Showing posts with label พระนางจามรี. Show all posts
Showing posts with label พระนางจามรี. Show all posts

Tuesday, February 13, 2018

พระนางจามรี เจ้าแม่เจนเมือง




พระนางจามรี ทรงเป็นกษัตริย์หญิงในตำนานอีกพระองค์หนึ่ง ที่ครองราชย์อยู่ในพื้นที่ที่เป็นเขตจังหวัดลำพูนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพระนางจามเทวี

และพระนามก็คล้ายกันมาก จนเป็นเหตุให้มีผู้สับสนบ่อยๆ ทั้งที่จริงแล้ว เป็นกษัตรีย์คนละพระองค์ และอยู่ในคนละยุคสมัยกัน

กล่าวคือ ยุคสมัยของพระนางจามรีนั้น เชื่อกันว่าคงอยู่ในราวๆ สมัยหริภุญไชยตอนปลาย หรือล้านนาตอนต้น ครับ

ทั้งนี้เพราะตำนานของพระนาง ผูกพันกับการสร้างเมือง หลวงพระบาง ในประเทศลาวด้วย

เรื่องราวของพระนางจามรี มีบันทึกไว้ในประวัติ วัดพระธาตุดวงเดียว หรือ วัดพระธาตุกลางเวียง อ.ลี้ จ.ลำพูน กล่าวว่ามีเวียงอยู่เวียงหนึ่ง อยู่ทางตอนใต้ของจีน เป็นเวียงที่เก่าแก่นานมาก เคยมีเจ้าผู้ครองสืบสายต่อกันมาหลายองค์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเวียงนี้ เรียกว่า ชาวโยนก

ลุมาถึงปีพุทธศักราช ๕๐๐-๗๗๐ เจ้าเมืองวิเทหะ และพวกจีนฮ่อในแคว้นยูนนาน ได้แผ่อาณาเขตมาถึงโยนก กดขี่ข่มเหงกระทำทารุณกรรมบังคับขู่เข็ญชาวโยนกให้เป็นทาส

ปรากฏว่าชาวโยนกผู้รักอิสระเสรี รักความเป็นไทไม่ยอมรับใช้เผ่าจีนฮ่อ ได้อพยพผู้คนถอยหนีลงมาตามลำดับและมาตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ในปัจจุบันนี้เรียกกันว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองจุไท 

และต่อมาพอมีกำลังเข้มแข็งขึ้น ก็พากันไปตั้งเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาวทุกวันนี้

ชาวโยนกที่เป็นผู้สถาปนาเมืองหลวงพระบางนี้ มี เจ้าคำภีระ เป็นผู้นำ




เจ้าคำภีระมีธิดาองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระนางจามรี กล่าวกันว่าทรงมีพระรูปเลอโฉมยิ่งนัก และโปรดการทรงม้ามาก มักทรงม้าเสด็จไปเที่ยวดูภูมิสถานต่างๆ ด้วยพระองค์เองโดยมีมหาดเล็กคอยติดตาม เป็นภาพที่คุ้นตาชาวเมืองหลวงพระบางอยู่เสมอ

ปรากฏว่า ภายหลังจากสถาปนาเมืองหลวงพระบางขึ้นแล้ว เมืองดังกล่าวมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก จนเป็นที่สนใจของพวกจีนฮ่ออีก 

พวกจีนฮ่อจึงได้รวบรวมกำลังยกตามลงมาถึงสิบสองปันนา เข้าตีหลวงพระบาง ชาวโยนกแห่งหลวงพระบางสามารถต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ในที่สุด หลวงพระบางก็มีทีท่าว่าจะแตก




เจ้าคำภีระ ผู้ครองเมืองหลวงพระบางจึงทรงมีรับสั่ง ให้พระนางจามรีพาเสนามหาอำมาตย์ และข้าราชบริพารนำทรัพย์สมบัติของมีค่า พร้อมทหารจำนวนหนึ่งหนีไปก่อน

เมื่อขบวนเสด็จออกนอกเมือง ชาวบ้านที่อยู่ในเส้นทางที่ขบวนเสด็จผ่านก็ขอติดตาม จึงเดินทางไปด้วยกันเป็นขบวนใหญ่ อพยพหนีภัยจากเมืองหลวงพระบางอย่างเร่งรีบ




ไม่ช้าเมืองหลวงพระบางก็แตก เจ้าคำภีระสิ้นพระชนม์ภายใต้คมดาบของพวกจีนฮ่อ

ส่วนพระนางจามรีนั้น ได้ทรงนำพาบริวารชายหญิงทั้งหมด เสด็จผ่านเชียงตุง เชียงรุ้ง เชียงแสน ตามลำดับ

ในตำนานนั้นว่าพระนางทรงมีนายทหารคนสนิทคนหนี่งชื่อว่า เจ้าพันมหาด ได้ติดตามอารักขาเป็นองครักษ์คู่พระทัย และเป็นคนนำทางด้วย จนกระทั่งไปถึง เมืองจำปี หรือ เมืองคามีระนคร ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ในปัจจุบัน

ที่นั่นพระนางจามรีทรงได้พญาช้างเชือกหนึ่ง มีลักษณะดีถูกต้องตามตำรา คือ พลายสุวรรณมงคล เป็นช้างคู่บุญบารมีของพระนาง

และปรากฏว่า เจ้าพันมหาดรู้วิชาบังคับช้างยิ่งกว่าผู้ใดในขบวนเสด็จ จึงโปรดฯ ให้เป็น หัตถาจารย์ หรือควาญช้าง และพระนางเองก็โปรดฯ ให้ใช้ช้างนั้นเป็นช้างทรง หรือช้างพระที่นั่งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

จากนั้น พระนางได้นำขบวนออกจากเมืองคามีระนคร เพื่อหนีให้พ้นจากเขตอิทธิพลของพวกจีนฮ่อ พระนางได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า ขอให้ผู้คนทั้งหมดของพระนางสามารถหนีพ้นภยันตรายไป จนกระทั่งถึงที่ที่จะตั้งบ้านตั้งเมืองใหม่ได้โดยสวัสดิภาพ ขอให้พญาช้างมงคลนี้ นำทางไปตลอดรอดฝั่ง

ต่อมา ขบวนเสด็จก็พากันไปถึง ดอยเพียงดาว หรือ ดอยเชียงดาว ในปัจจุบัน พระนางจามรีโปรดฯ ให้พักพลบริวารอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกันต่อไปเรื่อยๆ

จนลุมาถึงดอยลูกหนึ่ง หรือภูเขาสูงใกล้แม่น้ำแม่ระมิงค์ พญาช้างได้ไหลลื่นลงจากดอยทั้งลูกนั้น ที่นั่นจึงมีนามว่า ดอยหล่อ เดี๋ยวนี้อยู่ใน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ในปัจจุบัน

ตามตำนานว่า ขบวนของพระนางจามรีได้พากันลงจากดอยหล่อ เดินทางต่อไปถึงริมแม่น้ำระมิงค์ หรือแม่น้ำปิง แล้วหันหน้าไปอีกฟากหนึ่ง พอพ้นแม่น้ำ ทั้งช้างและคนก็เดินลัดเลาะป่าดงพงไพรไปตามริมฝั่ง โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จนกระทั่งลัดเลาะออกจากป่าแล้วหยุดพักตรงนั้น เรียกว่า แม่ลอบ ในปัจจุบัน

หลังจากแวะพักที่แม่ลอบแล้ว จึงพากันขึ้นดอยที่ยาวออกไปเรื่อยๆ แล้วพากันหยุด

ถึงตอนนี้ ตำนานพื้นบ้านเล่ากันเป็นทำนองว่า พวกผู้หญิงที่หาบสัมภาระเดินตามกันขึ้นดอยยาวต่างก็พากันอ่อนระโหยโรยแรง บางคนก็หายใจถี่เร็วเปล่งเสียงออกมา หุย หุย ดอยยาวลูกนั้นจึงมีนามว่า ดอยอีฮุ้ย




การเดินทางของขบวนผู้ลี้ภัยชาวหลวงพระบางอย่างลำบาก และระยะทางก็ไกลแสนไกลเช่นนี้ ทำให้เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ชำรุดเสียหายเป็นอันมาก แม้กระทั่งเครื่องทรงพญาช้างพระที่นั่งของพระนางจามรี

เมื่อไปหยุดพักยังบริเวณที่ปัจจุบันนี้เป็น บ้านแม่แสม เจ้าพันมหาดจึงปลดเครื่องทรงพญาช้างลงซ่อมแซมตรงนั้น จากนั้นก็พากันเคลื่อนขบวนต่อไป

จนพากันไปถึงที่แห่งหนึ่ง เจ้าพันมหาดก็อยากจะพักช้าง จึงกดหัวช้าง แต่ช้างไม่ยอมน้อมหัวลง ที่บริเวณนั้นเรียกกันต่อมาว่า ทุ่งหัวช้าง จนทุกวันนี้

และพอไปถึงที่อีกแห่งหนึ่ง พญาช้างพระที่นั่งของพระนางจามรีจึงได้หยุด เจ้าพันมหาดจึงได้กดหัวช้างให้หมอบลงลงตรงนั้น ที่นั้นจึงเรียกชื่อกันต่อมาว่า แม่ปลง เดี๋ยวนี้เรียกว่า บ้านปวง

ตามตำนานว่า ขบวนเสด็จของพระนางได้พากันหยุดพักที่นั่นหลายเดือนด้วยกัน

ทีนี้เจ้าพันมหาดเป็นคนชอบล่าสัตว์เป็นนิสัยมาก่อน ตามตำนานว่าแวะพักที่ไหนก็เที่ยวล่าสัตว์ที่นั่นละครับ  

ระหว่างพักอยู่ที่แม่ปลง เจ้าพันมหาดก็ออกล่าสัตว์ทุกวันตามเคย แต่วันหนึ่งเป็นคราวเคราะห์ ถูกงูเห่ากัด ทั้งที่ปกติเป็นผู้ชำนาญการเดินป่าที่สุด และเจ้าพันมหาดก็ได้แต่นั่งครวญครางอยู่ในป่าคนเดียว เพราะไม่มีคู่หูไปด้วยวันนั้น




จนวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเสวยอาหารเช้า พระนางจามรีจึงได้ทรงถามหาเจ้าพันมหาด และทรงรออยู่จนกระทั่งเกินเวลา จึงทรงมีรับสั่งให้ทหารพากันออกไปเสาะหาที่ที่องครักษ์คู่พระทัยของพระนางเคยไป

พอทหารไปพบเจ้าพันมหาดนั่งครวญครางอยู่จึงรีบพากลับที่พัก แต่เจ้าพันมหาดถูกพามาถึงเมื่อสายเกินไป แพทย์หลวงของพระนางจามรีจะเยียวยาเท่าใดก็ไร้ผล

ในที่สุดเจ้าพันมหาดก็สิ้นใจตายตรงนั้น แต่นับว่าเป็นบุญ ที่ก่อนตายยังได้มีโอกาสเฝ้าเจ้าหญิงที่เขาถวายอารักขามาตลอดทาง ด้วยความจงรักภักดีอย่างที่สุด




เล่ากันว่า ดวงวิญญาณของเจ้าพันมหาดได้กลายเป็นอารักษ์สถิตย์อยู่บริเวณนั้นเอง เรียกกันว่า อารักษ์เจ้าพันมหาด ต่อมาสถานที่นั้นได้เป็นที่ตั้ง วัดแอ่งพระนาง

ฝ่ายพระนางจามรี เมื่อเจ้าพันมหาดเสียชีวิตแล้ว พระนางก็ทรงเสียพระทัย และไม่ทรงทราบว่าจะไปทางไหนดี จึงให้ตกแต่งพวงคำประดับพญาช้างตรงนั้น พญาช้างเชือกนั้นจึงได้ชื่อใหม่ว่า ช้างพวงคำ ด้วยเหตุพระนางจามรีตกแต่งช้างด้วยพวงคำนั่นเอง

พอประดับพญาช้างด้วยพวงคำบริบูรณ์แล้ว พระนางจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานต่อเทพยดาอารักษ์เป็นครั้งที่สอง ขอให้นำพญาช้างของพระนางไปสู่สถานที่อันควรตั้งบ้านเมืองตั้งเมือง

จากนั้น พระนางเสด็จขึ้นประทับบนหลังพญาช้างพวงคำ นำชาวหลวงพระบางทั้งปวงเดินทางต่อไป พญาช้างพวงคำก็พาขบวนเสด็จล่องไปตามริมฝั่งแม่น้ำลี้ พอไปถึงดอยลูกหนึ่ง เกิดมีเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ ช้างได้กลับคืนหลังชั่วขณะหนึ่ง สถานที่นั้นเรียกกันต่อมาว่า ดอยช้างคืน

จนเมื่อพญาช้างได้สติคืนมา ก็นำขบวนเสด็จลัดเลาะต่อไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง คือบริเวณ หมู่บ้านผายอง ในปัจจุบันนี้

พระนางจามรีก็ทรงมีรับสั่งให้พวกผู้ชายไปขนเอาหินก้อนใหญ่ๆ มาวางเรียงกัน และได้ตั้งจิตอธิษฐานเช่นเดียวกับครั้งแรก แล้วจึงทรงให้พญาช้างพวงคำ นำผู้คนเดินทางต่อไป โดยมิได้เสด็จขึ้นประทับบนหลังช้างอย่างเคย

พญาช้างก็นำคนทั้งหมด บ่ายหน้าลัดเข้าป่าไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน พญาช้างได้สะดุ้งตกใจกลัวอะไรบางอย่างที่ผู้คนไม่เห็นตัว จะเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาตนใดก็หาทราบไม่ ทำให้พญาช้างพระที่นั่งถึงกับวิ่งเตลิด หรือในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “หก”

ที่ตรงนั้นต่อมาเป็น หมู่บ้านโป่งหลอก ติดกับ บ้านป่าหก มาจนถึงทุกวันนี้

พอช้างวิ่งหรือหกไปไม่ไกลนัก พวงคำได้หลุดตกจากช้าง และสถานที่นั้นก็ได้ชื่อต่อมาว่า บ้านปวงคำ หรือ บ้านพวงคำ มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อทอดพระเนตรเห็นช้างพระที่นั่งหนีไปอย่างนั้น พระนางจามรีจึงทรงมีรับสั่งให้ทหารของพระนางพากันไปสกัดหน้าช้างที่สบแวน แต่จับไม่ได้ พญาช้างได้ลัดเลาะขึ้นเนินไปแล้วตัดลงทางห้วยสายบริวารของแม่น้ำลี้ พระนางกับชาวหลวงพระบางทั้งหลายก็พยายามติดตามช้างไปจนทัน และทรงให้ทหารช่วยกันจับช้างได้ที่ฮ่อมต้อ

พอจับช้างทรงได้แล้ว พระนางก็ประดับตกแต่งพญาช้างนั้นพวงคำใหม่ แล้วพระนางและบริวารก็ได้ร่วมกันตั้งสัจจาธิษฐานเป็นครั้งที่สามว่า

“หากว่าข้าพเจ้ายังมีบุญบารมีเพียงพอ จะได้สร้างเมือง ณ สถานที่ใดจริงๆ เพื่อเป็นที่ลี้ภัย หลังจากพากันรอนแรมเหนื่อยยากมาเกือบปีแล้ว ก็ขออำนาจเทพยดา ได้นำพญาช้างไปสูที่ที่ควรแก่การตั้งเมืองด้วยเถิด”

ด้วยสัจจาธิษฐานนั้น เทพยดาก็นำช้างขึ้นห้วยแม่แต๊ะและแม่ไป ขึ้นไปจากห้วยแม่ไปขึ้นดอยทางทิศตะวันตกของแม่น้ำลี้

ดอยลูกนี้มีลักษณะทอดยาวไปไกล และเป็นสถานที่สำคัญ คือ ในอดีตชาติ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นโคอยู่ดอยลูกนี้มาก่อน บนดอยลูกนี้มีจอมปลวกใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง มีหินสีขาวคล้ายกับไข่นกยูง และมีพญานาคคอยปกปักรักษาไว้

พอเทพยดาดลใจพญาช้างของพระนางจามรีให้ไปถึงจอมปลวกใหญ่นั้น พญาช้างมงคลก็ได้ร้องเสียงดังกึกก้อง แล้วเดินเวียนรอบจอมปลวกโดยทักษิณาวรรต ๓ รอบ ทั้งยังได้เอางวงหักกิ่งไม้ที่มีดอกแถวนั้นมาพัดวีจอมปลวก ก่อนจะหยุดยืน และเอางวงยกขึ้นลงทำความเคารพสถานที่ตรงนั้น




พระนางจามรีและบริวารเห็นเหตุอันเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น ก็รู้ว่าเทพยดาฟ้าดินได้ตอบสนองคำอธิษฐานที่จะให้พระนางและผู้คนทั้งหลายได้ตั้งบ้านแปลงเมืองแล้ว

พระนางและคนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันพักตรงใกล้ๆ กับไม้มะค่าต้นใหญ่ ที่แผ่ปกคลุมที่ตรงนั้น ชาวบ้านเล่ากันว่าเดี๋ยวนี้ไม้มะค่าต้นดังกล่าวตายไปตามอายุขัยแล้ว แต่มีต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นมาแทนเป็นที่สังเกต

และในคืนนั้นเอง ได้มีลูกแก้วลอยขึ้นจากจอมปลวกใหญ่ เป็นเหตุอัศจรรย์อีกคำรบหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น พระนางจามรีจึงโปรดฯ ให้บริวารแผ้วถางบริเวณจอมปลวกใหญ่ให้สะอาด ถือเอาเป็นแกนกลางใจเมือง แล้วให้พญาช้างเดินรอบพื้นที่นั้น เอาแนวที่ช้างเดินรอบเป็นเขตกำแพง แล้วโปรดให้ทำการขุดคูเมืองสองชั้น โดยทรงให้รักษาป่าไม้ไผ่หนาทึบที่มีอยู่แล้วเป็นแนวกำแพงล้อมเมือง สร้างประตูเมือง ๒ แห่งทางทิศเหนือและทิศใต้ นอกจากนี้ พระนางยังโปรดฯ ให้ทำคันกั้นน้ำไว้อีกด้วย

การที่ทรงใช้ป่าไผ่หนาทึบเป็นกำแพงเมืองนี้ นับว่าเป็นพระอัจริยภาพในการดัดแปลงสภาพแวดล้อม ให้สามารถป้องกันอันตรายแก่เมืองใหม่ของพระนางได้เป็นอย่างดีครับ

เพราะว่ากันว่า ดงไผ่นั้นหนาทึบจริงๆ จนถ้ามองจากภายนอกแทบไม่รู้ว่ามีบ้านเมืองอยู่ภายใน มิหนำซ้ำ ยังเป็นเมืองบนที่สูงปกคลุมด้วยหมอก นับเป็นสถานที่ลี้ลับอย่างยิ่ง




เมืองนี้จึงได้นามว่า เมืองลี้ มาจนทุกวันนี้

จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หลังจากตั้งบ้านเมืองหรือเวียงให้ดีพอใช้เรียบร้อยแล้ว พระนางก็โปรดฯ ให้สร้าง พระธาตุดวงเดียว ขึ้นก่อน ในเขตพระราชฐานหรือวังของพระนาง แล้วสร้าง วัดพระธาตุห้าดวง เป็นวัดแรกของเมืองลี้ ซึ่งเชื่อกันว่าสร้างขึ้นติดกับเขตพระราชฐานนั้นเอง

เหตุที่พระนางสร้างทั้งพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงนั้น อธิบายกันว่า เพราะทรงถือเอานิมิตลูกแก้วที่ลอยออกจากจอมปลวกใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ลูกแก้วนั้นเปล่งแสงอยู่เพียงดวงเดียวก็จริง แต่ลอยไปมาอยู่ห้าครั้ง จึงทรงถือเอานิมิตนั้นสร้างเป็นพระธาตุดวงเดียวไว้ในเขตวังของพระนาง แล้วบริเวณที่ลูกแก้วลอยไปมาห้าครั้งนั้นก็สถาปนาขึ้นเป็นวัด




ตำนานกล่าวว่า หลังจากสร้างเมืองใหม่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ประชาชนที่อยู่อาศัยต่างก็พากันมีความสุขสบายปลอดภัย และอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้ากัน

พระนางจามรีจึงโปรดฯ ให้สร้างวัดให้ประชาชนได้ทำบุญทำทานในพระศาสนาเพิ่มขึ้นนอกเขตพระราชฐานอีกหลายวัดด้วยกัน แต่ที่คงทนถาวรมาถึงจนทุกวันนี้ คือ พระธาตุดวงเดียวและพระธาตุห้าดวงเท่านั้น นอกนั้นเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

ส่วนพญาช้างคู่บุญบารมี ซึ่งได้เป็นช้างพระที่นั่งนำทางมาโดยตลอด จนกระทั่งพบที่สร้างเมืองแล้ว ก็หมดอายุขัยล้มลง หลังจากสร้างพระธาตุในเขตพระราชฐานและเวียงวังเสร็จนั่นเอง




พระนางจามรี จึงโปรดฯ ให้มีการเผาศพพญาช้างมงคล แล้วนำอัฐิฝังโดยรอบพระเจดีย์ดวงเดียว และต่อมาในยุคปัจจุบันจึงมีผู้สร้างอนุสาวรีย์พญาช้างอยู่ติดกับพระธาตุดวงเดียวจนทุกวันนี้

เล่ากันว่า ในสมัยที่พระแม่เจ้าจามรีทรงเป็นปฐมกษัตริย์ครองเมืองลี้นั้น บ้านเมืองของพระนางมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และไม่ถูกรุกรานโดยผู้หนึ่งผู้ใดอีกเลย

พระนางทรงสร้างวัดวาอารามต่างๆ สร้างสระใหญ่ สร้างตลาดใหญ่สำหรับทำมาค้าขาย แม้ว่ามองจากภายนอกจะดูราวกับเป็นเมืองลับแล แต่บรรยากาศภายในเมืองกลับเต็มไปด้วยความสุขสบาย และความสงบร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา

และเมืองลี้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเมืองโดดเดี่ยวตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก เพราะมีพ่อค้าในเมืองนำสินค้าล่องจากแม่น้ำลี้สู่แม่ปิง ไปค้าขายยัง เมืองแก่งสร้อย ซึ่งตำนานว่ามี เจ้าข้อมือเหล็ก เป็นอุปราชเมือง มี เจ้าแม่นางบัวตูม เป็นนางพญาเมือง

แต่กาลเวลาย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกฎอนิจจัง




พระนางจามรี ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เจ้าแม่เจนเมือง หรือเจ้าแม่แห่งเมืองลี้ลับ ก็ทรงสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ด้วยอายุขัยด้วยวัยอันไม่สมควร กล่าวคือ พระชันษาในเวลานั้นยังไม่ถึง ๕๐ ปี จะเป็นด้วยเหตุใด ตำนานมิได้บอกไว้

ในสายตาของนักประวัติศาสตร์ทั่วไป เรื่องราวของพระนางจามรีก็เป็นเช่นเดียวกับพระนางจามเทวีครับ คือ มองกันว่าเป็นตำนาน หรือนิทานชาวบ้านอย่างแท้จริง

และพระนางก็ทรงมีตัวตนอยู่เฉพาะในจิตสำนึกของชาว อ.ลี้ ในปัจจุบัน ที่ยังมีวัดพระธาตุดวงเดียว และ วัดพระธาตุห้าดวง ตั้งอยู่เท่านั้น แทบจะไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้คนภายนอกแต่อย่างใด

จนกระทั่งในพ.ศ.๒๕๔๙ เกิดโครงการผลักดันลำพูนสู่มรดกโลก ทางจังหวัดลำพูนได้มีการจัดตั้งทีมสำรวจแหล่งทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเรื่องราวของพระนางจามรีขึ้น เพราะคำร่ำลือของคนในท้องถิ่นอย่างหนาหูว่า ที่อำเภอลี้ยังมีโลกเร้นลับนับจำนวนไม่ถ้วนนั่นเอง

และหลังจากทีมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และตำนานเมืองลี้ มี ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยในขณะนั้น และ สิบเอกสุวิช ศรีวิราช ผู้เป็นทั้งปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการวัฒนธรรม ๗  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ ได้ดำเนินการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

ทางทีมงานก็เปิดเผยข้อมูลใหม่ล่าสุด เป็นปฐมบทแห่งการนำความกระจ่างมาสู่ตำนานพระนางจามรีว่า

“เวียงลี้ ตัวจริงนั้นตั้งอยู่ที่ดอยผาเวียง ต.บ้านลาน เป็นจุดลี้ลับ พวกเราเดินทางบุกป่าขึ้นดอยข้ามห้วยข้ามเหวด้วยระยะทางพื้นราบสลับสูงชันร่วม ๓๐ กิโลเมตร เป็นเวิ้งเวียงที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า มีร่องรอยความอุดมสมบูรณ์ของคูน้ำคันดินและพืชพรรณธัญญาหาร พบซากเจดีย์วิหารเก่าสมัยล้านนาตอนต้น ยุคพระนางจามรี แถวนั้นมีต้นลำไยป่าขนาดยักษ์ร่วม ๑๐๐ ต้น สูงลิบลิ่วราว ๓๐ เมตร ๕ คนโอบอายุหลายร้อยปี สามารถพัฒนาไปเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวได้

นอกจากนี้แล้วที่ ต.ลี้ ยังพบ “ผายอง” ซึ่งมีลักษณะคล้ายหินตั้งเป็นกองสูง เกิดจากการแตกตัวทางธรณีวิทยาทำให้หินมากองซ้อนทับกัน คนเมืองเห็นว่าหินนั่งกองทับกันจึงเรียกว่าผายอง และหินแท่งนี้ต่อมาคงใช้เป็น “ไชยภูมิ” สำคัญยามเดินทัพ ใช้เป็นปราการป้อมค่ายหอรบดูทัพข้าศึก แต่ไม่พบร่องรอยของการประกอบพิธีกรรม”


พระรูปเจ้าแม่จามรี ภายในศาลที่วัดพระธาตุดวงเดียว

นั่นหมายถึง บริเวณวัดพระธาตุดวงเดียวและวัดพระธาตุห้าดวง ที่ตำนานกล่าวถึงจนเป็นที่เชื่อถือกันทั่วไปมาตลอดว่า เป็นตัวเมืองลี้ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น มิได้เป็นเมืองเก่าแก่ทันรัชสมัยพระนางจามรีอย่างแท้จริง

เมืองลี้ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้นในตำนานจริงๆ น่าจะตั้งอยู่ที่ดอยผาเวียง ต.บ้านลาน ในเขตอำเภอลี้นั่นเอง

แล้ววัดพระธาตุดวงเดียว กับวัดพระธาตุห้าดวงนั้นมาจากไหน ส.อ.สุวิช ศรีวิราช อธิบายว่า

“บริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงในปัจจุบันนี้ อดีตนั้นมีชื่อว่า เวียงกุมตระ ยังเหลือร่องรอยของกำแพงโบราณอยู่ ซึ่งถูกถนนตัดผ่ากลางทำลายซากเมืองเดิม ส่วนตัวเวียงลี้จริงๆ นั้นคือบริเวณดอยผาเวียง

จะว่าไปแล้วประวัติศาสตร์ของเมืองลี้ยังค่อนข้างลึกลับ ไม่เคยมีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่หลักฐานจากชื่อบ้านนามเมืองยังเหลือร่องรอยเค้าเงื่อนให้ชำระสืบค้นได้มากมาย เช่น บ้านเสาสะกัง บ้านป่าช้าลัวะ ฯลฯ”

ดังนั้น ในขณะที่ทางราชการกำลังเริ่มดำเนินการศึกษาหลักฐาน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีใน อ.ลี้ เพื่อไขปริศนาตำนานพระนางจามรีให้กระจ่าง และทำให้โบราณสถานร่วมสมัยกับพระนางได้รับการเผยแพร่ออกสู่สายตาโลกภายนอกเป็นครั้งแรก


วัดพระธาตุดวงเดียว

วัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวง ที่มีการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของวัดด้วยการกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามรี ก็กลายเป็นหลักฐานของเวียงอีกเวียงหนึ่ง ที่อาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางเลย

ซึ่งการที่วัดทั้งสอง มีทีท่าว่าจะถูกกันออกจากเรื่องราวที่แท้จริงของพระนางจามรี ผู้เกี่ยวข้องกับทางวัด ก็ไม่อาจจะโต้แย้งผลการสำรวจของทางราชการดังกล่าวได้ เนื่องจากในเขตวัดทั้งสองในปัจจุบันนี้ ไม่มีโบราณวัตถุสถานที่จะยืนยันความเกี่ยวข้องกับพระนางจามรีแต่อย่างใด

ดังที่ ดร.เพ็ญสุภา อดึตหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย กล่าวไว้ในรายงานสรุปผลประชาพิจารณ์ พระธาตุห้าดวง ตีพิมพ์ในนสพ. สื่อลำพูน ฉบับวันที่ ๒๖ สิงหาคม-๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ อย่างชัดเจนว่า

“ประวัติการสร้างของวัดพระธาตุห้าดวงที่สืบสาวอายุว่าเก่าแก่ไปถึง ยุคพระนางจามรี สมัยปลายหริภุญไชยนั้นยังอยู่ในข่ายที่คลุมเครือ ว่าเป็นตำนานหรือเรื่องจริง หลักฐานที่เห็นชัดด้วยตาเนื้อ ณ วันนี้ก็ไม่หลงเหลือความเป็นหริภุญไชยใด ๆ อีกแล้ว”




แต่เมื่อผมสอบถามเรื่องนี้โดยตรงจาก ส.อ.สุวิช ในช่วงต้นปีพ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งมีการสำรวจแหล่งโบราณคดีลำพูนมากขึ้น ท่านก็มีความเห็นว่า เวียงกุมตระนั้น น่าจะเป็นเวียงสำหรับใช้อยู่อาศัยเป็นหลัก ขณะที่เวียงโบราณบนดอยผาเวียงนั้น เป็นที่หลบซ่อนหนีภัย

ดังนั้น เวียงโบราณดังกล่าวก็ยังคงน่าจะตรงกับเวียง “ลี้” ในตำนานพระนางจามรีอยู่ละครับ 

และการที่ได้ชื่อว่าลี้ ก็อาจเป็นเพราะหมายความว่า เป็นเวียงสำหรับลี้ภัยได้ พอๆ กับคำจำกัดความว่าเป็นเวียงลี้ลับ

เพราะคำว่า “หลีกลี้” นั้นเป็นคำเก่าแก่ นิยมใช้กันมาก่อนคำว่า “ลี้ลับ” เสียอีก
         
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการหาคำอธิบายด้วยวิธีพื้นบ้านเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานทางวิชาการ แม้ ในเวลานั้น ส.อ.สุวิชเองจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า เวียงใดกันแน่ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้น

เพราะถึงอย่างไร เวียงลึกลับบนดอยผาเวียง ก็ยังมีโบราณวัตถุสถานที่เก่าแก่ร่วมสมัยพระนางจามรี มากกว่าบริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุดวงเดียว กับวัดพระธาตุห้าดวง แต่เวียงทั้งสองนั้นเห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันแน่นอนในทางยุทธศาสตร์




ปัจจุบัน ภายในวัดพระธาตุดวงเดียว หรือวัดพระธาตุกลางเวียง มีพระอนุสาวรีย์พระนางจามรีปรากฏอยู่ พระอนุสาวรีย์นี้สร้างโดย นพ.สุรจิตต์ ทองสอดแสง และครอบครัว ได้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๕ และภายในวัดเดียวกันนี้ยังมีภาพตำนานพระนางจามรี ปรากฏเป็นจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารของวัด

ผู้ไปสักการะพระนางจามรีที่เมืองลี้ในปัจจุบัน นอกจากวัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงที่ควรจะไปเที่ยวชมแล้ว ยังมี วัดพระธาตุแท่นคำ ซึ่งตามประวัติวัดก็ว่าเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองลี้ สร้างในสมัยพระนางจามรีเช่นกัน


ไม่ห่างไปนัก ยังมีโบราณสถานซากวัดโป่งกาง หรือโป่งก้าง ที่ยังไม่ได้บูรณะ ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยล้านนา


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Monday, March 21, 2016

พระสาทิสลักษณ์ ของ พระนางจามเทวี


ภาพจากวัดป่าคะยอมใต้

แม้ว่าเรื่องราวของพระนางจามเทวีเพิ่งจะแพร่หลาย เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไปเมื่อพ.ศ.๒๕๒๕ ที่ผ่านมา แต่ก็ปรากฏว่า พระสาทิสลักษณ์ของพระนางในสมัยแรกๆ กลับมีอายุเก่าไปกว่านั้นอีก

และปัจจุบัน ก็มีศิลปินหลายท่านได้เขียนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เป็นภาพที่มาจากจินตนาการของตัวศิลปินเองบ้าง จากการสื่อสารโดยผู้ทรงฌานสมาบัติบ้าง หรือมาจากพวกตำหนักทรงก็มีครับ

ภาพที่เกิดจากการสื่อสารทางสมาธิ หรือโดยผ่านผู้ทรงฌานสมาบัตินั้น ในสายตาของผู้เชื่อถือก็อาจคิดว่า เป็นหลักฐานที่น่าจะใกล้เคียงความจริงที่สุด

แต่จริงๆ ไม่ใช่ครับ

เพราะภาพที่สื่อได้ด้วยวิธีการนี้ แม้จะมาจากการสัมผัสกับดวงพระวิญญาณโดยตรง แต่พระลักษณะ พัสตราภรณ์ ฉลองพระองค์ ฯลฯ ย่อมจะผันแปรไปตาม “อุปาทาน” ของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่สื่อสมาธิจิตนั้นคิดว่า ท่านเป็นผู้หญิงไทยโบราณ โดยความ “โบราณ” ที่ว่านั้น ก็เอาจากดาราหนังจักรๆ วงศ์ๆ หรือละครกรมศิลป์เป็นเกณฑ์ พระพักตร์ท่านที่สื่อได้ก็จะเป็นแบบนั้นละครับ

ทั้งที่ความจริง ท่านอาจทรงพระสิริโฉมแบบผสมผสาน ระหว่างหญิงภาคกลางและภาคใต้ก็ได้

ถ้าคนที่สื่อสมาธิจิตนั้น ไม่มีความรู้ว่าผู้หญิงยุคพันกว่าปีมาแล้ว นิยมถ่วงติ่งหูให้ยาวถึงไหล่ด้วยต่างหูหนักๆ ภาพพระนางจามเทวีที่สื่อออกมาได้ ก็จะทรงมีพระกรรณที่เหมือนพวกเราในปัจจุบัน

ซึ่งก็ดูพระสาทิสลักษณ์ในบทความนี้นะครับ จะเห็นว่ามีเพียงภาพเดียวเท่านั้น ที่วาดให้ทรงมีพระกรรณยาว

ทั้งๆ ที่หลักฐานทางโบราณคดีในยุคของพระองค์ท่าน ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่หูไม่ยาว


นักดนตรีหญิงสมัยทวารวดี ในยุคของพระนางจามเทวี
ภาพปูนปั้นประดับเจดีย์จากเมืองโบราณคูบัว จ.ราชบุรี

หรือถ้าคนที่สื่อสมาธิจิตนั้นมีความเชื่ออยู่ว่า ผู้หญิงไทยโบราณต้องห่มสไบ ภาพที่สื่อได้ก็จะทรงชุดไทยห่มสไบเฉียงแบบอยุธยาตอนปลาย หรือไม่ก็รัตนโกสินทร์

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตามยุคสมัยของพระองค์ท่าน ยังไม่มีการห่มสไบนะครับ มีแต่เปลือยอกกันทั่วไป

หรืออย่างมากก็มีการเอาผ้ามาคาดพระองค์ไว้บ้าง แบบ สะหว้ายแล่ง เหมือนในภาพนักดนตรีจากคูบัวข้างบนนี้ละครับ 

หรือถ้าออกพระราชพิธี ก็อาจจะมีฉลองพระองค์ทองคำลักษณะคล้ายบราเซียร์ ที่เรียกกันว่า ฉลองนม หรือ ก่องนม

ภาพจากการสื่อทางสมาธิจิต ทางฌานสมาบัติ หรือทางนิมิต จึงไม่ใช่ว่าจะเชื่อถือได้เสมอไปนะครับ แต่ก็ช่วยเติมศรัทธา และจินตนาการเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีได้มาก

เพียงแต่ว่า การจะนำไปบูชาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คงไม่มีผล เพราะมีอุปาทานของทั้งผู้สื่อและผู้วาดเข้าไปปะปนในระดับที่สูง

ยกเว้นแต่ว่า วาดออกมาแล้วดูสมเหตุสมผล ไม่ผิดยุคสมัยจนเกินไป และมีพิธีมังคลาภิเษกที่ดีพอ ก็บูชาได้

เหมือนพระรูปที่เป็นประติมากรรม หรือรูปลอยองค์ ซึ่งส่วนมากถอดแบบมาจากพระราชานุสาวรีย์นั่นละครับ

พระราชานุสาวรีย์นั้น ถ้าจะพูดได้อย่างมากที่สุด ก็แค่ใกล้เคียงความจริงเท่านั้น ไม่สามารถอ้างได้ว่าถอดแบบมาจากพระองค์จริงของท่านนะครับ

แต่เมื่อผ่านพิธีมังคลาภิเษกแล้ว ก็ศักดิ์สิทธิ์ คนไปกราบไหว้บูชาแล้วมีประสบการณ์กันมาก วัดไหนเอาแบบไปทำวัตถุมงคล ถ้าพิธีดีพอก็บูชาแล้วได้ผลเช่นกัน

ผมได้รวบรวมภาพวาด หรือ พระสาทิสลักษณ์ของพระนางจามเทวี เท่าที่ได้เคยพบเห็นมาไว้ในบทความนี้ หากท่านผู้ใดเห็นว่าขาดตกบกพร่อง มีภาพอื่นที่ผมไม่ได้พูดถึง จะส่งภาพให้ผมทาง inbox ใน facebook พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ผมจะรีบนำมาโพสต์ด้วยความขอบคุณอย่างมาก และลงเครดิตให้กับท่านด้วยครับ




๑.ภาพจากหนังสือ มหาราชชาติไทย ของ คุณประกอบ  โชประการ พ.ศ.๒๕๒๓

เป็นหนึ่งในภาพเขียนชุดอดีตกษัตริย์ไทย และบุคคลในตำนานหลายสิบภาพ ตอนที่ผมเจอภาพนี้ครั้งแรก หนังสือเล่มนั้นเปื่อยยุ่ยอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ได้ทันเอามาถ่ายเอกสาร แล้วแต่งให้คมชัดขึ้นได้เพียงเท่านี้ละครับ

จะเห็นว่า เป็นภาพพระนางฉลองพระองค์แบบนางพญาชนเผ่า ตามจินตนาการของคนสมัยนั้นเมื่อนึกถึงอารยธรรมหริภุญไชย แล้วก็วาดได้ดีตามมาตรฐานภาพประกอบตำราไทยสมัยนั้น จัดเป็นภาพคลาสสิคได้เลยทีเดียว




๒.ภาพจากการสื่อสมาธิจิตของ คุณศรีเพ็ญ จัตุทะศรี

คุณศรีเพ็ญผู้นี้ เป็นศิษย์ของ อ.พร รัตนสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติสมาธิของเมืองไทย  และด้วยการปฏิบัติสมาธิ ท่านผู้นี้ก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ากษัตริย์และเจ้านายไทยสมัยโบราณหลายพระองค์ รวมทั้งพระนางจามเทวีด้วย

จากนั้นจึงได้ถ่ายทอดให้ รศ.ลาวัณย์  อุปอินทร์ อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เป็นผู้วาดออกมาเป็นพระสาทิสลักษณ์ คาดว่าน่าจะเขียนภายหลังพ.ศ.๒๕๑๔ และคงเขียนขึ้นก่อนพ.ศ.๒๕๒๕

ผมเขียนบทความกล่าวถึงภาพนี้ไว้แล้วโดยเฉพาะ อยู่ใน http://chamadewi.blogspot.com/2015/12/blog-post_8.html จึงไม่ขอลงรายละเอียดซ้ำอีกนะครับ




๓.ภาพดัดแปลงจากการสื่อสมาธิจิตของคุณศรีเพ็ญ

ผมไม่ทราบว่า รศ.ลาวัณย์เป็นผู้ปรับปรุง หรือเขียนภาพนี้ขึ้นเพิ่มเติมจากภาพแรกที่ได้จากคุณศรีเพ็ญ หรือเป็นฝีมือของศิลปินท่านอื่นเขียนขึ้น แต่โดยส่วนตัว ผมชอบ “มิติ” และพระพักตร์แบบภาพแรกที่ได้จากคุณศรีเพ็ญมากกว่านะครับ

เป็นพระสาทิสลักษณ์พระนางจามเทวีที่ได้รับการสักการะบูชากันมาก ตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนบูชากันอยู่ แม้จะมีข้อผิดพลาดมากมายจริงๆ





๔. พระสาทิสลักษณ์ที่ วัดพระยืน อ.เมือง จ.ลำพูน

ผมเคยเห็นภาพนี่วัดพระยืน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการบูรณะพระเจดีย์จนดูใหม่เอี่ยมทั้งองค์ และผ่านกาลเวลาจนแลดูเก่าคร่ำเหมือนก่อนจะบูรณะอีกครั้ง ตามสภาพปัจจุบัน

ภาพนี้ต้องเกิดขึ้นหลังสร้างพระราชานุสาวรีย์แล้ว เพราะศิราภรณ์และเครื่องประดับในภาพเห็นได้ว่า น่าจะเประยุกต์มาจากพระราชานุสาวรีย์

ดังนั้นภาพนี้จึงเป็นภาพที่น่าสนใจมากครับ เพราะเป็นภาพวาดยุคแรกๆ ของพระนางจามเทวีที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากภาพของคุณศรีเพ็ญ จัตุทะศรี




๕.พระสาทิสลักษณ์ โดย คุณวันทนา พัวพันธ์สกุล

ภาพนี้ เกิดขึ้นเมือปลายปี พ.ศ.๒๕๔๑ คุณวันทนาได้รับมอบหมายจากเทศบาลเมืองลำพูนให้วาดภาพเชิงเสมือนจริงของพระนางจามเทวี เนื่องในโอกาสที่นครหริภุญไชยจะมีอายุครบ ๑,๓๐๐ ปี

คุณวันทนาจึงเข้ากราบนมัสการ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน เพื่อขอคำแนะนำในการเขียนภาพและรายละเอียดทุกอย่าง จนสำเร็จเป็นภาพที่เห็นนี่ละครับ

ผมเคยเห็นของจริงแขวนอยู่ในศาลช้างผู้ก่ำงาเขียว บริเวณพระราชานุสาวรีย์ ซึ่งปัจจุบันรื้อไปแล้ว ตอนนั้นภาพที่เห็นค่อนข้างเก่าโทรม เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่สมควร อีกทั้งอยู่ในที่มืดเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ ปัจจุบันจึงนำมาจาก Internet ได้เท่าที่เห็นนี่ละครับ

แต่แน่นอนครับ ในเรื่องของความผิดพลาดของเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ และฉลองพระองค์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับยุคสมัยของพระนางเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓




๖.พระสาทิสลักษณ์หน้าตรง โดยศิลปินรุ่นใหม่

เป็นอีกภาพที่ผมเห็นอยู่ในศาลช้างผู้ก่ำงาเขียวก่อนถูกรื้อไป และไม่แน่ใจว่าปัจจุบันอยู่ที่ใด เป็นภาพใส่กรอบขนาดไม่ใหญ่นัก ฝีมือศิลปินนักวาดภาพประกอบในปัจจุบัน ซึ่งคงเอาพระราชานุสาวรีย์เป็นแบบ

โดยส่วนตัวผม นี่เป็นผลงานจากจินตนาการที่เรียบง่ายและลงตัวนะครับ ถ้าตกแต่งให้ดีขึ้นอีกโดยศิลปินนักวาดภาพสีน้ำมันเก่งๆ สักคน ก็สามารถนำไปทำพิธีมังคลาภิเษกให้บูชาได้เลยทีเดียว




๗.ภาพดัดแปลงจากต้นแบบของคุณศรีเพ็ญ อีกภาพหนึ่ง

ภาพนี้ก็เป็นการต่อยอดจากเดิมที่มีแค่พระพักตร์เป็นพระรูปเต็มองค์ละครับ ผมเพิ่งเห็นไม่นานมานี้เอง คาดว่าจะเพิ่งทำขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเขาก็ทำได้ดีนะครับ จากการเพิ่มเติมฉลองพระองค์ที่เดิมเห็นแค่เหนือพระอุระให้เต็มองค์ ซึ่งก็ดูเนียนดี เพียงแต่ฝีมือยังอ่อน และสีสันรูปแบบอาจดูเป็น Illustration ไปหน่อย ดูแล้วไม่เกิดศรัทธาแรงกล้า จึงไม่ค่อยแพร่หลายเท่าที่ควร


ภาพจากหนังสือ เกร็ดพระราชประวัติ พระนางจามเทวี
เรียบเรียงโดย แก้ว อัมรินทร์ สนพ.คอมม่า พ.ศ.๒๕๓๗

๘.ภาพจากการสื่อฌานสมาบัติ ของพราหมณ์ใน จ.ลำพูน

ภาพนี้ ถ้าไม่ได้รับอิทธิพลจากละคร กษัตริยา ที่สร้างจากนวนิยายของ ทมยันตี ก็จากอภิมหาภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอนครับ

เพราะก่อนหน้าละครและภาพยนตร์ดังกล่าว ไม่มีความนิยมที่จะวาดเจ้านายฝ่ายในยุคโบราณพระองค์ใด ในฉลองพระองต์แบบนี้

และการที่ใครได้เห็นภาพดังกล่าวแล้วเชื่อว่า เป็นภาพที่สื่อออกมาได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด คนคนนั้นก็ต้องเป็นหนึ่งในผู้คุ้นเคยกับละคร หรืออภิมหาภาพยนตร์ดังกล่าวอยู่แล้วด้วย

ภาพนี้ไม่เคยมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อน จนกระทั่งเมื่อมีการนำมาทำเป็นปกหนังสือ เกร็ดพระราชประวัติ พระนางจามเทวี ของ คุณธัญวลัย คำโมนะ ที่สื่อญาณบารมีของพระนางจามเทวีออกมาได้ว่า พระนางทรงเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์กวนอิมไงครับ

จะเห็นว่าเป็นภาพที่ดูโบราณจริงๆ สำหรับผู้ไม่รู้เรื่องการแต่งกายโบราณ เพราะอย่างน้อยก็ดูสมเหตุสมผลกว่าฉลองพระองค์แบบรัตนโกสินทร์ของคุณศรีเพ็ญ






๙. ภาพจากจินตนาการของศิลปินในปัจจุบัน ไม่ทราบนามผู้วาด

ภาพนี้เกิดจินตนาการของศิลปินที่เห็นได้ชัดว่า ตั้งใจเขียนให้แตกต่างไปจากภาพที่คุ้นเคยกันอยู่ในท้องตลาด โดยพยายามเขียนให้ดูมีพระเดชานุภาพมากขึ้นด้วย ทั้งจากบุคลิกลักษณะ ที่ดูเป็นราชนารีที่ดุ เคร่งขรึม และฉลองพระองค์ที่ดูเป็น “นางพญา” มาก

อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบเครื่องประดับทั้งกรองศอ พาหุรัด ทองกร จะดูเป็นแบบโบราณ โดยเฉพาะอุตส่าห์วาดให้พระกรรณยาว ถ่วงด้วยกุณฑลที่หนัก สมกับเป็นราชนารียุคทวารวดีจริงๆ 

แต่ผู้วาดภาพนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการออกแบบศิราภรณ์ ซึ่งผมคิดว่า คงจะได้รับอิทธิพลจากพระนางสิกขี ที่ปลอมขายกันอยู่ในวงการพระเครื่องนั่นแหละครับ แล้วเติมยอดของเทริดเข้าไป 

แต่เนื่องจากไม่มีต้นแบบที่สมบูรณ์ ยอดที่เติมเข้าไปจึงไม่เข้ากับรูปแบบของศิราภรณ์ ดังที่ปรากฏ




๑๐.ภาพจากจินตนาการและการรังสรรค์ของ คุณสราวุธ กันไพรี

ในทรรศนะของผม เห็นว่า ภาพนี้เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ของพระนางจามเทวีที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับทุกภาพที่ผ่านมาครับ

เพราะไม่ว่าจะเป็นพระลักษณะ พัสตราภรณ์ ฉลองพระองค์ องค์ประกอบภาพและสีสัน พระพัdตร์และพระวรกายของพระนางจามเทวีในรูปนี้ เขียนได้งาม และคงจะหาภาพของพระนางที่งามกว่านี้ได้ยาก ในระยะเวลาอันใกล้นี้

เป็นงานสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการและฝีมือที่ยอดเยี่ยม แม้จะยังไม่ถึงกับสมจริงนักก็ตาม 

แต่ภาพนี้ ภายหลังได้มีตำหนักทรงพระนางจามเทวีตำหนักหนึ่งนำรูปแบบไปใช้ เขาจัดตำหนักและร่างทรงก็แต่งตัวทำผมแบบเดียวกันนี้ นอนท่าเดียวกันนี้เลยละครับ และยังมีพระรูปประติมากรรมที่ทำอย่างเดียวกันนี้ด้วย จนผมไม่แน่ใจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันแค่ไหน ก็เพียงแต่หวังว่าตำหนักทรงเป็นคนลอกเลียนแบบไป ไม่ใช่ว่าเขียนขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากร่างทรง

ท่านที่สนใจวิธีการรังสรรค์ภาพนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสมบูรณ์ทุกขั้นตอน สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.clicklikedesign.com/the%20oil%20painting%20Art002.htm




๑๑.ภาพบูชาของ วัดป่าคะยอมใต้ จ.ลำพูน

ออกให้บูชาเป็นภาพขนาดใหญ่ใส่กรอบอย่างดี สำหรับเจ้าภาพกองทุนทอดผ้าป่าพญานาคราช วัดป่าคะยอมใต้ ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน กองทุนละ ๙๙๙ บาท ในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ.๒๕๕๘ เป็นภาพที่ได้รับการยกย่องกันทั่วไป และมีผู้ต้องการเช่าบูชามากที่สุดในช่วงเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ครับ

ภาพนี้เขียนได้งามทีเดียว ทั้งพัสตราภรณ์และฉลองพระองค์ก็ดูสมเหตุสมผล ทำให้เชื่อว่าเป็นแบบอย่างของนางกษัตริย์เมื่อ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้วได้สนิทใจ พระพักตร์ก็ทรงพระสิริโฉม ขณะที่ดูขึงขัง มีอำนาจบารมีพอสมควร

ถ้าผมไม่เคยเห็นดาราภาพยนตร์ในอดีตที่หน้าตาคล้ายๆ กันนี้มาแล้ว ผมก็จะมองไม่เห็นอะไรที่เป็นข้อบกพร่องในภาพนี้เลยครับ เพราะเราไม่จำเป็นต้องพูดถึงความถูกต้องสมจริงของภาพบูชาอย่างนี้หรอก เพียงแค่เขียนให้งามได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว

จากพระสาทิสลักษณ์ ผมขอแถมภาพที่เคยถูกอ้างว่า เป็นพระนางจามเทวีอีกรูปแบบหนึ่งสักภาพนะครับ




ภาพนี้ แรกๆ มีผู้ไปพบในวัดแห่งหนึ่ง แล้วมีการนำมาเผยแพร่กันอยู่พักหนึ่งว่าเป็นพระสาทิสลักษณ์ของพระนางจามเทวีเช่นกัน จนมีโรงหล่อบางแห่งนำไปสร้างเป็นพระรูปลอยองค์อย่างงดงาม โดยโฆษณาว่าเป็นพระนางจามเทวีเลยทีเดียว

แต่ที่จริงแล้ว พระรูปนี้คือพระสาทิสลักษณ์จากจินตนาการ ของ พระนางจามรี นางพญาในตำนานผู้ครองเวียงลี้ อ.ลำพูน สมัยหริภุญไชยตอนปลาย ห่างจากยุคพระนางจามเทวีหลายร้อยปีครับ

เรื่องราวของพระนางจามรีพระองค์นี้ ผมเขียนไว้ในหนังสือ ตำนานนางกษัตริย์ แล้วก็กำลังว่าจะพิมพ์ใหม่อยู่ หรือถ้าไปถามคนลี้ก็จะได้คำตอบไม่ยากครับ ที่นั่นเขานับถือกันเป็นแม่เมือง เหมือนที่คนลำพูนส่วนใหญ่นับถือพระนางจามเทวี

พระนามคล้ายกันแล้วก็เป็นอดีตนางกษัตริย์ลำพูนเหมือนกัน อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด แล้วเผยแพร่ต่อๆ กันไปก็เป็นได้

แต่ล่าสุดก็ซาไปแล้วนะครับ มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น ผมก็หวังว่าจะเลิกเข้าใจผิดกันเสียที



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews