน้ำซาววา หน้าพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว
บันทึกภาพโดย อ.ดนัย นาควัชระ

เมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชายกทัพเข้าเมืองฝางได้ และทรงทราบว่าทั้งเจ้าเมืองฝางกับพระนางสามผิวกระโดดลงบ่อน้ำสิ้นพระชนม์แล้ว กษัตริย์พม่าก็ทรงมีความเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ยกทัพกลับพม่าไปโดยมิได้กระทำอันตรายอย่างใดแก่ประชาชนในเมืองฝาง แม้ว่าจะต้องทรงใช้ระยะเวลาทำสงครามยาวนานถึง ๓ ปีก็ตาม

ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเจ้าเมืองฝางพากันเห็นว่า เจ้าเมืองและพระมเหสีทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อรักษาเมืองฝาง และชีวิตของชาวเมืองไว้ จึงพากันเคารพบูชาทั้งสองพระองค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองฝางมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี

จนในที่สุด ได้มีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ทั้งสองพระองค์ไว้ที่บ่อน้ำซาววา ซึ่งอยู่หน้า วัดพระบาทอุดม ในปัจจุบัน และพากันกราบไหว้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปกบ้านคุ้มเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขตราบจนทุกวันนี้

ตำนานพระนางสามผิวที่รับรู้กันโดยทั่วไป มีเนื้อหาดังนี้ละครับ แต่ก็มีอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากกว่า

โดยตำนานชุดหลังนี้กล่าวว่า ในขณะที่พระเจ้าฝางอุดมสินมาปกครองเมืองฝางนั้น เมืองฝางยังคงเป็นเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าฝางจึงทรงมีความคิดที่จะกอบกู้อิสรภาพให้แก่เมืองฝาง โดยให้ส้องสุมผู้คนและได้ตระเตรียมอาวุธเสบียงกรังไว้พร้อม จากนั้นก็กระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมส่งส่วยและขัดขืนคำสั่งของพม่า 

เมื่อทางพม่ารู้ว่าเมืองฝางคิดจะแข็งข้อ จึงได้ยกกองทัพมาปราบ โดยกษัตริย์พม่าแห่งกรุงอังวะพระนามว่า พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา ทรงนำกองทัพเข้าตีเมืองฝางในปีพ.ศ.๒๑๗๖ ศักราชได้ ๙๙๔ ตัว

ซึ่งพระเจ้าฝางก็ทรงนำทัพป้องกันเมืองอย่างแข็งขัน ทำให้พญาภะวะสุทโธธรรมราชาเข้าตีเมืองไม่ได้

พญาภะวะสุทโธธรรมราชาจึงได้เปลี่ยนแผนการรบใหม่ โดยตั้งค่ายอยู่บนเนินด้านทิศเหนือของเมืองฝาง ที่ เวียงสุทโธ คือที่ตั้งศาลจังหวัดฝาง เรือนจำจังหวัดฝาง ที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง และ สถานีตำรวจภูธรอำเภอฝางในปัจจุบันนี้

ทรงวางยุทธศาสตร์นำกำลังทหารล้อมเมืองไว้ แล้วสั่งให้ทหารระดมยิงธนูไฟเข้าใส่เมืองฝาง ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย ประชาชนเสียขวัญ ทหารและไพร่บ้านพลเมืองพากันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

พม่าล้อมเมืองฝางไว้เป็นเวลานานถึง ๓ ปี กับ ๖ เดือน ทำให้เสบียงอาหารที่เก็บไว้ในเมืองฝางที่เก็บสะสมไว้หมดลง ประชาชนอดอยาก

พระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิว ทั้งสองพระองค์ทรงคิดว่าสาเหตุของการเกิดศึกในครั้งนี้ ต้นเหตุนั้นเกิดจากพระองค์ทั้งสองแท้ ๆ ที่คิดจะกอบกู้อิสรภาพ ทำให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน และการกระทำครั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ

ทั้งสองพระองค์จึงตัดสินพระทัยสละพระชนม์ชีพ เพื่อปกป้องผู้คนชาวเมืองฝางให้พ้นจากความอดอยากและการถูกเข่นฆ่าจากกองทัพของพญาภะวะสุทโธธรรมราชา
         
และในคืนวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ พุทธศักราช ๒๑๘๐ ศักราชได้ ๙๙๘ ตัว พระเจ้าฝางพร้อมด้วยพระนางสามผิว จึงได้สละพระชนม์ชีพด้วยการกระโดดน้ำบ่อซาววา

รุ่งสางของวันต่อมา กองทัพพญาภะวะสุทโธธรรมราชาก็บุกเข้าทางกำแพงด้านทิศเหนือของเมืองฝาง ตีเอาบ้านเมืองได้สำเร็จ 


พระรูปพระนางสามผิว ขนาดบูชา ๓ นิ้ว

เมื่อรำลึกถึงวีรกรรมของพระเจ้าฝาง พระนางสามผิว ที่ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องประชาชนของพระองค์ พญาภะวะสุทโธธรรมราชา จึงได้ออกคำสั่งมิให้ทหารของพระองค์ทำร้ายเข่นฆ่าชาวเมืองฝางอีก

และได้ยกทัพกลับไปกรุงอังวะประเทศพม่าโดยมิได้ยึดครองเมืองฝางแต่ประการใด เช่นเดียวกับตำนานชุดแรกที่กล่าวมาแล้ว

ที่จริงยังมีเรื่องเล่าชาวบ้านทำนองมุขปาฐะ เล่ากันแตกต่างไปอีกครับ

บ้างว่า พระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิว มิได้สละพระชนม์ชีพด้วยการโดดลงบ่อน้ำซาววา แต่พากันหนีไปยังเมือง โกสินารายณ์ ก็มี

บ้างก็ว่า พระนางมะลิกา ผู้ทรงเป็นพระราชธิดานั่นเอง ที่ส่งทหารมาช่วยถวายการอารักขาทั้งสองพระองค์เสด็จหนีไปได้

แต่คนฝางโดยทั่วไป เชื่อกันว่าทั้งสองพระองค์ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องบ้านเมืองดังกล่าวแล้ว

มิฉะนั้นหากทั้งสองพระองค์แพ้ศึก แล้วพากันหลบหนีไปที่อื่น ก็คงไม่เป็นเหตุให้คนเมืองฝางพากันเคารพรักทั้งสองพระองค์มาจนทุกวันนี้เป็นแน่

ตำนานพระนางสามผิว ยังมีความเกี่ยวข้องกับภูมิสถานต่างๆ ในอำเภอฝาง เช่นที่ ต.ม่อนปิ่น เล่ากันว่าเป็นที่พระนางเสด็จประพาส และทรงทำปิ่นปักผมตกไว้ คำว่า ปิ่น ที่เป็นชื่อตำบลดังกล่าว จึงหมายถึง ปิ่นปักผมของพระนางสามผิวนั่นเอง

ทั้งหมดทั้งมวล ที่ได้บรรยายมานี้ มีความจริงอยู่เบื้องหลังครับ

ดังมีข้อเขียนของนักวิชาการท้องถิ่นชาวฝางท่านหนึ่ง คือ อ.อินทร์ศวร แย้มแสง ซึ่งเรียบเรียงไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ และมีการนำมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.fangcity.com

ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

๑) หลังสิ้นรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ทางพม่าเกิดจราจล พระยาสุทโธธรรมราชา หรือสะโด๊ะธรรมราชา กษัตริย์พม่าเมืองอังวะ มีอำนาจปราบปรามกษัตริย์เชื้อสายบุเรงนองได้ ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ และยกทัพตามมาปราบเชื้อสายบุเรงนอง ในล้านนาไทยต่อไป

รวมทั้งยกทัพมาตีเมืองฝาง ในปี พ.ศ.๒๑๗๕ ตรงกับสมัยพระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยาเวลานั้น พม่าล้อมเมืองฝางอยู่ ๓ ปี ก็ตีเมืองฝางแตก แล้วยกมาเชียงใหม่ต่อไป

๒) ในตำนานหรือพงศาวดาร ที่กล่าวถึงพระนามว่า พระนางสามผิว ก็มีอยู่เป็นหลักฐาน ในปี พ.ศ๒๓๐๗ ว่า

“พม่าตั้งนายชายแก้ว ให้เป็นเจ้าฟ้าชายแก้ว ครองเมืองลำปาง ในปีจุลศักราช ๑๑๒๖ ล้อโป่ซุก แม่ทัพพม่า จึงเอานายขนานกาวิล กับนายดวงทิพ บุตรเจ้าฟ้าชายแก้ว คุมพลชาวเมืองนครลำปาง เข้าสมทบกับกองทัพพม่า ยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ ได้เมืองเวียงจันทน์ และธิดาเจ้าเวียงจันทน์ ชื่อ นางสามผิว ส่งไปถวายพระเจ้าอังวะ”

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ เท่านั้น แต่นิยายเรื่องพระนางสามผิว ที่เล่าสืบๆ กันมา เป็นเรื่องเก่าแก่โบราณ
         
ซึ่งในทรรศนะของผม เห็นว่า คำอธิบายของ อ.อินทร์ศวร ในประเด็นที่ ๑ เป็นคำอธิบายที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของทางพม่า และเชียงใหม่ในช่วงนั้นเพียงพออยู่แล้ว

จนไม่น่าจะมีความเคลือบแคลงใดๆ ในเรื่องสงครามระหว่างพม่ากับเมืองฝาง ในสมัยพระนางสามผิว

เพราะบัดนี้ เรารู้กันแล้วว่าสงครามระหว่างพระเจ้าฝางอุดมสิน กับพระเจ้าสุทโธธรรมราชาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มิได้เป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น

ทั้งยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายจากบ้านเมืองอื่นๆ ในล้านนาร่วมสมัยเดียวกันรองรับอีกด้วย


พระรูปพระเจ้าฝาง และพระนางสามผิว พิมพ์นูนสูง หล่อด้วยไฟเบอร์กลาส
เดิมประกบติดบนพื้นกำมะหนี่สีแดง ภายในกรอบภาพไม้สัก

โดยจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสรุปรวมจากหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ความเป็นมาของเมืองฝางมีมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่สมัย พญามังราย หลังจากทรงสร้างเมืองเชียงราย พระองค์ได้เสด็จมาสร้างเมืองฝางที่ฝั่งน้ำแม่ใจ และทรงครองเมืองฝางประมาณ ๑๕ ปี แล้วจึงยกทัพไปตีเมืองหริภุญไชยในพ.ศ.๑๘๒๔

หลังจากพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จในพ.ศ.๑๘๓๙ แล้ว เมืองฝางจึงมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของเชียงใหม่ โดยมีราชบุตร เชื้อพระวงศ์ และขุนนางมาปกครองโดยตลอด

จนกระทั่งพ.ศ.๒๑๗๒  เมื่อทางพม่าผลัดแผ่นดิน พระเจ้าหงสาวดีมหาธรรมราชาสวรรคต พระเจ้าแปรน้องยาเธอทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุทโธธรรมราชา หรือ ตลุนมิน

เวลานั้น พระเจ้าเชียงใหม่ศรีสองเมือง หรือ เจ้าพระยาพลศึกซ้ายชัยสงคราม ทรงคิดแยกเชียงใหม่ออกจากการเป็นประเทศราชของพม่า พระเจ้าสุทโธธรรมราชาจึงต้องยกทัพมาปราบ

แต่นอกจากเชียงใหม่ ก็ยังมีหัวเมืองล้านนาอื่นๆ ตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นต่อพม่าเช่นกัน

หนึ่งในนั้นก็คือ เมืองฝาง ซึ่งมีพระเจ้าฝางอุดมสิน เป็นผู้นำนี่แหละครับ

ดังนั้น พระเจ้าสุทโธธรรมราชาจึงต้องทรงกรีฑาทัพมาปราบเมืองฝางเสียก่อนที่จะยกไปตีเชียงใหม่ ตามคำอธิบายของ อ.อินทร์ศวร เป็นเหตุผลในด้านการสงคราม และการขยายอำนาจ

หามีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระนางสามผิว ดังที่กล่าวไว้ในตำนานไม่

จากข้อมูลหลายๆ เอกสารที่สอดคล้องกัน พระเจ้าฝางอุดมสินสามารถต้านทานกองทัพพม่าได้ ๓ ปี ในที่สุดเมืองฝางจึงตกอยู่ภายใต้อํานาจของพม่าเมื่อพ.ศ.๒๑๗๕

พระเจ้าสุทโธธรรมราชาทรงแต่งตั้งให้ แสนหลวงเรือดอน ชาวเมืองเชียงแสนเป็น พญาหลวงทิพยเนตร เจ้าเมืองฝาง ก่อนที่จะเสด็จยาตราทัพสู่นครเชียงใหม่ต่อไป ดังกล่าวแล้ว

นั่นคือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เรามีกันอยู่ ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดกับเมืองฝางจริงๆ และมีการจดบันทึกเป็นจดหมายเหตุ และตำนานกระจัดกระจายไว้ตามที่ต่างๆ อย่างเด่นชัด

เมื่อสงครามที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของการขยายอำนาจของทางพม่าโดยตรง เราก็จำเป็นต้องตระหนักว่า ตำนานเล่าขานเกี่ยวแก่พระนางสามผิว ย่อมเท่ากับไม่มีข้อพิสูจน์อย่างแท้จริง

ดังเช่น เรื่องที่พระเจ้าสุทโธธรรมราชาทรงปลอมพระองค์มาชมโฉมพระนางสามผิว อาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องอื่นๆ ก็เป็นได้

ซึ่งเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ ก็ยังเกิดขึ้นกับพระนางมะลิกา แห่งเวียงแม่อายด้วยนะครับ

และข้อสำคัญ องค์พระนางสามผิวเองแม้จะทรงมีพระสิริโฉมเป็นเลิศ

แต่ก่อนที่จะมีศึกพม่ามาประชิดพระนคร พระราชธิดาของพระนางคือ เจ้าหญิงมะลิกา ทรงเจริญพระชันษาพอที่จะทรงมีเวียงของพระนางเองสำหรับแยกไปปกครองต่างหาก ซึ่งตามตำนานว่าทรงมีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา

แสดงให้เห็นว่า พระนางสามผิวในเวลานั้นก็คงจะทรงเป็นผู้ใหญ่ พระชนมายุไม่น้อยแล้ว

ทำให้ดูขัดกันกับตำนานที่เล่าว่า กษัตริย์พม่าถึงกับลงมือทำสงคราม เพื่อจะชิงพระนางไปเป็นพระมเหสีของตน

แล้วจะมีความเป็นไปได้เพียงใด ที่พระเจ้าสุทโธธรรมราชาในความเป็นจริงนั้น จะทรงสลดพระทัยในการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าฝางอุดมสิน และพระนางสามผิว จนทรงยกทัพต่อไปยังเมืองเชียงใหม่โดยไม่ทำอันตรายเมืองฝาง ดังที่ตำนานกล่าวไว้?

เหตุการณ์นี้ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อได้ยากเช่นกัน เมื่อมองจากสายตาของนักประวัติศาสตร์


พระรูปพระเจ้าฝาง พระนางสามผิว องค์เดิม เ
มื่อสร้างพระราชานุสาวรีย์ครั้งแรก อ.ดนัย นาควัชระ ถ่ายภาพ

และเราก็มีหลักฐานของทางเชียงใหม่ ที่อาจจะนำมาเปรียบเทียบในกรณีนี้ได้ด้วยนะครับ

กล่าวคือ จากบันทึกของทางเชียงใหม่ ในพ.ศ.๒๑๗๔ จ.ศ.๙๙๓  ปีมะแมตรีศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ในครั้งนั้นมีการต่อสู้อย่างดุเดือด วัดวาอารามหลายแห่งถูกกระสุนปืนใหญ่ทำลายเสียหาย เช่น วัดอภัย วัดหัวข่วง วัดสุทธาวาส

เมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชาตีเชียงใหม่ได้แล้ว ได้จับกุมเอาตัวพระเจ้าเชียงใหม่ ไปคุมขังไว้ที่เมืองหงสาวดีจนทิวงคต ทรงแต่งตั้งให้พญาหลวงทิพยเนตร (ผู้ครองเมืองฝางแทนพระเจ้าฝางอุดมสินก่อนหน้านั้น) ไปครองเชียงใหม่ แล้วทรงยกทัพไปปราบเมืองต่างๆ ในเขตล้านนา ยึดเมืองทุกเมืองไว้ในอำนาจจนหมดสิ้น 

ข้อมูลนี้ ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นปกติธรรมดาของสงครามสมัยนั้น ที่ย่อมจะต้องมีวัดวาอารามสิ่งก่อสร้างในเมืองถูกทำลาย เจ้าเมืองผู้แพ้สงครามถูกประหาร หรือไม่ก็ถูกจับกุมตัวเป็นเชลย

ดังนั้น แม้ตำนานพระนางสามผิวจะให้ภาพอันน่าประทับใจว่า การเสียสละพระองค์เองของพระเจ้าฝาง กับพระนางสามผิว ทำให้ชาวเมืองฝางรอดพ้นอันตรายจากกองทัพของพระเจ้าสุทโธธรรมราชาได้ 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมืองฝางที่แพ้สงครามในพ.ศ.๒๑๗๔-๗๕ ก็คงประสบชะตากรรมไม่ต่างกับเมืองเชียงใหม่อย่างแน่นอน

ดังที่มีตำนานบางกระแสบันทึกไว้ว่า ครั้นพระเจ้าสุทโธธรรมราชาได้เมืองฝางแล้ว ทรงสั่งให้ริบเอาอาวุธปืนสินาด และอื่นๆ พร้อมกวาดต้อนครัวเรือนผู้คนเป็นเชลยไปอังวะ เหลือไว้เพียงผู้เฒ่าผู้แก่และเด็ก กับมีดพร้าที่บิ่นใช้ทำอาวุธไม่ได้เอาไว้ทำมาหากินเท่านั้น

และยังอาจเป็นไปได้ด้วยว่า ถ้าพระเจ้าฝางอุดมสินกับพระมเหสีของพระองค์จะปลงพระชนม์ชีพด้วยการกระโดดลงบ่อน้ำซาววาจริง ทั้งสองพระองค์คงตัดสินพระทัยทำเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการถูกจับเป็นเชลยไปคุมขังไว้ในพม่าจนทิวงคตมากกว่า

เพราะถึงแม้ว่าพระเจ้าฝาง กับพระนางสามผิวจะไม่ทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวต่อมา จนได้ล่วงรู้พระชะตากรรมของพระเจ้าเชียงใหม่ศรีสองเมือง ในฐานู้แพ้สงคราม

แต่ทั้งสองพระองค์ ก็คงจะทรงได้เห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วว่า ผู้คิดกระด้างกระเดื่องต่อพม่าจะมีอันเป็นไปอย่างไร

นั่นก็คือสิ่งที่เกิดกับ พระเจ้าเมกุฎสุทธิวงศ์ แห่งเชียงใหม่ ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองนั่นเอง

แต่ทั้งสองพระองค์ ทรงมีพระชะตากรรมในท้ายที่สุดเช่นนั้นจริงหรือ?

ตำนานพื้นบ้านอีกกระแสหนึ่งที่ว่ากันว่า ทั้งสองพระองค์ทรงหลบหนีไปได้นั้น แท้จริงเป็นเพียงเรื่องเล่าขานอันเลื่อนลอย หรือเก็บรักษาเรื่องจริง (ที่ถูกต้องยิ่งกว่าความเชื่อของคนส่วนใหญ่) เอาไว้กันแน่?


ศาชพะเจ้าฝาง พระนางสามผิว ที่เก็บรักษาพระรูปองค์เดิม
ใกล้พระราชานุสาวรีย์ บันทึกภาพโดย อ.ดนัย นาควัชระ

เพราะบทสรุปอันแท้จริงของประเด็นนี้ อาจจะอยู่ในหนังสือชื่อ ประวัติเมืองฝาง ที่ อ.อินทร์ศวร แย้มแสง ได้เรียบเรียงไว้นั่นเอง

อ. อินทร์ศวรเป็นผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าตำนานเมืองฝางไว้อย่างละเอียดรอบด้าน และลุ่มลึกที่สุดเท่าที่เรามีกันอยู่ในปัจจุบัน ท่านได้รวบรวมประวัติเมืองฝางขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๕๒๓ และมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้งในเวลาที่ผ่านมา จนสำเร็จเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์เมื่อพ.ศ.๒๕๕๑ 

หนังสือดังกล่าว ได้เปิดเผยข้อมูลจากบันทึกของชาวตะวันตก ที่นักวิชาการไทยเรามองข้ามกันมานาน และเป็นข้อมูลซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่มีอยู่แล้ว

ซึ่งทำให้ตำนานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ก้าวพ้นจากความคลุมเครือ สู่ความเป็นจริงที่ชัดเจน

และในขณะเดียวกัน ก็พลอยทำให้ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เกี่ยวแก่ตำนานสองกษัตริย์และบ่อน้ำซาววา ต้องพบกับคำถามที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

สำหรับพญาฝางที่ทำการแข็งเมืองตั้งเมืองฝางอิสระไม่ยอมขึ้นกับเมืองเชียงแสนและพระเจ้าสุทโธธรรมราชานั้น ข้าพเจ้าได้พบชื่อในหนังสือ A Thousand Miles on an Elephant in The Shanstates หน้า ๓๕๓ บันทึกของ มร.ฮอลท์ เอส ฮอลเล็ต ว่าพญาฝางชื่อ พญาพิมมะสาร พร้อมด้วยภริยาชื่อรุ้งแสงและคนสนิทชายหญิงอีกสองคนถูกจับได้ตอนเมืองฝางแตกในเวลากลางคืนและถูกมัดไว้จะนำตัวไปอังวะ แต่พอรุ่งเช้ากลับหายไป ที่มีคนพบคนตายในบ่อน้ำนั้นจริง แต่จะใช่พญาฝางกับชายาหรือไม่เขาไม่กล่าวถึง ฝรั่งที่บันทึกว่าน่าจะเลียนแบบเรื่องเจ้าฟ้ามงโกลยูนนานเมื่อทัพจักรพรรดิจีน ฮุงหวู แห่งราชวงศ์ชิงตียูนนานแตก เจ้าฟ้ามงโกลยูนนานเลยกระโดดน้ำทะเลสาบใกล้เมืองตาย เรื่องนี้ไม่สอดคล้องกับเรื่องเจ้าหญิงมะลิกาลอบเอาทหารมาช่วยเหลือบิดามารดาหนีไปได้

นั่นหมายความว่า ถ้าบันทึกของชาวตะวันตกนี้ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงที่สุด พระเจ้าฝางอุดมสิน ก็คือ พญาพิมมะสาร

และพระนางสามผิว พระชายาของพระองค์ก็ทรงมีพระนามจริงว่า พระนางรุ้งแสง นั่นเอง

ซึ่ง อ.อินทร์ศวรได้ยืนยันถึงความมีตัวตนจริงของเรื่องนี้ โดยกล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันว่า ทั้งสองพระองค์ทรงสร้างพระพุทธรูปขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๑๓๘ ซึ่งมีจารึกที่ฐานยืนยันอย่างชัดเจน

และเมื่อนครฝางถูกตีแตก ทั้งสองพระองค์ก็ทรงถูกพันธนาการไว้เช่นเดียวกับกษัตริย์ที่แพ้สงครามอื่นๆ ในสมัยนั้นพึงถูกกระทำ

และพระเจ้าสุทโธธรรมราชาก็ทรงมีพระราชดำริจะนำทั้งสองพระองค์ไปกรุงรัตนปุระอังวะ เหมือนเช่นที่ทรงกระทำกับพระเจ้าเชียงใหม่ศรีสองเมืองในเวลาต่อมานั่นแหละครับ

แต่การที่ทั้งสองพระองค์ทรงหายสาบสูญไปในวันรุ่งขึ้นนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมาย ที่บางคำถามก็เชื่อมโยงกับบ่อน้ำซาววาได้ แต่บางคำถามก็ไม่

เป็นต้นว่า แท้ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับกษัตริย์ทั้งสอง?

พระนางมะลิกา พระราชธิดา ผู้ครองเวียงแม่อายในขณะนั้น สามารถนำทหารมาช่วยทั้งสองพระองค์เสด็จหนีไปได้สำเร็จ ดังที่ตำนานพื้นบ้านบางกระแสกล่าวไว้ ใช่หรือไม่?

หรือว่า ทั้งสองพระองค์อาจทรงได้รับการช่วยเหลือจากข้าราชบริพารที่ถูกจับไปด้วยกัน ให้หลบหนี

แต่เนื่องจากเมืองฝางถูกพม่ายึดครอง มีทหารพม่าเต็มไปหมดภายในตัวเมือง จนไม่เห็นหนทางที่จะพากันหนีรอดไปได้

รวมทั้งความเสียพระทัยที่ไม่อาจจะทรงนำพาบ้านเมืองของพระองค์ให้รอดพ้นภัยสงคราม ต้องทอดพระเนตรไพร่ฟ้าประชาชนพากันได้รับทุกข์ยาก ทำให้ทั้งสองพระองค์ตัดสินพระทัยพากันไปกระโดดลงบ่อน้ำซาววาสิ้นพระชนม์ตามตำนาน?


ภายในบ่อน้ำซาววา บันทึกภาพโดย อ.ดนัย นาควัชระ

และในส่วนที่เกี่ยวกับพระนางสามผิว หรือพระนางรุ้งแสงนั้น เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์จริงในปี พ.ศ.๒๓๐๗ ที่ว่า

ในปีจุลศักราช ๑๑๒๖ ล้อโป่ซุก แม่ทัพพม่า จึงเอานายขนานกาวิล กับนายดวงทิพ บุตรเจ้าฟ้าชายแก้ว คุมพลชาวเมืองนครลำปาง เข้าสมทบกับกองทัพพม่า ยกไปตีเมืองเวียงจันทร์ ได้เมืองเวียงจันทร์ และธิดาเจ้าเวียงจันทร์ ชื่อ นางสามผิว ส่งไปถวายพระเจ้าอังวะ

ก็ทำให้มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันว่า ผู้เล่าตำนานพระนางสามผิว อาจจะ รวมเอาเรื่องของพระนางสามผิว ธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่ถูกส่งตัวไปพม่าในช่วงก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ เข้าเป็นเรื่องเดียวกับพระนางรุ้งแสง พระมเหสีของพญาพิมมะสาร

ซึ่งพระนามอันแท้จริงของพระนาง ได้สาบสูญไปจากตำนานเมืองฝางที่คนฝางรุ่นหลังสืบทอดต่อๆ กันมา

เพราะเหตุนั้น พระนางสามผิวพระองค์จริงในสงครามฝาง-พม่า พ.ศ.๒๑๗๒-๗๕ หรือ พระนางรุ้งแสง จึงไม่น่าจะใช่ธิดาของเจ้าเมืองล้านช้าง และไม่น่าจะทรงมี “สามผิว”

พระนางจะทรงมีพระลักษณะแท้จริงเป็นอย่างไรนั้น เราไม่มีทางทราบกันได้เลยครับ

เราจะพูดได้ในเวลานี้ก็แต่เพียงว่า ตำนานที่กล่าวถึงพระฉวีที่แปรเปลี่ยนได้ ๓ เวลาของพระนางนั้น น่าจะเป็นการขยายความจากเหตุการณ์จริงในยุคหลังที่เข้าไปปะปนเท่านั้น

แน่นอนที่ว่า ข้อสันนิษฐานทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ย่อมมีผลอย่างยิ่งต่อความเชื่อ และความผูกพันของคนส่วนใหญ่ในเมืองฝาง ที่มีต่อพระเจ้าฝางอุดมสิน และพระนางสามผิว จนร่วมแรงร่วมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ถวายอย่างสวยงามในปัจจุบัน

แต่ผมก็ยังคงเห็นว่า ไม่ว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม

พระจริยาวัตรอันงดงามของสองกษัตริย์ ผู้ทรงเคยทำนุบำรุงเมืองฝางจนเจริญรุ่งเรือง และทรงต่อสู้กับกองทัพอันเข้มแข็งของพม่าได้ยาวนานถึง ๓ ปี จนทำให้เมืองเล็กๆ นี้มีตัวตนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์




รวมทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวแก่พระนางสามผิว-เจ้าแม่รุ้งแสง ผู้ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ และความศรัทธามากมายของผู้คนหลายชั่วอายุที่เคารพรักพระนาง

ก็เพียงพอแล้วนะครับ ที่จะทำให้ชาวอำเภอฝางสร้างพระราชานุสาวรีย์ถวายพระนางและพระสวามี เพื่อกราบไหว้บูชาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองฝาง

ซึ่งด้วยทิพยภาวะ แห่งความเป็นเทพบรรพชนผู้ศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่ต้องการยืนยัน หรือการพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์

การกระทำเช่นนั้น ต้องการหลักฐานเป็นอันมาก และต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายสิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี เพียงเพื่อให้เราเข้าใกล้พระนางเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

แต่การสัมผัสและเข้าถึงทิพยบารมีแห่งพระนางด้วยใจนั้น สามารถที่จะทำได้ในระยะเวลาอันสั้น และนำมาซึ่งผลที่ดีงามต่อชีวิตของเรา

อย่างที่วิชาประวัติศาสตร์ ไม่อาจจะทำได้


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Sunday, July 2, 2017

เจ้าแม่มะลิกา นางพญาแห่งเวียงแม่อาย


พระรูปเจ้าแม่มะลิกา บนแท่นบูชาของ กิตติ วัฒนะมหาตม์

หากจะเอ่ยถึงเมืองโบราณที่ชื่อ เวียงมะลิกา ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ในปัจจุบันนี้

ผมว่า นอกจากคนแม่อายแล้ว คนที่อื่นคงไม่คุ้นเคยกันนักหรอกครับ

ร่องรอยหลักฐานของเมืองดังกล่าว ยังคงเหลืออยู่ในพื้นที่หมู่ ๘ ต.แม่อาย ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่อาย ๒ กิโลเมตร มีทางแยกออกจากทางหลวงแผ่นดินสายฝาง-ท่าตอน กิโลเมตรที่ ๑๖.๕๐ เป็นทางดินอัดแน่นระยะทาง ๒๐๐ เมตร มีคูเมือง และซากอิฐกำแพงดินเป็นที่สังเกต

คนแถบนั้นถือกันว่า เป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นับถือกันทั่วทั้งอำเภอแม่อาย จนมีคำขวัญประจำอำเภอว่า

“เมืองเจ้าแม่มะลิกา เป็นสง่าวัดท่าตอน น้ำพุร้อนเมืองงาม ล่องแพตามลำน้ำกก”

ตำนานเวียงมะลิกา กล่าวไว้ว่า พระนางมะลิกา หรือที่คนแม่อายนิยมขานพระนามว่า “เจ้าแม่มะลิกา” นั้นทรงเป็นราชบุตรีของ พระเจ้าฝางอุดมสิน กับ พระนางสามผิว แห่งเมืองฝาง ประสูติราวปี พ.ศ.๒๑๓๑



พระราชานุสาวรีย์ พระเจ้าฝาง พระนางสามผิว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

โดยก่อนตั้งพระครรภ์ พระมารดาทรงสุบินว่า มีช้างเผือกนำดอกมะลิมาถวาย จึงขนานพระนามว่า “มะลิกา” ตามพระสุบิน

ตามตำนานทั่วไปเล่ากันว่า เมื่อพระชันษาได้ ๑๘ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ได้มีราชบุตรต่างเมืองมาสู่ขอ แต่พระนางไม่สนพระทัย กลับทรงรบเร้าให้พระบิดาสร้างเวียง ให้พระนางเสด็จแยกไปประทับอยู่ต่างหาก

ในปี พ.ศ.๒๑๕๐ พระราชบิดาจึงได้ทรงสร้างเวียงใหม่พระราชทาน ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของเมืองฝาง มีประตู ๔ ด้าน ล้อมรอบด้วยกำแพงและคูเวียงอย่างมั่นคง

ส่วนเหตุที่จะทำให้เกิดการสร้างเวียงมะลิกา ในอีกมุขปาฐะหนึ่งที่ไม่เป็นทางการนั้น เล่ากันว่า พระนางสามผิวทรงมีพระพุทธปฏิมาแก่นจันทน์อยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ และทรงสักการบูชาทุกเช้าค่ำ

วันหนึ่งในระหว่างทรงพระครรภ์ ทรงขุ่นเคืองพระทัยด้วยเรื่องพระสนมเอกของพระเจ้าฝาง ครั้นถึงเวลาถวายธูปเทียนบูชาพระพุทธปฏิมา พระนางก็ยังมิอาจดับความขุ่นเคืองในพระหฤทัยนั้นได้ จึงทรงจุดเทียนถวายสักการบูชาพระพุทธปฏิมาแก่นจันทน์ไปพอเป็นพิธี

และเมื่อทรงสวดมนต์เสร็จ ก็ทรงละเลยไว้ด้วยความประมาท จนเทียนที่จุดไว้ล้มลง เผาไหม้พระโอษฐ์พระพุทธปฏิมา

รุ่งขึ้นเวลาเช้า เมื่อพระนางเสด็จออกจากที่บรรทมเข้าไปในหอพระตามปกติ ทรงทอดพระเนตรเห็นเทียนล้มลงเผาไหม้พระโอษฐ์พระพุทธปฏิมาแก่นจันทน์เช่นนั้น ก็ตกพระทัย ทรงสำนึกบาปที่ได้ทรงกระทำไปด้วยความประมาท แต่ก็ไม่อาจจะทรงแก้ไขสิ่งใดได้เสียแล้ว

จนเวลาต่อมา พระครรภ์ครบกำหนดทศมาส พระนางสามผิวก็ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาผู้ทรงโฉมศิริโสภาคย์ พระฉวีวรรณผุดผ่องแม้นเหมือนพระมารดา แต่ก็มีตำหนิ คือริมพระโอษฐ์ล่างแหว่งไป ดุจเดียวกับพระโอษฐ์พระพุทธปฏิมาแก่นจันทน์ ที่ถูกเปลวเทียนไหม้ฉะนั้น

เมื่อราชบุตรีทรงเจริญพระชันษาขึ้น พระเจ้าฝางทรงเกรงว่า จะเป็นที่อับอายแก่ไพร่ฟ้าพลเมือง จึงโปรดฯ ให้สร้างสวนหลวงขึ้นทางทิศเหนือของเวียงสุทโธ ใกล้กับเมืองฝาง และโปรดฯ ให้สร้างคุ้มหลวง ประกอบด้วยคูเมืองและป้อมปราการล้อมรอบ พระราชทานองค์ราชบุตรีให้เป็นที่ประทับสำราญ

สวนหลวงแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า “เวียงมะลิกา”

ในวันเดินทางเข้าสู่เวียงใหม่ พระนางได้พาไพร่พลส่วนหนึ่งติดตามไปด้วย พร้อมกันนั้นชาวบ้านที่อยู่ในเส้นทางขบวนเสด็จก็พากันอพยพโยกย้ายติดตามไปด้วยเช่นกัน ขบวนเสด็จของพระนางมะลิกาไปถึงเวียงใหม่เมื่อเวลาพลบค่ำ จึงได้ตั้งชื่อเวียงใหม่นี้ว่า “เวียงสนธยา”

บางตำนานก็กล่าวว่า พระนางมะลิกาทรงเป็นผู้สร้างเวียงแห่งนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง เมื่อราวๆ ปีพ.ศ.๒๑๙๓ แตกต่างจาก พ.ศ.๒๑๕๐ ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ถึง ๔๓ ปี

เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว พระนางมะลิกาจึงทรงได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ พระนางทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม และพระปรีชาสามารถ ทำให้พสกนิกรของพระนางอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองก็มีความเจริญรุ่งเรือง เช่นเดียวกับเมืองฝางของพระราชบิดา

แต่ในทรรศนะของตำนานพื้นบ้าน พระนางมะลิกานั้นไม่ทรงพอพระทัยในเรื่องของการมีคู่ครองจริงๆ ครับ 

และพระนางยังทรงใช้เวียงมะลิกา เป็นเสมือนโลกส่วนพระองค์ ที่จะตัดขาดจากบุรุษเพศโดยสิ้นเชิงเสียอีก

ดังที่เล่ากันว่า ในเวียงมะลิกานั้นเป็นเหมือนนครลับแล หรือเมืองแม่หม้าย คือไม่มีบุรุษเพศเลย ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองล้วนแต่เป็นสตรีเพศ 

แม้แต่นักรบสำหรับป้องกันเมือง พระแม่เจ้าก็ทรงฝึกฝนจากสตรีที่มีรูปลักษณะแข็งแรงกำยำ เป็นทะแกล้วคนหาญของเวียงมะลิกา

ทั้งยังเล่าลือกันไปทั่ว ว่าเวียงมะลิกามีทหารหญิงที่เชี่ยวชาญการธนู ฝีมือแม่นยำ จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าอริราชศัตรูยิ่งนัก
         
ด้วยการเล่าขานเกี่ยวกับสภาพภายในเวียงมะลิกา ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วนี่ละครับ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ของพระนางมะลิกา ผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือ แต่ไม่ทรงปรารถนาการมีคู่ครอง ทั้งยังทรงเป็นนางพญาผู้นำกองทัพนักรบหญิงที่มีชื่อเสียง

จึงจินตนาการกันว่า พระนางคงจะเกล้าพระเกศาอย่างรัดกุม และทรงฉลองพระองค์เยี่ยงชาย ซ้อมเพลงดาบและศิลปะการยิงธนู อยู่ในท่ามกลางขุนพลหญิงของพระนาง



พระรูปเจ้าแม่มะลิกา ขนาดบูชา จัดสร้างโดยโรงเรียนแม่อายวิทยาคม

แทนที่จะเสด็จอยู่ในพระตำหนัก เรียงร้อยมวลบุปผชาติเป็นมาลัยสวยงาม หรือทรงงานฝีมือชาววังชนิดต่างๆ ตามแบบเจ้านายผู้หญิงทั่วไปในสมัยโบราณพึงกระทำ

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีตำนานเล่าขานกันว่า ราชบุตรพระองค์หนึ่งของเจ้าผู้ครอง เวียงภูก่ำ ได้สดับข่าวเกี่ยวกับพระนางมะลิกา ก็เกิดหลงรักแทบไม่เป็นอันกินอันนอน ได้ทรงอ้อนวอนพระราชบิดา ขอเสด็จไปเวียงมะลิกาเยี่ยงสามัญชนคนค้าขาย

พระเจ้าภูก่ำก็ทรงอนุญาต แล้วดำรัสสั่งอำมาตย์คนสนิทให้ตระเตรียมม้าต่างอัญมณีเป็นสินค้า โดยเสด็จพระราชบุตร

พอข่าวการเสด็จฯ ของราชบุตรเวียงภูก่ำทราบถึงเจ้าแม่มะลิกา พระนางก็ทรงเกิดความอับอายในพระรูปของพระนางเองที่มีตำหนิอยู่ 

ในวันที่ราชบุตรกำหนดเข้าเฝ้าถวายอัญมณี พระนางจึงทรงหลบไปสรงสนานน้ำในลำห้วย และโปรดฯ ให้พระพี่เลี้ยงชื่อ นางเหลี่ยว อยู่เวียงมะลิการับเสด็จองค์ราชบุตร

เมื่อราชบุตรเวียงภูก่ำ ในรูปของนายวาณิชเข้าเฝ้า พระพี่เลี้ยงก็ทูลว่า เจ้าแม่ไม่ทรงปรารถนาพบเห็นชายใด ๆ และไม่ต้องประสงค์ในการได้ยินเรื่องเช่นนี้ พ่อค้าจำแลงจึงต้องลากลับเวียงภูก่ำด้วยความโทมนัส

เล่ากันว่า ขณะที่พระนางมะลิกาสรงสนานอยู่ น้ำในลำห้วยก็กลายเป็นสีเลือดด้วยละอายพระทัย คนทั้งหลายจึงเรียกน้ำห้วย นั้นว่า “แม่อาย” และกลายเป็นชื่อตำบลมาตั้งแต่บัดนั้น

ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผมว่า เป็นการผูกเรื่องขึ้นมาโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อจะคลายข้อสงสัยของคนทั่วไป ในเรื่องที่ว่า เหตุใดพระนางจึงไม่ทรงมีคู่ครองมากกว่าครับ

ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง น่าจะเกิดจากการที่พระนางทรงเป็นราชนารีที่สนใจเรื่องงานเรื่องการ มากกว่าคู่ครอง และก็ทรงพอพระราชหฤทัย กับความเป็นอิสระ ซึ่งสามารถกำหนดทุกสิ่งได้ด้วยพระนางเอง

พระนางทรงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพระสหาย และข้าราชบริพารที่เป็นเพศเดียวกัน เพราะรู้ใจกันและสะดวกคล่องตัว สำราญพระอิริยาบถได้มากกว่า จนทำให้ทรงรำคาญ หรืออึดอัดพระทัย ที่จะต้องข้องแวะกับเพศตรงข้ามในเชิงชู้สาว

นี่เป็นธรรมชาติ และเป็นบุคลิกลักษณะของสตรีประเภทที่มักจะเป็นผู้นำในกิจการต่างๆ อยู่เสมอครับ

สตรีเหล่านี้ล้วนไม่สนใจการมีคู่ชีวิต และเรื่องครอบครัว เพราะไม่ชอบเรื่องจุกจิกหยุมหยิมไร้สาระอีกมากมายที่จะตามมา

นอกจากนั้น ด้วยพื้นฐานที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง ก็ทำให้มักจะไม่อดทน หรือทำให้ยอมรับคู่ครองที่ด้อยความสามารถกว่าตนได้โดยยาก

บางที อาจมีเหตุผลด้านการเมืองการปกครองด้วยละครับ

พระนางทรงปกครองเมืองลูกหลวง ที่อยู่ใกล้เมืองฝางของพระราชบิดา หากพระนางทรงมีคู่ครอง เวียงมะลิกาของพระนางก็อาจต้องตกอยู่ใต้อำนาจของที่พระสวามีของพระนางทรงถือกำเนิด

ซึ่งไม่เป็นการดีแน่นอน หากเมืองดังกล่าวนั้นจะมีข้อพิพาทกับเมืองฝางในอนาคต

หาเป็นเพราะทรงรังเกียจบุรุษเพศ ด้วยมีปมอันใดในพระราชหฤทัย หรือแม้แต่เพราะความอับอาย ในพระรูปที่มุขปาฐะพื้นบ้านกล่าวว่ามีตำหนิไม่

ประจักษ์พยานในเรื่องนี้ ก็คือชาวแม่อายที่เคารพศรัทธาในพระนาง ทั้งหญิงและชาย ต่างได้รับการปกป้อง และประทานพรจากพระนางเท่าเทียมกัน มาตลอดระยะเวลานานนับร้อยๆ ปี จนพระนางทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนที่นั่น มาจนทุกวันนี้

พระนางไม่เคยทรงเลือกว่า จะตอบรับเฉพาะคำอธิษฐานของผู้หญิงเท่านั้นเลยครับ

อีกทั้งเมื่อดูจากอาณาเขตของเวียงมะลิกา ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็เห็นได้ว่าเป็นเวียงขนาดใหญ่ เกินกว่าที่จะมีประชากรเป็นหญิงล้วนๆ

จึงทำให้เชื่อได้ว่า เวียงดังกล่าวนี้ แท้ที่จริงก็คงประกอบด้วยประชาชนทั้งหญิงและชาย เช่นเดียวกับบ้านเมืองทั่วไปนั่นเอง

เพียงแต่ในส่วนของพระราชวังนั้นต่างหาก ที่คงมีแต่สตรีเพศเป็นข้าราชสำนัก

และขณะที่กองทหารรักษาเวียงนั้น คงจะมีทั้งหญิงและชายเช่นเดียวกับพลเมืองทั่วไป แต่กองทหารที่มีชื่อเสียงที่สุด ก็อาจจะเป็นหญิงล้วนก็เป็นได้


พระรูปจ้าแม่มะลิกา ของโรงเรียนแม่อายวิทยาคม
องค์นี้ทำสีผิวใหม่ด้วยการชุบแบบ Antique Flat

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๑๗๒ พระเจ้าสุทโธธรรมราชา แห่งกรุงรัตนปุระอังวะ ยกทัพมาตีเมืองฝาง พระนางมะลิกาทรงนำไพร่พลของพระนางไปช่วยพระราชบิดา 


ซึ่งแม้จะเป็นกองทหารหญิงขนาดเล็ก ก็เป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพมาก จนถึงขนาดช่วยเมืองฝางยันทัพพม่าไว้ได้นานถึง ๓ ปี

แต่ในที่สุดก็ยับยั้งไม่ไหว เพราะกำลังที่น้อยกว่า ประกอบกับพม่าใช้ยุทธวิธีล้อมเมืองฝาง จนชาวเมืองพากันอดอยากเสียขวัญกำลังใจ ไม่อาจจะทำการสู้รบได้อีกต่อไป พระเจ้าอุดมสินกับพระนางสามผิว ไม่ทรงยอมจำนนต่อข้าศึก ได้กระโดดลงน้ำบ่อซาววาสิ้นพระชนม์

เล่ากันต่อไปว่า ด้วยความสะเทือนใจในขัตติยะมานะ ของกษัตริย์และราชินีแห่งเมืองฝาง ทำให้กษัตริย์พม่าทรงละทิ้งเมืองฝางทั้งที่ชนะแล้ว และนำทัพกลับไปโดยมิได้ยึดครอง

ส่วนพระนางมะลิกานั้น บางตำนานก็กล่าวว่า ทรงนำทหารช่วยพระราชบิดาพระราชมารดาเสด็จลี้ภัยไปได้ครับ

แต่ส่วนใหญ่เล่าว่า หลังสิ้นสงครามเมืองฝางแล้ว ก็ทรงพาไพร่พลที่เหลือกลับเวียงสนธยา และครองเวียงต่อไปอย่างสงบสุข ตราบจนทิวงคตในปี พ.ศ.๒๑๙๐ พระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา รวมระยะเวลาที่ครองราชย์ได้ ๔๐ ปี

หลังจากองค์นางพญาเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว เวียงสนธยาขาดผู้นำ บ้านเมืองเริ่มระส่ำระสาย เกิดโจรปล้นชิงกัน และโรคร้าย ชาวเมืองจึงได้อพยพหลบหนีไปที่อื่น จนกลายเป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้น

เวียงสนธยา หรือเวียงมะลิกา จึงนับเป็นเวียงที่อายุไม่ยืนยาวนัก คือคงอยู่เพียงชั่วระยะเวลาการครองราชย์ของพระนางมะลิกา ในฐานะกษัตริยาเพียงพระองค์เดียว


เหรียญเจ้าแม่มะลิกา ที่ระลึกครอบรอบ ๓๐ ปี
โรงเรียนแม่อายวิทยาคม พ.ศ.๒๕๔๗

ทีนี้ ก็มีคนเป็นอันมากสงสัยว่า พระนางมะลิกาทรงมีพระองค์จริงหรือไม่?

คำถามเช่นนี้ ผมว่าคงยากแก่การตอบ ในช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ

แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ที่เรารู้กันแล้วว่า พระราชบิดา และพระราชมารดาของพระนาง คือพระเจ้าฝางและพระนางสามผิวนั้น ทรงมีพระองค์อยู่จริง ในยุคสมัยที่ตรงกับตำนานดังที่กล่าวแล้ว ภายใต้พระนามว่า พญาพิมมะสาร กับ เจ้านางรุ้งแสง มีจารึกบนโบราณวัตถุร่วมสมัยกันเป็นหลักฐาน

พระนางมะลิกา ในฐานะที่เป็นพระราชธิดาของทั้งสองพระองค์นั้น ก็ควรจะทรงเคยมีพระชนม์ชีพอยู่จริงในช่วงเวลาเดียวกันนั้นด้วย

เพียงแต่ยังหาหลักฐานทางโบราณคดี ที่ยืนยันอย่างชัดเจน เหมือนพระราชบิดาและพระรมารดาของพระนางไม่ได้เท่านั้น

ในขณะที่ผู้ศรัทธากราบไหว้นับถือพระนางมาตลอด และได้พบปาฏิหาริย์ของพระนางมาแล้วเป็นอันมาก ไม่มีความสงสัยอันใดในเรื่องนี้แม้แต่น้อยครับ

และด้วยความศรัทธานั้น ชาวอำเภอแม่อาย ก็ ได้ร่วมกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ขึ้นสองแห่ง ดังที่ยังคงปรากฏในปัจจุบัน


พระราชานุสาวรีย์ ที่ โรงเรียนแม่อายวิทยาคม

พระราชานุสาวรีย์แห่งแรก ตั้งอยู่ใน โรงเรียนแม่อายวิทยาคม ซึ่งในอดีตเคยเป็นเวียงสนธยา หรือเวียงมะลิกา เป็นแท่นหินอ่อนทรงสูง ประดิษฐานพระรูปพระนางมะลิกาทำด้วยโลหะรมดำ ปิดทองเฉพาะลายผ้าและเครื่องประดับ

พระรูปนี้ทรงเกล้าพระเกศามวย สวมรัดเกล้าเท่านั้น ไม่ทรงสวมเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อื่นใด นอกจากกุณฑล

ฉลองพระองค์ก็เป็นแบบนักรบ คือเป็นเสื้อแขนยาวหลวมๆ มีลวดลายที่ปกเสื้อ อินทรธนู สาบเสื้อ และปลายแขนเสื้อ ทรงสนับเพลามีลายเชิง และสวมพระภูษาทรงทับ พระหัตถ์หนึ่งถือดาบ อีกพระหัตถ์ถือคันศร ทรงสะพายแล่งธนู สวมรองพระบาทเชิงงอน ท่วงท่าลีลาดูอาจหาญพร้อมจะออกศึก

และผู้ออกแบบพระราชานุสาวรีย์ ก็ปั้นหล่อพระพักตร์ของพระนาง ให้ทรงมีพระสิริโฉมงดงามบริบูรณ์ครับ มิได้มีข้อบกพร่องตามตำนานแต่อย่างใด


งานประเพณีบวงสรวง และสรงน้ำเจ้าแม่มะลิกา เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๘

ณ พระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี ทางที่ว่าการอำเภอแม่อายจะจัดพิธีบวงสรวงและสรงน้ำเจ้าแม่มะลิกา มีประชาชนทุกชนเผ่าในเขต อ.แม่อาย และใกล้เคียงกว่า ๑๕,๐๐๐ คน ร่วมขบวนแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำเผ่า

เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวที และความเคารพรักที่ชาวอำเภอแม่อายมีต่อองค์เจ้าแม่มะลิกาครับ




ส่วนพระราชานุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่งนั้น ตั้งอยู่ในบริเวณ กองบังคับการควบคุมหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ ๒ อ.แม่อาย จ. เชียงใหม่ 

พระรูปบนพระราชานุสาวรีย์ มีลักษณะอย่างเดียวกับที่โรงเรียนแม่อายวิทยาคมทุกประการ แต่มีข้อได้เปรียบ คืออยู่ในภูมิทัศน์ที่สวยงามกว่า

ปัจจุบัน ทางการได้เปิดให้ผู้ศรัทธาเข้าไปกราบไหว้สักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ได้โดยสะดวกทุกวัน โดยไม่มีระเบียบบังคับในการผ่านเข้าออก ที่เข้มงวดเหมือนพื้นที่ทหารอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีศาลของพระนางมะลิกา เป็นศาลไม้เล็กๆ ฝีมือชาวบ้าน ตั้งอยู่บนดอยสูงขึ้นไป ไม่ห่างไปจากเวียงมะลิกาในอดีตนัก


ศาลเจ้าแม่มะลิกา บนดอย ที่มีมาก่อนการสร้างพระราชานุสาวรีย์

ภายในศาลไม้ดังกล่าว ไม่มีสิ่งสำคัญอะไร นอกจากรูปถ่ายพระราชานุสาวรีย์ที่โรงเรียนแม่อายวิทยาคม กับรูปถ่ายพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิว

ชาวบ้านเล่าว่า ศาลนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวแม่อายแวะเวียนกันขึ้นไปสักการะเจ้าแม่มะลิกา ก่อนที่จะมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ขึ้นด้านล่าง ปัจจุบันก็มีแต่ชาวบ้านใกล้เคียงเท่านั้นละครับ ที่ยังคงไปกราบไหว้และดูแลอยู่


กล่าวสำหรับดอกมะลิกา ซึ่งเป็นที่มาของพระนามของพระแม่เจ้าองค์นี้ เป็นดอกมะลิที่หาดูยากชนิดหนึ่งครับ ปัจจุบันถ้าไม่ใช่ผู้สนใจดอกไม้ ก็คงไม่ค่อยได้พบเห็นกันเท่าใดนัก



………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


Total Pageviews