Showing posts with label วาสุเทพ. Show all posts
Showing posts with label วาสุเทพ. Show all posts

Tuesday, January 12, 2016

การบูชาพระนางจามเทวี


หากว่ามีพระรูปของพระนางจามเทวีที่จัดสร้างขึ้นสำหรับการบูชาโดยตรง ควรประดิษฐานพระรูปนั้น ให้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศเหนือ
 
เนื่องจากพระรูปบูชาพระนางจามเทวีมักเป็นปางประทับยืน หากจัดรวมไว้ในโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปชนิดหมู่ ๗ ก็ควรตั้งไว้บนโต๊ะปีกซ้ายล่าง หรือปีกขวาล่างนะครับ ไม่สมควรตั้งอยู่ตรงกลาง




ส่วนโต๊ะยาวที่อยู่ตรงกลางชั้นล่างของโต๊ะหมู่ ระหว่างโต๊ะปีกซ้ายล่างและปีกขวาล่างนั้น ถ้าตั้งพระบูชาพระรอดหลวง หรือไม่ก็ พระฤาษีวาสุเทพ อย่างใดอย่างหนึ่งได้จะดีที่สุด

กรณีของพระฤาษีวาสุเทพนั้น ที่ผ่านมาผมเห็นมีการจัดสร้างเพียง ๒ ครั้ง ครั้งแรกโดย ครูบาเหนือฤทธิ์ วัดท่านาค เชียงใหม่ เมื่อราวๆ ๓-๔ ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้บูชาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเห็นจะจัดหาได้ยาก 

ครั้งที่ใกล้ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้สักหน่อย คือการจัดสร้างโดย พระมหาภาณุพงษ์ ธมฺมธารี วัดน้ำบ่อเหลือง ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน แต่เป็นขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว เพิ่งทำพิธีมังคลาภิเษกเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมานี้เอง

แต่ถ้าผู้สนใจมาพบบทความนี้ช้าไป ยังไม่ทันรุ่นนี้อีก ก็คงต้องรอกันครับ ต่อไปมีที่ใดจัดสร้างขึ้นมาอีก ผู้บูชาพระนางจามเทวีควรรับมาบูชา จะเป็นมงคลอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นพระอาจารย์ของพระนางจามเทวี

และโต๊ะปีกอีกข้างหนึ่ง จะต้องมีเทวรูป หรือไม่ก็พระรูปของอดีตกษัตริย์ หรือราชนารีพระองค์ใดก็ได้ เช่น สมเด็จพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ฯลฯ ที่เป็นพระรูปยืนเช่นกันประดิษฐาน

ไม่เช่นนั้นจะต้องจัดแท่นสำหรับประดิษฐานต่างหากครับ

หากประดิษฐานโดยลำพัง พระรูปของพระนางจามเทวีนั้นควรประดิษฐานบนแท่นไม้ หรือตั่งทรงเตี้ย เพราะเป็นพระรูปยืน ไม่สมควรตั้งบนโต๊ะรองหรือตั่งทรงสูง

ซึ่งถ้ามีพระฤาษีวาสุเทพ เราสามารถตั้งพระฤาษีวาสุเทพเป็นประธาน โดยต้องประดิษฐานบนโต๊ะรองหรือตั่งที่มีขนาดสูงสักหน่อย (เพราะเป็นพระนั่ง จะได้สูงกว่าพระนางจามเทวีซึ่งเป็นพระยืน) แต่ถ้าเป็นขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วของวัดน้ำเบ่อเหลือง ก็ใช้ตั่งทรงเตี้ยได้นะครับ เพราะมีความสูงเพียงพออยู่แล้ว


พระฤาษีวาสุเทพ วัดน้ำบ่อเหลือง ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว 

จากนั้นก็ขนาบสองข้างของพระฤาษีวาสุเทพ ด้วยพระรูปพระนางจามเทวีครองเมือง และพระรูปพระนางจามเทวีสละราชสมบัติ ซึ่งถ้าบูชาของวัดสันป่ายางหน่อมก็จะได้ขนาดที่เท่ากันพอดี ตรงกลางหน้าโต๊ะที่วางพระฤาษีวาสุเทพ เว้นที่ไว้สำหรับถวายหมาก เพราะพระฤาษีทุกองค์ชอบกินหมาก

ที่กล่าวมานี้ จะเท่ากับเป็นการบูชาพระนางจามเทวีที่สมบูรณ์ครบชุดเลยครับ มีทั้งพระอาจารย์และศิษย์เอกอยู่ด้วยกัน อำนาจบารมีของพระวาสุเทพ จะช่วยส่งเสริมให้การบูชาพระนางจามเทวีนั้นได้ผลรวดเร็วและสมบูรณ์

ส่วนถ้าไม่มีพระฤาษีวาสุเทพ แล้วจะเปลี่ยนเป็นพระรูปชีแทนนั้น ไม่แนะนำครับ

ควรจะบูชาพระรูปพระนางจามเทวีองค์ใหญ่สูงสัก ๑๑ นิ้ว ปางใดก็ได้ หรือถ้ามีวัดใดจัดสร้างเป็นพระรูปนั่งบัลลังก์หรือนั่งแท่น ก็ให้จัดหาโต๊ะรองหรือตั่งทรงสูงหรือเตี้ยตามความเหมาะสม แล้วขนาบด้วยพระรูปปางครองเมือง กับปางสละราชสมบัติอย่างละองค์ จะดีกว่า

การจัดวางพระรูปองค์ประธาน และพระรูปอีกสององค์ขนาบซ้ายขวา ถ้าจะให้สวยงาม ไม่ควรวางเรียงแถวหน้ากระดานนะครับ 

ควรวางเป็นรูปสามเหลี่ยมเมื่อมองจากด้านบน โดยตำแหน่งปลายยอดของสามเหลี่ยมนั้นคือด้านในสุดของแท่นบูชาที่พิงผนัง เป็นตำแหน่งของพระรูปองค์ประธาน เยื้องออกมาซ้ายขวาคือพระรูปทั้งสองปางดังกล่าวแล้ว จะดูสวยโปร่งตาและไม่น่าเบื่อครับ




ที่ว่างด้านหน้าองค์ประธาน สามารถวางพานใส่วัตถุมงคลของพระนางจามเทวี เช่นพระห้อยคอที่ได้มาแบบไม่มีกล่อง หรือผ้ายันต์ผืนเล็กที่พับไว้ก็ได้ แต่อย่าวางพระรอดองค์เล็ก หรือพระเครื่องอื่นนะครับ

ส่วนถ้าเป็นวัตถุมงคลที่ได้มาแบบมีกล่องบรรจุเรียบร้อย ก็เอาไปเก็บไว้ในตู้นะครับ ไม่ต้องเอาไปวางบนแท่นบูชา

เครื่องบูชาที่ควรมีไว้ประจำได้แก่ พัดโบกแบบมีขาตั้ง ๑ คู่ ใช้เป็นเครื่องสูง และถ้าหากเป็นบุหงาพัดโบกแบบมีขาตั้ง ก็เท่ากับถวายของหอม เป็นสุคนธบูชาได้ในขณะเดียวกัน ซึ่งควรใช้นะครับถ้าตั้งพระบูชาพระนางจามเทวีเป็นประธาน




เพราะถ้าจัดวางสองข้างของพระรูปองค์ประธาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปางยืนหรือปางนั่ง พัดโบกชนิดนี้จะช่วยเน้นให้เกิดความสง่างามและสูงศักดิ์ 

แต่ถ้าเป็นบุหงาพัดโบกแบบมีขาตั้ง จะมีอยู่เพียงแบรนด์เดียวนะครับ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถูกต้อง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายเดียวกับกำยาน ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไป

ควรถวายพานพุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ หรือพุ่มผ้าตาด ๑ คู่ อย่าใช้พานพุ่มเงินพุ่มทองนะครับ เว้นแต่จะเป็นพุ่มทองทั้งคู่จึงอนุโลม ถ้าตั้งพุ่มเงินพุ่มทองข้างละพาน แบบที่ทำกันทั่วไป อย่างนั้นเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผิดธรรมเนียมราชสำนัก




นอกจากนั้นก็คือเครื่องบูชาพื้นฐาน ได้แก่กระถางธูป เชิงเทียน ๑ คู่ เชิงกำยาน แจกันดอกไม้หรือพานสำหรับวางพวงมาลัย ๑ คู่  ถ้วยน้ำ ภาชนะใส่ของไหว้ และถ้วยน้ำ 

ซึ่งที่กล่าวมานี้ ควรเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด จะเป็นเครื่องทองเหลือง เครื่องเบญจรงค์ลายน้ำทอง เครื่องคลือบเซรามิคเพนท์ลายทอง หรือเครื่องแก้วก็ได้

ถ้ายังมีที่วางหน้าแท่นบูชา ควรถวายพระขรรค์พร้อมแท่นรอง ๑ เล่ม เพราะเป็นเทพอาวุธสำคัญของพระนางจามเทวีครับ



ผมแนะนำว่า ควรเป็นพระขรรค์ที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ ซึ่งมีแหล่งผลิตใน จ.อุตรดิตถ์ และสามารถหาแบบที่ผ่านการปลุกเสกได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นพระขรรค์ขนาดเล็กที่วัดต่างๆ สร้างขึ้นเป็นเครื่องรางสำหรับบูชาติดตัว ก็สามารถนำไปวางใส่พานปะปนกับวัตถุมงคลของพระนางจามเทวีหน้าพระรูปองค์ประธานได้

ผู้บูชาที่ชอบเรื่องของช้างผู้ก่ำงาเขียว ยังสามารถจัดหาช้างที่เป็นงานหัตถกรรมไม้แกะสลัก หรือหล่อด้วยเรซินสวยๆ สัก ๑ คู่ ที่มีรูปลักษณ์แบบเดียวกัน ตั้งประดับมุมซ้ายขวาของแท่นบูชา

แต่ถ้าจะถวายม้าทรงด้วยถือว่ามากเกินไป แท่นบูชาไม่ควรรกรุงรังมากครับ เพราะพระนางจามเทวีทรงเป็นกษัตริย์ โปรดความเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน

ถ้าพระรูปเป็นแผ่นภาพใส่กรอบสำหรับตั้งโต๊ะ ควรจัดเครื่องบูชาเฉพาะแจกันหรือพานดอกไม้เท่านั้น ไม่ต้องมีเครื่องบูชาอื่น ถ้าพระรูปเป็นแบบแขวนไม่ต้องจัดเครื่องบูชา

และถ้าประดิษฐานพระรูปเพียงองค์เดียว ในโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปดังกล่าวไปแล้วตอนต้นของบทความนี้ ถวายดอกไม้อย่างเดียว ไม่ต้องถวายของไหว้ครับ  
        
สำหรับขั้นตอนการบูชาด้วยของไหว้ มีดังต่อไปนี้ :  

๑) เตรียมของไหว้ใส่ภาชนะ ของไหว้พระนางจามเทวีประกอบด้วยขนมไทยชนิดใดก็ได้ที่ผู้หญิงชอบกินและไม่มีเนื้อสัตว์ปน แต่ทำจากไข่ นม หรือเนยได้ ๒ อย่าง ผลไม้ชนิดที่ไม่เปรี้ยว ๑ อย่าง มะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวเผา ๑ ลูก น้ำอ้อย ๑ ถ้วย น้ำเปล่า ๑ ถ้วย จัดรวมไว้ในถาดเดียวกัน
     
๒) ยกถวาดของไหว้ขึ้นตั้งไว้บนโต๊ะ เบื้องหน้าแท่นบูชา ถวายดอกไม้ เผากำยานจุดเทียน จุดธูป ๗ ดอก ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วจึงว่าคาถาบูชาพระนางจามเทวี ดังนี้ :

ยา เทวี จามะเทวี นามิกา อะภิรูปา อะโหสิ ทัสสะนียา ปาสาทิกา พุทธะสาสะเน จะ อะภิปะสันนา, สา อะตีเต เมตตายะ เจวะ ธัมเมนะ จะ หะริภุญชะยะ ธานิยา รัชชัง กาเรสิ, หะริภุญชะยะ นะคะระ วาสีนังปิ มะหันตัง หิตะสุขัง อุปาเทสิ, อะหัง ปะสันเนนะ เจตะสาตัง วันทามิ สิระสา สัพพะทาฯ

ข้าพเจ้าขอน้อมอัญเชิญ องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ขอได้โปรดเสด็จมา ณ สถานที่บูชาแห่งนี้ เพื่อทรงรับการถวายบูชาจากข้าพเจ้าฯ
         
๓) ปักธูป ๗ ดอกในกระถางธูป จุดธูปเพิ่มตามจำนวนภาชนะที่ใส่ของไหว้ อธิษฐานถวายเครื่องสังเวย ดังนี้ :

อิมัง สูปะพะยัญชะนะ สัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง จามะเทวัสสะ ปูเชมิฯ

ข้าพเจ้าขอน้อมถวายบรรดาของไหว้ อันมีรสเลิศเหล่านี้ เป็นเทวบูชาแด่องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ขอพระแม่เจ้าได้โปรดทรงรับเครื่องบูชาเหล่านี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าพเจ้าฯ

แล้วปักธูปลงบนอาหารภาชนะละ ๑ ดอก ถ้าเป็นมะพร้าวอ่อน หรือขนมที่เป็นน้ำ ไม่ต้องปักธูป 
 
๔) อธิษฐานตามแต่ปรารถนา ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม หรืออธิษฐานตามคุณสมบัติของพระนางจามเทวี คือขอให้ประทานสิริมงคลในเรื่องของ :

-ความมีเสน่ห์ เมตตามหานิยม ความเป็นที่รัก การเจรจาค้าขาย โชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข

-วาสนาบารมี ได้รับความเมตตาเกื้อหนุนอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพเชื่อถือ ยำเกรง ไว้วางใจ จากผู้น้อย ก้าวหน้าในสายงานที่ทำ หรือเจริญรุ่งเรืองในกิจการที่ตนเป็นเจ้าของ

-สามารถเอาชนะศัตรู ทำลายอิทธิพลมืด ข้ามพ้นคดีความ อุปสรรคและความยากลำบาก บรรลุซึ่งผลสำเร็จในทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ทุกประการ

-ผลสำเร็จในการทำบุญกุศลที่เป็นโครงการใหญ่ หรือกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา

-ได้ครอบครองทรัพย์สิน ของมีค่าหายาก บุคลากร หรือเครื่องมือที่จะใช้ทำงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วง

๕) รอจนธูปหมดทุกดอก อธิษฐานให้พระนางจามเทวีปกปักรักษาผู้บูชาและบุคคลอันเป็นที่รักตลอดไป แล้วอัญเชิญเสด็จกลับ ดังนี้ :
         
เยสุปะยุตตา นะมะสาทันเหฯ
         
ข้าแต่องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ด้วยการถวายบูชานี้ ได้สำเร็จโดยบริบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าขอน้อมอัญเชิญพระแม่เจ้าเสด็จกลับสู่ทิพยสถาน อันเป็นที่ประทับแห่งพระองค์ และในการบูชาครั้งต่อไป ขอได้โปรดเสด็จกลับมาอีก ขอพระบารมีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระนางจามเทวี จงปกปักรักษาข้าพเจ้าตลอดไป ชั่วกาลนานเทอญฯ
         
๖) ดับเทียน  ลาเครื่องสังเวยด้วยคาถานี้:
         
เสสัง มังคะลา ยาจามิฯ

ข้าพเจ้าขออนุญาตลา เครื่องสังเวยบูชาเหล่านี้ อันได้น้อมถวายแด่องค์พระนางจามเทวีแล้ว และขอแบ่งไปรับประทานเป็นสิริมงคลต่อไป ขอทรงประทานเทวานุญาตด้วยเทอญฯ
         
แล้วแบ่งใส่ภาชนะอื่นไปรับประทานกันในบ้านต่อไป
                    
การถวายของไหว้ ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยงวัน ควรถวายเดือนละ ๑ ครั้ง จะมากกว่านี้ก็ได้นะครับ แล้วแต่ศรัทธา แต่ไม่ควรน้อยกว่านี้
  
ในการบูชาประจำวัน สามารถถวายดอกไม้อย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องจุดธูปเทียนบูชา แต่ควรเผากำยานถวายเช้าก่อนออกจากบ้าน และกลางคืนก่อนนอน ครั้งละ ๑ ดอกแล้วว่าคาถาบูชา

การบูชาพระนางจามเทวี ถ้ามีการเผากำยานถวายจะดีเยี่ยม เพราะพระนางทรงเป็นกษัตริย์โบราณเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในพระราชวังตลอดจนตำหนักที่ประทับ จะมีการเผากำยานเครื่องหอมเป็นปกติ

แต่กำยานนั้นไม่ควรใช้ของแขกอินเดียนะครับ เพราะมีมูลสัตว์ (ขี้วัว) ผสม คนอินเดียที่บูชาวัวนับถือว่าเป็นของสูง แต่ถ้าเอามาใช้กับเจ้านายไทยเราถือเป็นของอัปมงคล ควรใช้กำยานอย่างดีที่เป็นกลิ่นดอกไม้ไทย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพากเพียรในการเสาะหาสักหน่อยครับ




ที่ผมแนะนำเพราะใช้เองอยู่ก็คือ ผลิตภัณฑ์กำยานของ แก้มนวล (ตามภาพประกอบ) ซึ่งทำจากสมุนไพรและหัวน้ำหอมชั้นดีตำรับชาววังแท้ ซึ่งหอมจริง เป็นที่โปรดปรานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

ใครสนใจก็ไปหาดูใน link นี้ครับ https://shreegurudevamantra.blogspot.com/2016/06/mystica.html

อย่าไปเอาของถูกที่ขายกันห่อละร้อยเม็ดในจตุจักรเป็นอันขาดครับ แบบนั้นจะได้มะเร็งเป็นของแถม

เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ควรเผากำยาน จุดธูปเทียนบูชาและถวายดอกไม้ทุกครั้ง  แต่ไม่จำเป็นต้องถวายเครื่องสังเวยนะครับ เว้นแต่จะตรงกับวันที่ถวายเครื่องสังเวยตามปกติ 

และเมื่อถึงวันสงกรานต์ หลังจากสรงน้ำพระพุทธรูปแล้ว ควรอัญเชิญพระรูปพระนางจามเทวีออกมาทำความสะอาด และสรงน้ำเช่นกัน เรียกว่า ถวายอภิเษก (Abhishek) ยกเว้นพระรูปที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษไม่ต้องสรงน้ำ

จากนั้นประกอบพิธีบูชา ถวายดอกไม้และของไหว้เป็นกรณีพิเศษ ก็คือจัดของไหว้ให้มากอย่างขึ้นหน่อยครับ ถือเป็นวันบูชาประจำปี 
       
น้ำอภิเษก หรือน้ำที่สรงแล้วเป็นเสมือนน้ำทิพย์มนต์ สามารถใช้ปะพรมทั่วบริเวณบ้าน ขับไล่อาถรรพณ์ ชำระสิ่งอัปมงคลดีนัก 


   
                
พระบูชาพระนางจามเทวี มักจัดสร้างโดยวัดต่างๆ  ผ่านพิธีมังคลาภิเษกด้วยการเจริญพระพุทธมนต์โดยพระเกจิอาจารย์ที่ทรงศีลาจาริยาวัตรงดงาม ผู้ที่จะบูชาพระองค์ให้ได้ผล จึงควรทำบุญอย่างสม่ำเสมอ และหาโอกาสปฏิบัติธรรมบ่อยๆ โดยอย่างน้อยก็รักษาศีลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

เมื่อทำบุญอะไรสำเร็จก็ตาม พึงถวายดอกไม้ ธูปเทียน เผากำยานบูชาพระนางจามเทวี และบอกกล่าวถวายบุญนั้นเป็นกุศลบูชา จะนำมาซึ่งมหามงคลมากไม่มีประมาณ


อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงให้ห่างจากแหล่งอบายมุขทุกชนิด การพนันหรือการเสี่ยงโชคใดๆ  เพราะเป็นสิ่งที่ทรงรังเกียจครับ



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, December 15, 2015

สุเทวฤาษี




ภาพจาก http://dooasia.com

จากหลักฐานทางโบราณคดี ที่พบใน จ.ลพบุรี หรือกรุงลวปุระในอดีต และที่พบในนครโบราณอื่นๆ เท่าที่กำหนดอายุได้ว่า ใกล้เคียงกับยุคสมัยของพระนางจามเทวี ล้วนแสดงว่า

ในราชสำนักแห่งกรุงละโว้ และนครรัฐต่างๆ ในเวลานั้น นอกจากพระภิกษุแล้ว ยังมีบรรดาผู้มีความรู้ทางวัฒนธรรมชั้นสูงของอินเดีย เช่นพราหมณ์ โยคี และพระฤาษีเข้ามาพำนัก ทำหน้าที่ถวายความรู้ทางศาสนาและหลักการปกครอง ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมต่างๆ แด่กษัตริย์และบรรดาเจ้าชายเจ้าหญิงอยู่ไม่น้อย

ดังที่ในนิทานโบราณ ตำนานพื้นเมืองของไทย รวมทั้งตำนานพระนางจามเทวีฉบับวัดสามเงาตกเรียกว่า ปุโรหิต นั่นเอง 

และพระฤาษีองค์หนึ่ง ที่เป็นนักพรตคู่บารมีแห่งพระนางจามเทวี ในก่อรากอารยธรรมหริภุญไชย อันเป็นรากฐานที่มาของอารยธรรมทั้งปวงในแผ่นดินล้านนา ก็คือ ท่านสุเทวฤาษี

นักพรตท่านนี้ เป็นที่รู้จักและนับถือบูชากันทั่วไปในภาคเหนือของไทย นับแต่อดีตกาลจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ จะเห็นคติการบูชาท่านชัดเจน เพราะในตำนานกล่าวว่า ท่านเป็นฤาษีที่พำนักอยู่ ณ ดอยสุเทพ ซึ่งเป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำนครเชียงใหม่

แต่แท้ที่จริงแล้ว ท่านสุเทวฤาษีท่านนี้เป็นใครกันแน่?     
  
การที่เราจะสันนิษฐาน ถึงที่มาที่ไปของนักพรตท่านนี้ ก่อนอื่น เราจะต้องเข้าใจว่า ฤาษี (Rishi) ไม่ใช่แบบอย่างของนักพรตที่มีอยู่เฉพาะในนิยายเท่านั้น แต่มีอยู่จริงในประเทศอินเดียแม้จนปัจจุบันครับ




และการที่ใครคนหนึ่งในสมัยทวารวดีตอนต้น จะถูกเรียกว่า ฤาษี ได้ แสดงว่าเขาผู้นั้นต้องบวชเป็นฤาษีแบบอินเดียจริงๆ ไม่ใช่ฤาษีแบบที่ชาวล้านนายุคหลังตีความว่า เป็นผู้เคยบวชเรียนในศาสนาพุทธมาก่อน แล้วสึกออกมาครองเพศเป็นฤาษี

ฤาษีประเภทหลังนี้ แม้จะมีอยู่จริงในวัฒนธรรมล้านนา แต่นั่นก็คงเป็นเพราะ ชาวล้านนาได้รับคติเกี่ยวแก่ฤาษีประเภทนี้จากพม่าในยุคหลัง  

ที่สำคัญก็คือ นอกจากตำนานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ แล้ว เราต้องระลึกกันอยู่เสมอว่า เรายังไม่เคยพบหลักฐานทางโบราณคดีที่อ้างถึงพระพุทธศาสนาในภาคเหนือของไทย ก่อนที่พระนางจามเทวีจะเสด็จขึ้นไปลำพูนนะครับ

เมื่อไม่เคยมีศาสนาพุทธอยู่ที่นั่นมาก่อน แล้วท่านสุเทวฤาษีจะบวชเรียนจากที่ใด ก่อนที่ท่านจะสึกมาเป็นฤาษีตามความเชื่อของคนพื้นเมืองล่ะครับ?

ดังนั้นจึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ท่านสุเทวฤาษีจะเป็นนักบวชชาวอินเดีย ที่เดินทางผ่านพม่าเข้ามาทางภาคเหนือของไทย แวะพำนักอยู่กับชนพื้นเมืองที่นั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนทำให้มีตำนานหลายฉบับกล่าวว่าท่านบำเพ็ญพรตอยู่ที่ดอยสุเทพ

และกล่าวถึงการที่ท่านสร้างเมือง หรือจะพูดให้ถูก คือพยายามวางรากฐานของสังคมระดับเมืองให้แก่ชนเผ่าที่นั่น? 



ศาลพระสุเทวฤาษี วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่
ภาพจาก http://www.naiboran.com

เมื่และคอยรับภารกิจสืบด่อ จาก ท่านสุกกทันตฤาษี สหายของท่า ในการับเสด็จพระนางจามเทวี จากราสำนักละโว้ไปยังเมืองลำพูน

(แนวคิดนี้เป็นแนวคิดใหม่ ผมไม่ได้เขยนไว้ใน จอมนางหริภุญไชย แตจะ updte เป็นบทความ ว่าด้วยเบื้องหลังการเสด็จจากละโว้ ของพระนางจามเทวี ใน blog นี้ครัย)

หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ในระยะแรกแห่งการขึ้นครองราชย์ และสร้างบ้านสร้างเมืองของพระนางจามเทวีนั้น ท่านสุเทวฤาษีน่าจะเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญอยู่เบื้องหลังโดยตลอด ก็เช่น
       
พระจริยาวัตรของพระนางจามเทวี ในลักษณะของธรรมราชา ด้วยการสร้างวัดและอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างมากมาย 

ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติของ จักรพรรดิราช ตามแบบอินเดียอย่างชัดเจนครับ  

และท่านสุเทวฤาษี ผู้มาจากอินเดีย ก็ย่อมแตกฉานในกลวิธีแห่งการเสริมสร้างพระบารมีในทิศทางเช่นนี้

เพราะจักรพรรดิราช คือฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะทำให้ไพร่บ้านพลเมืองเชื่อถือศรัทธา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเมืองการปกครองในสมัยโบราณ โดยเฉพาะกับบ้านเมืองที่เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นครับ
 
เมื่อถึงตอนนี้ก็อาจมีผู้สงสัยว่า ในเมื่อท่านสุเทวฤาษีควรเป็นฤาษีในศาสนาฮินดูมากกว่าปัญญาชนที่ผ่านการบวชเรียนในพุทธศาสนาแล้วลาสิกขาออกมา (อันเป็นนิยามของฤาษีที่คนไทยเรารู้จักกันในชั้นหลังแล้ว) เหตุใดท่านจึงสนับสนุนพระนางจามเทวีในเรื่องของศาสนาพุทธยิ่งกว่าศาสนาฮินดู 

เพราะไม่มีตำนานกล่าวถึงพระราชกรณียกิจใดๆ ของพระนางจามเทวีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูเลย?

คำถามนี้ อาจจะตอบให้กระจ่างได้ยากนะครับ

แต่ก่อนอื่นเราควรพิจารณาว่า นักบวชรูปใดก็ตาม ที่เดินทางจากประเทศอินเดียมาแสวงโชคในบ้านเมืองที่ห่างไกล ถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ได้นั้น ย่อมจะต้องเป็นผู้ที่รู้จักประนีประนอม ในเรื่องเกี่ยวกับลัทธิความเชื่ออยู่ระดับหนึ่ง

เพราะการที่จะยึดมั่นเอาแต่ลัทธิความเชื่อของตน ในท่ามกลางคนท้องถิ่น ซึ่งนับถือในสิ่งที่แตกต่างออกไป โดยไม่มีการผ่อนปรน หรือดัดแปลงเสียบ้างนั้น ย่อมจะเป็นไปได้ยากครับ ที่จะทำให้คนเหล่านั้นหันมาเชื่อฟัง หรือเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่มีอยู่ได้

เช่นเดียวกัน ไม่ว่าท่านสุเทวฤาษีจะเป็นผู้ถือเคร่งในศาสนาฮินดูมากเพียงใด ท่านก็ต้องคำนึงถึงการที่จะคงบทบาทของตนไว้ได้ในราชสำนักที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งมิใช่อินเดีย ไม่สนใจระบบวรรณะ แต่ยังคงต้องการผู้รู้ในแบบแผนธรรมเนียมของพราหมณ์ สำหรับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ  รวมทั้งการสร้างความมั่นคงแก่สถาบันกษัตริย์ตามแนวความคิดแบบฮินดู ซึ่งได้รับความนิยมมากกว่าแบบพุทธ 

ฤาษีตนใดที่จะได้รับการยอมรับนับถือจากชนชั้นสูง ในอุษาคเนย์สมัยทวารวดีตอนต้น ย่อมจะต้องเป็นเอตะทัคคะ ในการผสมผสานคติความเชื่อ และขนบประเพณีของทั้งสองศาสนา ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนสอดคล้องเสมอครับ

เพราะฉะนั้น เมื่อท่านต้องรับภาระ ในการที่จะต้องช่วยสถาปนาความมั่นคง ให้แก่ราชบัลลังก์ของพระนางจามเทวี ซึ่งเจริญพระชันษาขึ้นมาในราชสำนักที่นับถือศาสนาพุทธ แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาข้าราชบริพารที่ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ก็สมควรอยู่เอง ที่ท่านจะต้องให้ความสนับสนุนพระนางจามเทวีในฐานะของธรรมราชาแบบพุทธ

แต่ท่านสุเทวฤาษีมิได้ละทิ้งศาสนาฮินดูอย่างแน่นอนครับ 

ด้วยว่า ผังนครหริภุญไชยซึ่งเป็นรูปหอยสังข์นั้นเอง คือข้อยืนยันอันไม่อาจปฏิเสธได้


ภาพจาก http://www.rustanyou.com

เพราะในศาสนาพุทธ ไม่มีวิชาการวางผังเมืองให้เป็นรูปหอยสังข์

การคิดวางผังเมืองเป็นรูปหอยสังข์ เป็นวิธีคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูครับ

แล้วเหตุใด จึงต้องสร้างเมืองเป็นรูปหอยสังข์?

อ.วิธูร บัวแดง ผู้เชี่ยวชาญด้านรามัญศึกษากล่าวว่า แผนผังเมืองหริภุญไชยเป็นรูปหอยสังข์ ซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นเทพอาวุธแห่งองค์พระนารายณ์
 
รูปหอยสังข์นี้ได้รับความนิยมมากในสมัยทวารวดี จนถึงกับนำมาทำเป็นเหรียญเงินใช้กันในสมัยนั้นด้วยนะครับ นครรัฐทวารวดีอีกหลายแห่ง ก็มีการใช้ผังเมืองรูปหอยสังข์ลักษณะเดียวกับหริภุญไชย ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม แพร่ พุทไธสง และศรีสัชนาลัย เป็นต้น


ภาพจาก http://www.thaigoodview.com

ผังของนครหริภุญไชย จึงเป็นการจำลองเทพอาวุธของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสิริมงคลอันสูงสุด ตามคติไวษณพนิกายแห่งศาสนาฮินดู สิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นหลักประกันในทางมายาศาสตร์ ถึงความอุดมสมบูรณ์  ความกินดีอยู่ดี  และความเจริญรุ่งเรืองสำหรับพระนครแห่งใหม่นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การจำลองรูปแบบของสังข์มาใช้ ยังน่าจะหมายถึงมายาศาสตร์ในการควบคุมน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของบ้านเมืองสมัยโบราณ 

เพราะผู้ศึกษาเทววิทยาทุกคนย่อมรู้กันดีว่า สังข์ คือสิ่งที่พระนารายณ์ทรงใช้ควบคุมธาตุน้ำ เช่นเดียวกับเทพอาวุธอื่นๆ อีก ๓ ประการ ที่ชาวฮินดูเชื่อกันว่าทรงใช้ควบคุมธาตุดิน ลม และไฟครับ

และสังข์ของพระนารายณ์นั้น ก็มีชื่อเรียกว่า ปัญจชยะ (Panchajaya) หรือ ปัญจชัณยะ (Panchajanya)

และเพราะเหตุนี้ นามเมืองหริภุญไชย จึงมาจากการนำเอาคำว่า หริ ซึ่งหมายถึงพระนารายณ์ มารวมเข้ากับนามของสังข์ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระองค์ เป็น หริปัญจชยะ หรือ หริปัญจชัณยะ แล้วมากร่อนในภายหลังจนกลายเป็นคำว่า หริภุญไชย

(ไม่ใช่เรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมาฉันผลสมอ ดังที่เผยแพร่กันอยู่ทั่วไปหรอกครับ คำอธิบายเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากการตีความของนักปราชญ์รุ่นหลัง ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา และไม่เข้าใจที่มาที่ไปของคำว่า "หริภุญไชย" อีกต่อไปแล้ว จึงต้องพยายามอธิบายด้วยการลากเข้าหาพุทธศาสนา)

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า ท่านสุเทวฤาษีเป็นนักพรตฝ่ายไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุ หรือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุดด้วยนะครับ เพราะ “วิชา” ที่ท่านนำมาใช้วางผังเมืองหริภุญไชยนี้ เป็นเทวศาสตร์ของไวษณพนิกาย

และในประเทศอินเดียทุกวันนี้ ยังมีอีกนามหนึ่งของท่านสุเทวฤาษี คือ วาสุเทพ (Vasudeva) เป็นตำแหน่งของคุรุในสายฤาษีไวษณพนิกายปรากฏอยู่นะครับ แม้ว่าจะไม่เป็นที่นิยมกันแล้ว เพราะเป็นคุรุในสายวิชาที่โบราณมาก จนเข้ากันไม่ได้กับศาสนาฮินดูยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังพอหาได้ในสายวิชาของพระกฤษณะ ซึ่งก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของไวษณพนิกายอยู่ดีครับ


ศาลพระสุเทวฤาษี แยกดอยติ ภาพจาก http://www.teepucks.com

เพราะฉะนั้น แม้จะสนับสนุนพระนางจามเทวีในการวางรากฐานทางศาสนาพุทธอย่างเต็มกำลัง  ท่านสุเทวฤาษีก็ไม่เพียงไม่ละทิ้งศาสนาฮินดู อันเป็นสรณะของท่าน ท่านยังนำมาใช้ในเรื่องที่สำคัญที่สุดตั้งแต่แรก คือการวางรากฐานของนครหริภุญไชยเลยครับ

อีกประการหนึ่ง ขณะที่ทุกตำนานกล่าวถึงแต่ความเป็นพุทธมามกะของพระนางจามเทวี และความเป็นพุทธนครของหริภุญไชย แต่หลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวแก่ศาสนาฮินดูในลำพูนนั้นก็มีอยู่ 

เช่น ประติมากรรมดินเผาขนาดเล็ก สำหรับประดับศาสนสถานต่างๆ ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยเวลานี้ มีส่วนหนึ่งที่ทำเป็นรูปครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์
 
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลซึ่งไม่ค่อยจะเป็นที่ทราบกันทั่วไปด้วยครับ 

กล่าวคือ บริเวณเจดีย์บรรจุกรุพระพิมพ์ดินเผาในวัดมหาวันนั้น ได้มีการขุดพบเทวรูปสำริดพระนารายณ์สี่กร พระลักษมี พระอุมาขนาดเล็กจำนวนมาก 

เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ รู้กันเฉพาะในวงการผู้สะสมพระเครื่องเท่านั้นครับ มิได้ขยายวงไปสู่นักวิชาการ

อีกทั้งแม้เราจะยังค้นไม่พบว่า มีเทวสถานสำหรับประกอบพิธีพราหมณ์ใดๆ ในลำพูน แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เล่าขานสืบต่อกันมาว่า บริเวณที่ตั้งของ วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง ในอดีตนั้นเคยเป็น ศาลพราหมณ์ มาก่อน

เมื่อมีหลักฐานปรากฏดังนี้ เราก็อาจกล่าวได้ว่า ขณะที่ท่านสุเทวฤาษีได้ช่วยเหลือพระนางจามเทวีทั้งในการสร้างนครหริภุญไชย และการปกครองพระนครแห่งใหม่นี้ โดยการวางรากฐานทางศาสนาพุทธเป็นหลัก แต่ท่านก็ได้ผสมผสานทั้งความรู้ และคติความเชื่อในศาสนาฮินดูไว้ด้วยในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังน่าพิจารณาด้วยนะครับ ว่า เมื่อขุนวิลังคะใช้ไสยศาสตร์เดิมพันเอานครหริภุญไชย การแก้อาคมของขุนวิลังคะนั้น อาจกระทำด้วยวิชาของท่านสุเทวฤาษี ผู้ทรงอาคมจากนิกายแห่งพระวิษณุ และรู้จักคุ้นเคยกับไสยศาสตร์ของชาวลัวะเป็นอย่างดี 

มากกว่าที่จะใช้ไสยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับผ้าซิ่น หรือเลือดประจำเดือนของผู้หญิง อันเป็นศาสตร์ของชาวล้านนายุคหลัง ที่เกิดไม่ทันรัชสมัยของพระนางจามเทวี 

ก็เป็นไปได้นะครับ

เพียงแต่ ตำนานทุกฉบับที่กล่าวถึงพระนางจามเทวีนั้น หากว่ามิได้เรียบเรียงโดยพระเถราจารย์ในพุทธศาสนา ก็คัดลอกต่อๆ กันมาในวัดทางพุทธศาสนา 

และเหตุผลของการคัดลอกตำนานเหล่านี้ไว้ ก็ชัดเจนว่าเกี่ยวเนื่องด้วยพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น จึงย่อมไม่มีพื้นที่ให้ศาสนาฮินดูในตำนานเหล่านี้ แม้ว่าเป็นสิ่งที่อาจจะมีความสำคัญอยู่มาก ทั้งในการวางกุศโลบาย และกลยุทธทางการเมืองการปกครอง ในรัชสมัยของพระนางจามเทวีก็ตาม


อนุสาวรีย์พระสุเทวฤาษี แยกดอยติ ลำพูน
ภาพจาก http://www.sookjai.com

แต่ถึงจะมีท่านสุเทวฤาษี ผู้เชี่ยวชาญในการวางโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินอยู่เบื้องหลัง กุศโลบายและกลยุทธทางการเมืองทั้งหลาย ย่อมไม่อาจนำหริภุญไชยไปสู่แว่นแคว้นที่มั่นคงได้ ถ้าองค์พระนางจามเทวีนั้นเองทรงไร้พระปรีชาสามารถ  
               
ดังนั้น ส่วนสำคัญที่สุดในการสถาปนาความเป็นปึกแผ่น เมื่อครั้งปฐมกาลแห่งรัฐหริภุญไชย ก็ยังคงขึ้นอยู่กับพระนางจามเทวีนั่นเองครับ

พระปรีชาสามารถของพระนาง ที่โดดเด่นมาแต่ครั้งเป็นเจ้าหญิงแห่งราชสำนักละโว้ เมื่อทรงได้รับการสนับสนุนจากพระอาจารย์ผู้ทรงบารมีสูง และปัจจัยแวดล้อมที่เพียงพอ แสงแรกแห่งอารยธรรมจึงเรืองรองไปทั่วแผ่นดินล้านนา 

จารึกความสำเร็จของพระนางลงในหน้าประวัติศาสตร์ จนคนรุ่นหลังที่มีอคติต่อความสามารถของผู้หญิงยากที่จะยอมรับได้



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews