Sunday, January 17, 2016

พระนางจามเทวี : การตีความจากตำนาน


พระนางจามเทวี ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นหริภุญไชย มีเรื่องราวปรากฏในตำนานต่างๆ เป็นอันมาก ซึ่งล้วนแต่มีรายละเอียดมากมาย ทั้งสอดคล้องกันและแตกต่างกัน

ที่รู้จักกันมากที่สุด คือ ตำนานมูลศาสนา และ จามเทวีวงศ์ ที่แต่งขึ้นโดยพระเถราจารย์ชาวเชียงใหม่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ซึ่งกล่าวว่าพระนางเป็นธิดาของกษัตริย์แห่งกรุงละโว้ ได้เดินทางพร้อมพระสงฆ์ผู้ทรงพระไตรปิฏก และผู้ชำนาญการแต่ละสาขาอย่างละ ๕๐๐ คน จากเมืองละโว้ หรือกรุงลวปุระ สู่นครหริภุญไชย




แต่ในสำนวนพื้นบ้านลำพูนและเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมุขปาฐะนั้นกล่าวว่า พระนางจามเทวีทรงมีชาติกำเนิดเป็นชาวหริภุญไชยมาแต่เดิม โดยเป็นบุตรีของคหบดีผู้หนึ่ง นามว่า อินตา ส่วนมารดาไม่ทราบชื่อ ทั้งสองเป็นชาวเมงคบุตร อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านหนองดู่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

นอกเหนือจากตำนานทั้งสองฝ่ายดังกล่าวมานี้ ยังมีอีกสำนวนหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมนำมาใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายที่สุด เพราะมีรายละเอียดมากที่สุด คือสำนวนที่ นายสุทธวารี สุวรรณภาชน์ อ้างว่าเรียบเรียงจากบันทึกโบราณที่ได้จากพ่อฤาษีแก้ว ในถ้ำบนดอยขุนตาล ถือว่าเป็นตำนานที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะเพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ และมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อพ.ศ.๒๕๒๕ นี้เอง

ตำนานฉบับนี้กล่าวว่าพระนางจามเทวีเป็นบุตรีของเศรษฐีอินตาเช่นกันครับ และได้มีการบันทึกตามพระชาตาพระนางจามเทวีเมื่อแรกประสูติไว้ว่าตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง พ.ศ. ๑๑๗๖ เวลาจวนจะค่ำ

ทั้งตำนานพื้นบ้านส่วนใหญ่ และตำนานฉบับนายสุทธวารีเล่าตรงกันว่า วันหนึ่งขณะพระนางจามเทวียังเป็นทารกวัยเพียง ๓ เดือน บิดามารดาไม่อยู่บ้าน นกยักษ์ได้โฉบเอาพระนางบินไปถึงดอยสุเทพ ท่านสุเทวฤาษี ซึ่งบำเพ็ญตบะอยู่ที่นั่นจึงแผ่เมตตาจิต ขอให้พญานกปล่อยกุมารีในกรงเล็บ นกยักษ์นั้นก็ปล่อยพระนางร่วงลงกลางดอกบัวหลวงขนาดมหึมา


 

ท่านฤาษีปรารถนาจะเลี้ยงดูพระนางต่อไป จึงใช้พัดช้อนเอาร่างของทารกน้อยจากดอกบัว นำกลับไปที่อาศรม และอธิษฐานให้มีน้ำนมไหลออกจากปลายนิ้วให้กุมารีน้อยนั้นได้ดื่มกินจนกระทั่งเติบใหญ่

แต่ก็ยังมีตำนานชาวบ้านอีกกระแสหนึ่งเล่าว่า เหตุที่พระนางจามเทวีจะต้องจากบิดามารดาไปอยู่กับท่านสุเทวฤาษีนั้น เป็นเพราะพระนางทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ซึ่งบิดาก็ปรารถนาจะยกให้ลูกชายคหบดีบ้านหนองเหวี่ยง แต่เปลี่ยนใจภายหลัง 

คหบดีบ้านหนองเหวี่ยงโกรธมาก จึงยกพวกมาวิวาท แล้วต่างฝ่ายต่างก็ไปชักชวนคนจากที่อื่นๆ มาร่วมด้วยจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต ร้อนถึงพระอินทร์ต้องมีเทวโองการให้พระเวสสุกรรมมาลักพระนางไปให้ท่านสุเทวฤาษีเลี้ยงดูแทน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของชาวลำพูนส่วนใหญ่โน้มไปในทางที่ว่า พระนางจามเทวีได้ไปอาศัยอยู่กับท่านสุเทวฤาษีตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์มากกว่าครับ

ในการเรียบเรียงเรื่องนี้เป็นหนังสือต่างหาก ภายใต้ชื่อว่า จอมนางหริภุญไชย ซึ่งในขณะนี้ (๒๕๕๙) ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว ๕ ครั้ง ผมได้นำเสนอบทสันนิษฐานซึ่งเกิดจากการนำข้อสังเกตในแต่ละตำนานมาปะติดปะต่อกัน ร่วมกับข้อมูลและหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหมด ที่ร่วมสมัยกับยุคของพระแม่เจ้าองค์นี้ เมื่อ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว เท่าที่พอจะทำได้

ซึ่งทำให้ผมได้พบว่า แม้แต่ตำนานที่นักวิชาการทั่วไปไม่ให้ความเชื่อถือเลย คือตำนานฉบับนายสุทธวารี ก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่น่าจะใกล้เคียงความจริงออกมาได้เป็นความยาวถึง ๒๐๐ หน้าในการตีพิมพ์ครั้งล่าสุด

และไม่เกินความจริงที่จะกล่าวว่า นอกจากการตีความ และการตั้งข้อสมมุติฐานเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวอันแท้จริงของพระนางจามเทวีที่ผมกระทำลงไปในหนังสือดังกล่าวแล้ว แทบไม่มีนักวิชาการท่านใดที่ได้ศึกษาวิจัยไว้รอบด้านเช่นนั้นอีกเลยครับ




แม้แต่นักวิชาการท้องถิ่นที่ลำพูนบางท่าน ซึ่งตกอกตกใจกับวิธีการตีความของผม จนกล่าวบริภาษไปต่างๆ นานา จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผลงานอันใดเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีออกมาเป็นรูปธรรม ให้สาธารณชนพิสูจน์ว่าทำได้ดีและถูกต้องกว่าผม

เพราะฉะนั้น เมื่อช่วงปลายปีพ.ศ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ที่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนจัดการเสวนาพระราชประวัติพระนางจามเทวีขึ้น โดยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ ทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลางหลายท่านช่วยกันนำเสนอข้อสันนิษฐานใหม่ล่าสุด

ผมก็จะขอนำข้อสมมุติฐาน ที่ผมเรียบเรียงไว้ในหนังสือ จอมนางหริภุญไชย มาโพสต์ใน blog นี้ ก่อนที่จะวิเคราะห์วิจารณ์ทฤษฏีใหม่ๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิในงานเสวนานั้น ในบทความที่ผมจะโพสต์ต่อจากบทนี้ละครับ

เพื่อให้หลายๆ ท่านที่ไม่ได้อ่านข้อเขียนของผมใน จอมนางหริภุญไชย ได้รับรู้ว่า ผมมีความคิดเห็น และวางแนวทางการตีความและสันนิษฐานเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีไว้อย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับข้อสันนิษฐานใหม่ล่าสุด ของท่านผ้ทรงคุณวุฒิในงานเสวนาดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ผมก็จำเป็นต้องนำมาเล่าใหม่ โดยย่อตามสมควรแก่การอ่านผ่านจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอมือถือ ผู้ที่ได้อ่านแล้วมีความสนใจใคร่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุอันใด ผมจึงตีความไปอย่างนั้น ผมก็ขอให้ไปหาอ่านใน จอมนางหริภุญไชย ซึ่งมีการแจกแจงโดยพิสดารไว้ครบทุกบททุกตอนนะครับ

ตามความเห็นของผม ตำนานที่กล่าวว่าพระนางจามเทวีประสูติในภาคเหนือนั้น ไม่มีหลักฐานอะไรรองรับเลยครับ 

ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ว่า แต่งขึ้นมาจากการเลียนแบบตำนานทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการประสูติในดอกบัว (เลียนแบบกำเนิดพระนางปทุมวดี ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระอรหันตสาวิกาอุบลวรรณาเถรี) และยังมีความซ้ำซ้อนกับตำนานพื้นเมืองอื่นๆ เป็นอันมาก 

เช่นเรื่องการล่องแพไปสู่บ้านเมืองที่เจริญกว่า และได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดี เป็นต้น

และแม้พระนางจะประสูติในละโว้ตามคัมภีร์จามเทวีวงศ์ หรือ ตำนานมูลศาสนาระบุไว้ แต่พระนางก็อาจมีความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง กับนครรัฐทางภาคใต้ในขณะนั้น คือ รัฐรักตมฤติกา ซึ่งเป็นเครือข่ายการค้าทางทะเลในคาบสมุทรมลายู เช่นเดียวกับรัฐศรีวิชัย ซึ่งกำลังเริ่มมีอำนาจขึ้นในเวลานั้น 

เช่นว่า พระนางอาจทรงมีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงจากรัฐรักตมฤตติกา ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้


ซากโบราณสถานยุคพระนางจามเทวีในเมืองยะรัง จ.ปัตตานี
ภาพจาก http://www.oknation.net

ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ เกิดจาก 

๑) การที่ตำนานฉบับนายสุทธวารี ระบุว่าพระนางทรงมีพระพี่เลี้ยงเป็นชาวปักษ์ใต้ มาจากเมืองโบราณใน จ.ปัตตานี ทั้งๆ ที่นายสุทธวารีไม่ควรจะมีความรู้เรื่องโบราณคดีร่วมยุคศรีวิชัยในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งยังไม่แพร่หลายในสมัยของเขา

และ 

๒) การที่คำว่า จาม ในพระนาม จามเทวี นั้น เป็นคำที่ผู้คนในยุคสมัยที่มีการแต่งตำนานต่างๆ เกี่ยวกับพระนางจามเทวีนิยมใช้เรียกคนปักษ์ใต้ โดยเฉพาะคนแถบคาบสมุทรมลายู ซึ่งก็คือคำว่า แขกจาม นั่นเองครับ

ตามความคิดของผม พระเจ้ากรุงละโว้ อาจไม่มีพระราชโอรส และอาจจะทรงเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับนครรัฐศรีวิชัย จึงขอพระราชโอรสของกษัตริย์ศรีวิชัย คือ เจ้าชายรามราช มาเป็นรัชทายาทเตรียมขึ้นครองกรุงละโว้ต่อไป โดยโปรดฯ ให้ไปครองนครรามบุรี ซึ่งนักวิชาการเป็นอันมากเชื่อกันว่า คือนครอโยธยา หรือกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา

และนั่นหมายความว่า ถ้าเจ้าชายพระองค์นี้ได้เสกสมรสกับพระนางจามเทวี ก็จะทำให้อำนาจของกลุ่มนครรัฐทางปักษ์ใต้ คือ ศรีวิชัย กับ รักตมฤตติกา เข้ามาครอบงำละโว้อย่างเต็มรูปแบบไงครับ

นั่นหมายถึง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของละโว้ ในฐานะรัฐเมืองท่าชายฝั่งที่ควบคุมการค้าเป็นเครือข่ายสืบเนื่องถึงรัฐตอนใน อย่าง อู่ทอง นครปฐม ขึ้นไปจนถึงศรีเทพ ฯลฯ ที่เคยสร้างความมั่งคั่งมหาศาล จะเลื่อนไหลไปอยู่ในกำมือของกลุ่มนครรัฐทางภาคใต้ และคาบสมุทรมลายูอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ บรรดากลุ่มอำนาจต่างๆ ในละโว้ จึงต้องหาทางทำลายอำนาจของทั้งพระนางจามเทวี และเจ้าชายรามราช ด้วยการชักนำเจ้าชายโกสัมพีให้นำทัพไทยใหญ่เข้ามา ซึ่งผลของสงคราม แม้พระนางจามเทวีจะได้รับชัยชนะ แต่ก็สูญเสียขุนศึก และกองกำลังของพระนางเองไปมากครับ

และเมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามของพระนางก็อาจควบคุมพระนางและเจ้าชายรามราชไว้ จนทำให้ท่านสุเทวฤาษี ต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งสาส์นมาอัญเชิญพระนางเสด็จขึ้นไปปกครองเมืองใหม่ ที่อยู่ห่างไกลออกไปทางภาคเหนือ 

อันจะทำให้พระนางทรงหลุดพ้น จากวงจรการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองในละโว้ไปอย่างถาวร




เพราะหลังจากนั้นมีตำนานบางฉบับกล่าวว่า เจ้าชายรามราชทรงมีพระชายาองค์ใหม่ครับ ซึ่งก็อาจเป็นเจ้าหญิงที่ผู้กุมอำนาจในละโว้ขณะนั้นสนับสนุนนั่นเอง

การที่ผมสันนิษฐานเช่นนี้ ยังสามารถตอบคำถามอมตะ ที่ควบคู่กับตำนานพระนางจามเทวีได้ด้วยนะครับ

ว่าเหตุใด พระนางจึงต้องรีบร้อนเสด็จไปตามคำเชิญของท่านสุเทวฤาษีทั้งที่กำลังทรงพระครรภ์ 

และเหตุใดพระภัสดาของพระนางจึงมิได้เสด็จไปด้วย

ในขณะเดียวกัน เมืองใหม่ในดินแดนภาคเหนือ คือ หริภุญไชยนั้น ก็ไม่ใช่บ้านเมืองที่มีความพร้อมสมบูรณ์ที่ถูกเนรมิตขึ้นมา ดังตำนานกล่าวอ้างหรอกครับ

ตรงกันข้าม น่าจะเป็นดินแดนล้าหลังเต็มไปด้วยชนเผ่าที่ไร้ความเจริญ เช่น พวกเม็ง และพวกลัวะถือครองอยู่ พระนางจามเทวีจึงต้องทรงนำช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เป็นจำนวนมากไปสร้างเมืองใหม่ที่นั่น

ไม่อย่างนั้น ถ้ามีบ้านมีเมืองมีความเจริญพร้อมสรรพ เพราะฤาษีเนรมิตไว้อยู่แล้ว (ตามที่ตำนานอ้าง) พระนางยังจะต้องทรงนำผู้เชี่ยวชาญอย่างละ ๕๐๐ ขึ้นไปด้วย (ชนิดที่กล่าวตรงกันทุกตำนาน) เพื่ออะไร? จริงไหมครับ?


ภาพจาก http://www.naiboran.com

ซึ่งกว่าจะเสด็จไปถึง ก็ยังต้องฝ่าฟันไปตามเส้นทางที่ยากลำบาก ดังที่ตำนานพื้นบ้านบางสำนวนได้กล่าวถึงอุบัติเหตุในการเสด็จครั้งนั้น และการสูญเสียผู้คนในกระบวนเสด็จครั้งแล้วครั้งเล่า 

ทำให้เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่เหตุอันควรที่เจ้าหญิงซึ่งกำลังทรงพระครรภ์ จะยอมจำจากพระสวามีเพื่อไปครองเมืองใหม่ โดยต้องเสี่ยงกับอันตรายระหว่างทางมากถึงเพียงนั้นเลยครับ

น่าเสียดายที่ว่า เส้นทางที่เสด็จโดยกระบวนเรือ ส่วนหนึ่งได้สูญหายไปในภายหลังอย่างถาวร อันเป็นผลจากการสร้างเขื่อนภูมิพลในยุคของเรา ไม่อย่างนั้นก็อาจหาหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีได้เพิ่มขึ้นมาอีกเยอะ

อย่างไรก็ตาม พระนางจามเทวีทรงประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการสร้างเมืองใหม่ครับ ซึ่งเท่ากับเป็นการประดิษฐานพระพุทธศาสนาครั้งแรก ณ ดินแดนทางภาคเหนือของไทยด้วย

ในบรรดาวัดต่างๆ ที่ตำนานกล่าวว่าได้ทรงสร้างนับพันวัด ก็ปรากฏซากโบราณวัตถุสถานทั่วไปในเขตจังหวัดลำพูนในปัจจุบันที่หลายๆ แห่งมีอายุย้อนไปถึงสมัยหริภุญไชย 

แม้กระทั่งพุทธปราการทั้ง ๔ มุมเมือง ก็ยังคงความเป็นศาสนสถานมาจนทุกวันนี้

และการสร้างเมืองใหม่ของพระนางจามเทวี ก็คงจะกระทบกระเทือนกับพวกลัวะกลุ่มใหญ่ ที่ครองพื้นที่แถบนั้นอยู่ก่อนอย่างแน่นอนครับ




ทำให้เกิดตำนานสงครามขุนวิลังคะ ซึ่งสะท้อนภาพความพ่ายแพ้ของชาวพื้นเมืองต่อผู้ที่มาอยู่ใหม่ และอาจเป็นผลให้ชาวลัวะเข้าร่วมกับพญามังรายโจมตีนครหริภุญไชย ทำลายล้างนครอันรุ่งโรจน์แห่งนี้ได้สำเร็จในอีก ๖๐๐ ปีต่อมา 

แต่ชาวลัวะก็ไม่เคยกลับมาครองความยิ่งใหญ่ ในแผ่นดินลุ่มแม่น้ำปิงอีกเลย

และหลังจากพระนางจามเทวีทรงครองราชย์ไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อพระราชโอรสของพระนาง คือ พระเจ้ามหันตยศเจริญพระชันษาครองเมืองได้ ก็อาจมีเหตุที่พระราชโอรสสองพระองค์จะชิงความเป็นใหญ่กันเอง 

จนพระนางต้องทรงสร้างเมืองเขลางค์นครขึ้นเป็นเมืองแฝด ให้พระราชโอรสองค์รองไปปกครอง ตามตำนานที่เกี่ยวกับพระเจ้าอนันตยศที่ไปเว้าวอนขอเมืองใหม่จากพระราชมารดา พอได้สมพระประสงค์แล้วก็มีการเดินทางไปขอกับพระฤาษีองค์โน้นองค์นี้นั่นละครับ

ซึ่งในระยะแรก ก็คงเป็นพระนางอีก ที่ทรงวางรากฐานความเจริญทุกอย่างให้กับเขลางค์นคร เฉกเช่นที่พระนางทรงกระทำไว้กับหริภุญไชย

แต่เมื่อเขลางค์นครเติบโตได้เป็นอย่างดีแล้ว พระเจ้าอนันตยศก็พยายามปฏิเสธอำนาจของหริภุญไชยด้วยการพยายามให้พระราชมารดาประทับอยู่แต่ในเขลางค์นครของพระองค์

ซึ่งผมแปลกใจมากว่า เหตุใดผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีในอดีต ต่างพากันมองข้ามประเด็นนี้ไปกันหมด ทั้งๆ ที่ตำนานบ่งบอกไว้อย่างชัดเจน  เกินกว่าจะให้ตีความไปทางอื่นได้

และพระนางจามเทวีก็ทรงแก้ไขปัญหานี้ ด้วยพระปรีชาสามารถ คือเสด็จไปประทับอยู่ที่อาลัมพางค์นคร ซึ่งเป็นเมืองใหม่ต่างหาก ทำให้เห็นได้ว่าพระนางไม่ทรงเข้าด้วยกับพระราชโอรสองค์ใดทั้งสิ้น ต่อเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว พระนางจึงเสด็จกลับหริภุญไชย และเสด็จสวรรคตที่นั่น

จากแนวทางสันนิษฐานดังที่ได้กล่าวมาโดยย่อนี้ เราจะเห็นกันว่าพระนางจามเทวีไม่เพียงเป็นกษัตริยาพระองค์แรก บนผืนแผ่นดินที่ปัจจุบันประกอบเป็นประเทศไทยของเราเท่านั้น 

พระนางยังทรงเป็นผู้นำแสงแรกแห่งอารยธรรมสู่ดินแดนล้านนา ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกที่นั่น ด้วยพระปรีชาสามารถในด้านการเมืองการปกครองที่ชาญฉลาด อันเป็นผลให้บ้านเมืองที่พระนางสร้างขึ้นนั้น มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาเป็นเวลานานถึง ๖๐๐ ปี

ในขณะเดียวกันกับที่โดยส่วนพระองค์เอง พระนางกลับต้องทรงเผชิญโชคชะตาอันโหดร้ายโดยตลอดครับ

ไม่ว่าการที่ทรงสูญสิ้นอำนาจในบ้านเกิดเมืองนอน ต้องทรงพลัดพรากจากพระสวามี และทรงฟันฝ่าความยากลำบากต่างๆ ตลอดการเดินทางที่ยาวนานรอนแรมในป่าเขาถึง ๗ เดือน ทั้งที่ยังทรงพระครรภ์ แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยอันมั่นคงเข้มแข็งของพระนาง จนไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้ถึงเพียงนั้น


ภาพจาก http://www.magazinechiangmai.com

เชื่อกันว่า เมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติที่ลำพูน พระนางทรงมีพระชนมายุได้ ๒๔-๒๖ พรรษาเท่านั้น

...ถ้าเทียบกับสมัยนี้ แม้จะยังคงอยู่ในวัยที่ถูกถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่เมื่อมองจากสายตาของผู้ใหญ่แล้วก็ต้องถือว่า “ยังเด็ก” ครับ

ปัจจุบัน แม้จะมีหลักฐานในทางวิชาการจำนวนหนึ่ง ที่รองรับถึงการมีตัวตนจริงของพระนาง และเรื่องราวหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระนาง แต่รายละเอียดปลีกย่อยนั้นก็ยังมืดมนกันอยู่ แม้แต่แนวทางการสันนิษฐานของผมดังได้บรรยายไปแล้ว ก็เป็นเพียงข้อสมมุติฐานหนึ่งเท่านั้นนะครับ

เมื่อมีการจัดเสวนาที่ลำพูนครั้งล่าสุด ตามที่ผมกล่าวถึงข้างต้น จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายอันดี ที่จะนำไปสู่การสังคายนาพระราชประวัติพระนางจามเทวี และประวัติศาสตร์ยุคเริ่มต้นของดินแดนล้านนาอย่างจริงจังเสียที

นั่นหมายถึง---ผมกำลังหวังอย่างยิ่งว่าจะมีข้อสันนิษฐานใหม่ ที่ดีกว่าที่ผมทำไว้แล้ว เกิดขึ้นในการเสวนาดังกล่าว

เพราะลำพังตัวผมเอง ก็นับว่าได้ทำไปในทุกสิ่งที่ทำได้อย่างเต็มกำลัง เต็มสติปัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว และถึงตอนนี้ ก็ล่วงเลยเวลาและโอกาสที่จะกลับไปทำในสิ่งที่ดีกว่านั้นได้แล้ว


แต่สิ่งที่เกิดขึ้น จะเป็นไปดังที่ผมหวังไว้หรือไม่ อาทิตย์หน้า ผมอาจจะได้มาเฉลยให้อ่านกันครับ



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, January 12, 2016

การบูชาพระนางจามเทวี


หากว่ามีพระรูปของพระนางจามเทวีที่จัดสร้างขึ้นสำหรับการบูชาโดยตรง ควรประดิษฐานพระรูปนั้น ให้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศเหนือ
 
เนื่องจากพระรูปบูชาพระนางจามเทวีมักเป็นปางประทับยืน หากจัดรวมไว้ในโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปชนิดหมู่ ๗ ก็ควรตั้งไว้บนโต๊ะปีกซ้ายล่าง หรือปีกขวาล่างนะครับ ไม่สมควรตั้งอยู่ตรงกลาง




ส่วนโต๊ะยาวที่อยู่ตรงกลางชั้นล่างของโต๊ะหมู่ ระหว่างโต๊ะปีกซ้ายล่างและปีกขวาล่างนั้น ถ้าตั้งพระบูชาพระรอดหลวง หรือไม่ก็ พระฤาษีวาสุเทพ อย่างใดอย่างหนึ่งได้จะดีที่สุด

กรณีของพระฤาษีวาสุเทพนั้น ที่ผ่านมาผมเห็นมีการจัดสร้างเพียง ๒ ครั้ง ครั้งแรกโดย ครูบาเหนือฤทธิ์ วัดท่านาค เชียงใหม่ เมื่อราวๆ ๓-๔ ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้บูชาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเห็นจะจัดหาได้ยาก 

ครั้งที่ใกล้ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้สักหน่อย คือการจัดสร้างโดย พระมหาภาณุพงษ์ ธมฺมธารี วัดน้ำบ่อเหลือง ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน แต่เป็นขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว เพิ่งทำพิธีมังคลาภิเษกเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมานี้เอง

แต่ถ้าผู้สนใจมาพบบทความนี้ช้าไป ยังไม่ทันรุ่นนี้อีก ก็คงต้องรอกันครับ ต่อไปมีที่ใดจัดสร้างขึ้นมาอีก ผู้บูชาพระนางจามเทวีควรรับมาบูชา จะเป็นมงคลอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นพระอาจารย์ของพระนางจามเทวี

และโต๊ะปีกอีกข้างหนึ่ง จะต้องมีเทวรูป หรือไม่ก็พระรูปของอดีตกษัตริย์ หรือราชนารีพระองค์ใดก็ได้ เช่น สมเด็จพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ฯลฯ ที่เป็นพระรูปยืนเช่นกันประดิษฐาน

ไม่เช่นนั้นจะต้องจัดแท่นสำหรับประดิษฐานต่างหากครับ

หากประดิษฐานโดยลำพัง พระรูปของพระนางจามเทวีนั้นควรประดิษฐานบนแท่นไม้ หรือตั่งทรงเตี้ย เพราะเป็นพระรูปยืน ไม่สมควรตั้งบนโต๊ะรองหรือตั่งทรงสูง

ซึ่งถ้ามีพระฤาษีวาสุเทพ เราสามารถตั้งพระฤาษีวาสุเทพเป็นประธาน โดยต้องประดิษฐานบนโต๊ะรองหรือตั่งที่มีขนาดสูงสักหน่อย (เพราะเป็นพระนั่ง จะได้สูงกว่าพระนางจามเทวีซึ่งเป็นพระยืน) แต่ถ้าเป็นขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วของวัดน้ำเบ่อเหลือง ก็ใช้ตั่งทรงเตี้ยได้นะครับ เพราะมีความสูงเพียงพออยู่แล้ว


พระฤาษีวาสุเทพ วัดน้ำบ่อเหลือง ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว 

จากนั้นก็ขนาบสองข้างของพระฤาษีวาสุเทพ ด้วยพระรูปพระนางจามเทวีครองเมือง และพระรูปพระนางจามเทวีสละราชสมบัติ ซึ่งถ้าบูชาของวัดสันป่ายางหน่อมก็จะได้ขนาดที่เท่ากันพอดี ตรงกลางหน้าโต๊ะที่วางพระฤาษีวาสุเทพ เว้นที่ไว้สำหรับถวายหมาก เพราะพระฤาษีทุกองค์ชอบกินหมาก

ที่กล่าวมานี้ จะเท่ากับเป็นการบูชาพระนางจามเทวีที่สมบูรณ์ครบชุดเลยครับ มีทั้งพระอาจารย์และศิษย์เอกอยู่ด้วยกัน อำนาจบารมีของพระวาสุเทพ จะช่วยส่งเสริมให้การบูชาพระนางจามเทวีนั้นได้ผลรวดเร็วและสมบูรณ์

ส่วนถ้าไม่มีพระฤาษีวาสุเทพ แล้วจะเปลี่ยนเป็นพระรูปชีแทนนั้น ไม่แนะนำครับ

ควรจะบูชาพระรูปพระนางจามเทวีองค์ใหญ่สูงสัก ๑๑ นิ้ว ปางใดก็ได้ หรือถ้ามีวัดใดจัดสร้างเป็นพระรูปนั่งบัลลังก์หรือนั่งแท่น ก็ให้จัดหาโต๊ะรองหรือตั่งทรงสูงหรือเตี้ยตามความเหมาะสม แล้วขนาบด้วยพระรูปปางครองเมือง กับปางสละราชสมบัติอย่างละองค์ จะดีกว่า

การจัดวางพระรูปองค์ประธาน และพระรูปอีกสององค์ขนาบซ้ายขวา ถ้าจะให้สวยงาม ไม่ควรวางเรียงแถวหน้ากระดานนะครับ 

ควรวางเป็นรูปสามเหลี่ยมเมื่อมองจากด้านบน โดยตำแหน่งปลายยอดของสามเหลี่ยมนั้นคือด้านในสุดของแท่นบูชาที่พิงผนัง เป็นตำแหน่งของพระรูปองค์ประธาน เยื้องออกมาซ้ายขวาคือพระรูปทั้งสองปางดังกล่าวแล้ว จะดูสวยโปร่งตาและไม่น่าเบื่อครับ




ที่ว่างด้านหน้าองค์ประธาน สามารถวางพานใส่วัตถุมงคลของพระนางจามเทวี เช่นพระห้อยคอที่ได้มาแบบไม่มีกล่อง หรือผ้ายันต์ผืนเล็กที่พับไว้ก็ได้ แต่อย่าวางพระรอดองค์เล็ก หรือพระเครื่องอื่นนะครับ

ส่วนถ้าเป็นวัตถุมงคลที่ได้มาแบบมีกล่องบรรจุเรียบร้อย ก็เอาไปเก็บไว้ในตู้นะครับ ไม่ต้องเอาไปวางบนแท่นบูชา

เครื่องบูชาที่ควรมีไว้ประจำได้แก่ พัดโบกแบบมีขาตั้ง ๑ คู่ ใช้เป็นเครื่องสูง และถ้าหากเป็นบุหงาพัดโบกแบบมีขาตั้ง ก็เท่ากับถวายของหอม เป็นสุคนธบูชาได้ในขณะเดียวกัน ซึ่งควรใช้นะครับถ้าตั้งพระบูชาพระนางจามเทวีเป็นประธาน




เพราะถ้าจัดวางสองข้างของพระรูปองค์ประธาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปางยืนหรือปางนั่ง พัดโบกชนิดนี้จะช่วยเน้นให้เกิดความสง่างามและสูงศักดิ์ 

แต่ถ้าเป็นบุหงาพัดโบกแบบมีขาตั้ง จะมีอยู่เพียงแบรนด์เดียวนะครับ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถูกต้อง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายเดียวกับกำยาน ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไป

ควรถวายพานพุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ หรือพุ่มผ้าตาด ๑ คู่ อย่าใช้พานพุ่มเงินพุ่มทองนะครับ เว้นแต่จะเป็นพุ่มทองทั้งคู่จึงอนุโลม ถ้าตั้งพุ่มเงินพุ่มทองข้างละพาน แบบที่ทำกันทั่วไป อย่างนั้นเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผิดธรรมเนียมราชสำนัก




นอกจากนั้นก็คือเครื่องบูชาพื้นฐาน ได้แก่กระถางธูป เชิงเทียน ๑ คู่ เชิงกำยาน แจกันดอกไม้หรือพานสำหรับวางพวงมาลัย ๑ คู่  ถ้วยน้ำ ภาชนะใส่ของไหว้ และถ้วยน้ำ 

ซึ่งที่กล่าวมานี้ ควรเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด จะเป็นเครื่องทองเหลือง เครื่องเบญจรงค์ลายน้ำทอง เครื่องคลือบเซรามิคเพนท์ลายทอง หรือเครื่องแก้วก็ได้

ถ้ายังมีที่วางหน้าแท่นบูชา ควรถวายพระขรรค์พร้อมแท่นรอง ๑ เล่ม เพราะเป็นเทพอาวุธสำคัญของพระนางจามเทวีครับ



ผมแนะนำว่า ควรเป็นพระขรรค์ที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ ซึ่งมีแหล่งผลิตใน จ.อุตรดิตถ์ และสามารถหาแบบที่ผ่านการปลุกเสกได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นพระขรรค์ขนาดเล็กที่วัดต่างๆ สร้างขึ้นเป็นเครื่องรางสำหรับบูชาติดตัว ก็สามารถนำไปวางใส่พานปะปนกับวัตถุมงคลของพระนางจามเทวีหน้าพระรูปองค์ประธานได้

ผู้บูชาที่ชอบเรื่องของช้างผู้ก่ำงาเขียว ยังสามารถจัดหาช้างที่เป็นงานหัตถกรรมไม้แกะสลัก หรือหล่อด้วยเรซินสวยๆ สัก ๑ คู่ ที่มีรูปลักษณ์แบบเดียวกัน ตั้งประดับมุมซ้ายขวาของแท่นบูชา

แต่ถ้าจะถวายม้าทรงด้วยถือว่ามากเกินไป แท่นบูชาไม่ควรรกรุงรังมากครับ เพราะพระนางจามเทวีทรงเป็นกษัตริย์ โปรดความเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน

ถ้าพระรูปเป็นแผ่นภาพใส่กรอบสำหรับตั้งโต๊ะ ควรจัดเครื่องบูชาเฉพาะแจกันหรือพานดอกไม้เท่านั้น ไม่ต้องมีเครื่องบูชาอื่น ถ้าพระรูปเป็นแบบแขวนไม่ต้องจัดเครื่องบูชา

และถ้าประดิษฐานพระรูปเพียงองค์เดียว ในโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปดังกล่าวไปแล้วตอนต้นของบทความนี้ ถวายดอกไม้อย่างเดียว ไม่ต้องถวายของไหว้ครับ  
        
สำหรับขั้นตอนการบูชาด้วยของไหว้ มีดังต่อไปนี้ :  

๑) เตรียมของไหว้ใส่ภาชนะ ของไหว้พระนางจามเทวีประกอบด้วยขนมไทยชนิดใดก็ได้ที่ผู้หญิงชอบกินและไม่มีเนื้อสัตว์ปน แต่ทำจากไข่ นม หรือเนยได้ ๒ อย่าง ผลไม้ชนิดที่ไม่เปรี้ยว ๑ อย่าง มะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวเผา ๑ ลูก น้ำอ้อย ๑ ถ้วย น้ำเปล่า ๑ ถ้วย จัดรวมไว้ในถาดเดียวกัน
     
๒) ยกถวาดของไหว้ขึ้นตั้งไว้บนโต๊ะ เบื้องหน้าแท่นบูชา ถวายดอกไม้ เผากำยานจุดเทียน จุดธูป ๗ ดอก ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วจึงว่าคาถาบูชาพระนางจามเทวี ดังนี้ :

ยา เทวี จามะเทวี นามิกา อะภิรูปา อะโหสิ ทัสสะนียา ปาสาทิกา พุทธะสาสะเน จะ อะภิปะสันนา, สา อะตีเต เมตตายะ เจวะ ธัมเมนะ จะ หะริภุญชะยะ ธานิยา รัชชัง กาเรสิ, หะริภุญชะยะ นะคะระ วาสีนังปิ มะหันตัง หิตะสุขัง อุปาเทสิ, อะหัง ปะสันเนนะ เจตะสาตัง วันทามิ สิระสา สัพพะทาฯ

ข้าพเจ้าขอน้อมอัญเชิญ องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ขอได้โปรดเสด็จมา ณ สถานที่บูชาแห่งนี้ เพื่อทรงรับการถวายบูชาจากข้าพเจ้าฯ
         
๓) ปักธูป ๗ ดอกในกระถางธูป จุดธูปเพิ่มตามจำนวนภาชนะที่ใส่ของไหว้ อธิษฐานถวายเครื่องสังเวย ดังนี้ :

อิมัง สูปะพะยัญชะนะ สัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง จามะเทวัสสะ ปูเชมิฯ

ข้าพเจ้าขอน้อมถวายบรรดาของไหว้ อันมีรสเลิศเหล่านี้ เป็นเทวบูชาแด่องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ขอพระแม่เจ้าได้โปรดทรงรับเครื่องบูชาเหล่านี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าพเจ้าฯ

แล้วปักธูปลงบนอาหารภาชนะละ ๑ ดอก ถ้าเป็นมะพร้าวอ่อน หรือขนมที่เป็นน้ำ ไม่ต้องปักธูป 
 
๔) อธิษฐานตามแต่ปรารถนา ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม หรืออธิษฐานตามคุณสมบัติของพระนางจามเทวี คือขอให้ประทานสิริมงคลในเรื่องของ :

-ความมีเสน่ห์ เมตตามหานิยม ความเป็นที่รัก การเจรจาค้าขาย โชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข

-วาสนาบารมี ได้รับความเมตตาเกื้อหนุนอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพเชื่อถือ ยำเกรง ไว้วางใจ จากผู้น้อย ก้าวหน้าในสายงานที่ทำ หรือเจริญรุ่งเรืองในกิจการที่ตนเป็นเจ้าของ

-สามารถเอาชนะศัตรู ทำลายอิทธิพลมืด ข้ามพ้นคดีความ อุปสรรคและความยากลำบาก บรรลุซึ่งผลสำเร็จในทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ทุกประการ

-ผลสำเร็จในการทำบุญกุศลที่เป็นโครงการใหญ่ หรือกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา

-ได้ครอบครองทรัพย์สิน ของมีค่าหายาก บุคลากร หรือเครื่องมือที่จะใช้ทำงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วง

๕) รอจนธูปหมดทุกดอก อธิษฐานให้พระนางจามเทวีปกปักรักษาผู้บูชาและบุคคลอันเป็นที่รักตลอดไป แล้วอัญเชิญเสด็จกลับ ดังนี้ :
         
เยสุปะยุตตา นะมะสาทันเหฯ
         
ข้าแต่องค์พระแม่เจ้าจามเทวี ด้วยการถวายบูชานี้ ได้สำเร็จโดยบริบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าขอน้อมอัญเชิญพระแม่เจ้าเสด็จกลับสู่ทิพยสถาน อันเป็นที่ประทับแห่งพระองค์ และในการบูชาครั้งต่อไป ขอได้โปรดเสด็จกลับมาอีก ขอพระบารมีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระนางจามเทวี จงปกปักรักษาข้าพเจ้าตลอดไป ชั่วกาลนานเทอญฯ
         
๖) ดับเทียน  ลาเครื่องสังเวยด้วยคาถานี้:
         
เสสัง มังคะลา ยาจามิฯ

ข้าพเจ้าขออนุญาตลา เครื่องสังเวยบูชาเหล่านี้ อันได้น้อมถวายแด่องค์พระนางจามเทวีแล้ว และขอแบ่งไปรับประทานเป็นสิริมงคลต่อไป ขอทรงประทานเทวานุญาตด้วยเทอญฯ
         
แล้วแบ่งใส่ภาชนะอื่นไปรับประทานกันในบ้านต่อไป
                    
การถวายของไหว้ ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยงวัน ควรถวายเดือนละ ๑ ครั้ง จะมากกว่านี้ก็ได้นะครับ แล้วแต่ศรัทธา แต่ไม่ควรน้อยกว่านี้
  
ในการบูชาประจำวัน สามารถถวายดอกไม้อย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องจุดธูปเทียนบูชา แต่ควรเผากำยานถวายเช้าก่อนออกจากบ้าน และกลางคืนก่อนนอน ครั้งละ ๑ ดอกแล้วว่าคาถาบูชา

การบูชาพระนางจามเทวี ถ้ามีการเผากำยานถวายจะดีเยี่ยม เพราะพระนางทรงเป็นกษัตริย์โบราณเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในพระราชวังตลอดจนตำหนักที่ประทับ จะมีการเผากำยานเครื่องหอมเป็นปกติ

แต่กำยานนั้นไม่ควรใช้ของแขกอินเดียนะครับ เพราะมีมูลสัตว์ (ขี้วัว) ผสม คนอินเดียที่บูชาวัวนับถือว่าเป็นของสูง แต่ถ้าเอามาใช้กับเจ้านายไทยเราถือเป็นของอัปมงคล ควรใช้กำยานอย่างดีที่เป็นกลิ่นดอกไม้ไทย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพากเพียรในการเสาะหาสักหน่อยครับ




ที่ผมแนะนำเพราะใช้เองอยู่ก็คือ ผลิตภัณฑ์กำยานของ แก้มนวล (ตามภาพประกอบ) ซึ่งทำจากสมุนไพรและหัวน้ำหอมชั้นดีตำรับชาววังแท้ ซึ่งหอมจริง เป็นที่โปรดปรานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

ใครสนใจก็ไปหาดูใน link นี้ครับ https://shreegurudevamantra.blogspot.com/2016/06/mystica.html

อย่าไปเอาของถูกที่ขายกันห่อละร้อยเม็ดในจตุจักรเป็นอันขาดครับ แบบนั้นจะได้มะเร็งเป็นของแถม

เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ควรเผากำยาน จุดธูปเทียนบูชาและถวายดอกไม้ทุกครั้ง  แต่ไม่จำเป็นต้องถวายเครื่องสังเวยนะครับ เว้นแต่จะตรงกับวันที่ถวายเครื่องสังเวยตามปกติ 

และเมื่อถึงวันสงกรานต์ หลังจากสรงน้ำพระพุทธรูปแล้ว ควรอัญเชิญพระรูปพระนางจามเทวีออกมาทำความสะอาด และสรงน้ำเช่นกัน เรียกว่า ถวายอภิเษก (Abhishek) ยกเว้นพระรูปที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษไม่ต้องสรงน้ำ

จากนั้นประกอบพิธีบูชา ถวายดอกไม้และของไหว้เป็นกรณีพิเศษ ก็คือจัดของไหว้ให้มากอย่างขึ้นหน่อยครับ ถือเป็นวันบูชาประจำปี 
       
น้ำอภิเษก หรือน้ำที่สรงแล้วเป็นเสมือนน้ำทิพย์มนต์ สามารถใช้ปะพรมทั่วบริเวณบ้าน ขับไล่อาถรรพณ์ ชำระสิ่งอัปมงคลดีนัก 


   
                
พระบูชาพระนางจามเทวี มักจัดสร้างโดยวัดต่างๆ  ผ่านพิธีมังคลาภิเษกด้วยการเจริญพระพุทธมนต์โดยพระเกจิอาจารย์ที่ทรงศีลาจาริยาวัตรงดงาม ผู้ที่จะบูชาพระองค์ให้ได้ผล จึงควรทำบุญอย่างสม่ำเสมอ และหาโอกาสปฏิบัติธรรมบ่อยๆ โดยอย่างน้อยก็รักษาศีลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

เมื่อทำบุญอะไรสำเร็จก็ตาม พึงถวายดอกไม้ ธูปเทียน เผากำยานบูชาพระนางจามเทวี และบอกกล่าวถวายบุญนั้นเป็นกุศลบูชา จะนำมาซึ่งมหามงคลมากไม่มีประมาณ


อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงให้ห่างจากแหล่งอบายมุขทุกชนิด การพนันหรือการเสี่ยงโชคใดๆ  เพราะเป็นสิ่งที่ทรงรังเกียจครับ



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Wednesday, January 6, 2016

วัตถุมงคลพระนางจามเทวี



ภาพจาก http://www.dhammathai.org

การสร้างวัตถุมงคลเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีนั้นมีมานาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ในพ.ศ.๒๕๒๕

และที่นิยมกันในวงการพระเครื่องมากที่สุด น่าจะเป็น เหรียญพระนางจามเทวี รุ่น ๗๐๐ ปี วัดหนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ซึงนับว่าเป็นเหรียญพระนางจามเทวีรุ่นแรกสุดครับ


ภาพจาก http://uauctio.uamulet.com
 
ปัจจุบัน คติการนับถือบูชาพระนางจามเทวีแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือ ทำให้มีการจัดสร้างพระรูปและวัตถุมงคลพระนางจามเทวีสำหรับบูชาโดยวัดต่างๆ ที่มีพระรูปหรือพระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานอยู่ แต่ในที่นี้ผมขอกล่าวเฉพาะวัตถุมงคลเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีที่สร้างในลำพูน เพื่อเป็นการบันทึกไว้ เพราะบางอย่างก็หาไม่ได้แล้วครับ 

ที่น่าสนใจพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้


ภาพจาก http://uauction2.uamulet.com

๑) พระกริ่งจามเทวี วัดบ้านปาง อ.ลี้ อันเป็นสถานที่สำคัญในประวัติครูบาศรีวิชัย

ลักษณะเป็นพระรูปประทับนั่งแบบวัชราสนะ (ขัดสมาธิเพชร) บนฐานบัว พระพักตร์ตลอดจนพระลักษณะงดงามบอบบางและดูสงบเยือกเย็น ใต้ฐานบรรจุกริ่ง 
ฝีมือการออกแบบและมาตรฐานการสร้างอยู่ในขั้นดี  

พิธีมังคลาาภิเษกเมื่อ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘  


ภาพจาก http://mongkol88.blogspot.com

๒) เหรียญที่ระลึกสร้างพระราชานุสาวรีย์ ทำด้วยโลหะผสม ไม่ทราบองค์กรที่จัดสร้าง

ด้านหน้ามีพระรูปพระนางจามเทวีประทับยืนพิมพ์นูนต่ำ รายละเอียดฉลองพระองค์ไม่เหมือนพระรูปบนราชานุสาวรีย์ เข้าใจว่าช่างผู้สร้างออกแบบก่อนที่จะทันเห็นพระรูปดังกล่าว

ด้านหลังมีจารึกข้อความร่วมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ฝีมือการออกแบบอยู่ในขั้นพอประมาณ


พิธีมังคลาภิเษก ณ ลานพระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี ที่หนองดอก มีพระมหาเถระเกจิอาจารย์ ในยุคนั้น 

เช่น ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า
, ครูบาวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม, ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง, ครูบาหล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง, ครูบาอินตา วัดห้วยไซ, หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง, ท่านเจ้าคุณธรรมโมลี วัดพระธาตุหริภุญชัย เป็นต้น

รวมถึงพิธีพราหมณ์บวงสรวงตามประเพณีอย่างถูกต้อง



ภาพจาก http://settheetham.com

๓) พระรูปบชา พระนางจามเทวี วัดท่าซุง ขนาดบูชา จัดสร้างโดย พระสุพรหมญาณเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) 

พิธีมังคลาภิเษกที่ วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร วัดท่าซุง เมื่อวันที่ ๘ ก.พ. พ.ศ.๒๕๓๕ ถือเป็นพระบูชารุ่นแรกๆ ของพระนางจามเทวี ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันทั่วไปนัก 

ฝีมือการออกแบบอยู่ในขั้นดีครับ  สัดส่วนเค้าโครงของพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์ เป็นการจำลองจากพระราชานุสาวรีย์ได้อย่างงดงาม รายละเอียดคมชัด



      
๔) พระรูปบูชา พระนางจามเทวีทรงสละราชสมบัติออกผนวช วัดจามเทวี ถือได้ว่าเป็นวัตถุมงคลชิ้นเยี่ยมของวัด และได้รับการออกแบบจัดสร้างอย่างดีที่สุดในบรรดาพระรูปทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนี้ 

พระรูปดังกล่าวมีขนาดสูง ๙ และ ๑๙ นิ้ว เป็นรูปลอยองค์ประทับยืนย่างพระบาทบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย  พระหัตถ์ขวายกขึ้นประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายทรงดอกบัว สัดส่วนเค้าโครงของพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์ เป็นการจำลองจากพระราชานุสาวรีย์ได้อย่างงดงาม รายละเอียดคมชัด 

พระรูปชุดนี้ทำอยู่ ๒ คราว คราวแรกทำขนาด ๙ นิ้วทำด้วยโลหะผสมรมสีมันปู ส่วนองค์ใหญ่ชุบสีทองบลอนด์นั้นทำทีหลัง งามไม่เท่าองค์เล็ก

ปัจจุบัน (๒๕๕๙) พระรูปดังกล่าวนี้หมดไปแล้ว แต่ได้มีการผลิตซ้ำเฉพาะขนาดสูง ๙ นิ้วซึ่งไม่สวยเท่าของเดิม 




๕) พระรูปบูชา พระนางจามเทวีครองเมือง วัดจามเทวี เป็นพระรูปลอยองค์ประทับยืนบนแท่นกลม ขนาด ๑๑ และ ๑๙ นิ้ว 

องค์ที่ใหญ่กว่านั้นสร้างขึ้นก่อน ทำด้วยโลหะผสมชุบสีทองบลอนด์ สัดส่วนเค้าโครงพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์จำลองจากพระราชานุสาวรีย์ทุกอย่าง ฝีมืองดงามประณีต รายละเอียดคมชัด แต่สัดส่วนพระรูปผิดหลักทัศนียวิทยาไปบ้าง

ส่วนองค์เล็กขนาด ๑๑ นิ้วที่สร้างต่อมานั้น พระพักตร์งามสู้องค์ใหญ่ไม่ได้ แต่สัดส่วนใกล้เคียงกับที่พระราชานุสาวรีย์มากกว่า ปัจจุบันคงจะมีเหลือแต่ที่เป็นบล็อกเลียนแบบ



      
๖) พระรูปบูชา ธรรมสถานวัดดอนแก้ว พ.ศ.๒๕๒๙ เป็นรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองเหลือง และทองเหลืองรมสีเม็ดมะขามขนาดสูง ๙ และ ๑๑ นิ้ว จำลองแบบพระราชานุสาวรีย์

พระบูชารุ่นนี้ จะเรียกว่างดงามไม่ได้นะครับ เพราะพูดตรงๆ คือ ไม่เหมือนพระราชานุสาวรีย์เลย ศิราภรณ์และเครื่องประดับ ตลอดจนฉลองพระองค์ก็ผิดส่วน 

แต่ศักดิ์สิทธิ์ และมีประสบการณ์มากที่สุดครับ

ในรุ่นเดียวกันนี้ ยังมีพระรูปจำลองจากพระราชานุสาวรีย์ขนาดเล็ก สำหรับแขวนหน้ารถ ซึ่งมีสัดส่วนและรายละเอียดงดงามถูกต้องตามแบบพระรูปจริงมากกว่าพระรูปองค์ใหญ่ที่กล่าวมาแล้ว 

พิธีมังคลาภิเษก ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๙ ณ ธรรมสถานวัดดอนแก้ว โดยพระคณาจารย์ทรงสมณศักดิ์ในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ๖ รูป มีพระราชธีราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนในขณะนั้นเป็นประธาน และมีพระเกจิชื่อดัง เช่น ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ร่วมด้วย



  
๗) พระรูปขนาดบูชาหน้ารถ ธรรมสถานวัดดอนแก้ว จำลองแบบจากพระราชานุสาวรีย์ มี ๒ รุ่น รุ่นแรกสูง ๒.๕ นิ้ว รุ่นต่อมาสูง ๓ นิ้ว 

ทั้งสองรุ่น ฝีมือการออกแบบและรายละเอียดอยู่ในขั้นดีมาก มีสัดส่วนและรายละเอียดงดงามกว่าพระรูปขนาดบูชาทุกรุ่นของสำนักนี้ จะเป็นรองก็เพียงรูปลอยองค์เล็กสำหรับแขวนหน้ารถ  ในรุ่นอนุรักษ์ธรรมสถานวัดดอนแก้วเท่านั้น

พระรูปทั้งสองรุ่นนี้ ทำออกมาพร้อมกับครอบพลาสติกแบบถาวร สำหรับตั้งบูชาหน้ารถ ครอบพลาสติกออกแบบดีกว่าพระบูชาหน้ารถของวัดทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกัน

โดยรุ่นแรกนั้นจะมีจุดสังเกตว่า การประกอบพระรูปเข้าในครอบพลาสติก จะยึดแนวพระบาทและด้านหน้าพระองค์เป็นหลัก แทนที่จะยึดทิศทางที่พระพักตร์หันไป ทำให้พระพักตร์หันไปทางขวามากเกินไป

ส่วนรุ่นต่อมา การประกอบไม่ผิดพลาด แต่การหล่อจากโรงงานไม่ดีทำให้ใต้ฐานเอียงไปเล็กน้อย

วัตถุมงคลทั้งสองรุ่นนี้ ไม่มีรายละเอียดการจัดสร้างและพิธีมังคลาภิเษกครับ




๘) พระรูปบูชา พระนางจามเทวีทรงสละราชสมบัติออกผนวช วัดสันป่ายางหน่อม พิมพ์เดียวกับขนาดสูง ๙ นิ้วของวัดจามเทวี เป็นรูปลอยองค์ประทับยืนย่างพระบาทบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายทรงดอกบัว 

สัดส่วนเค้าโครงของพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์นั้น พูดได้ว่าเหมือนกับของวัดจามเทวีทุกอย่าง แต่พระพักตร์สวยกว่ารุ่นปัจจุบันของวัดจามเทวี การประกอบดอกบัวในพระหัตถ์ขวาก็ไม่เหมือนกัน  มีทั้งแบบรมมันปูและชุบสีทองบลอนด์

น่าจะเป็นพระบูชาของพระนางจามเทวีเพียงวัดเดียวในลำพูนที่หาได้ง่ายที่สุดในขณะนี้ครับ แต่ก็มีข่าวจากคนท้องถิ่นว่า มีของเสริม (ไม่ผ่านพิธี) กันแล้ว




๙) พระรูปบูชา พระนางจามเทวีครองเมือง วัดสันป่ายางหน่อม เป็นพระรูปลอยองค์ประทับยืนบนแท่นกลมที่มีขนาดสูง ๙ นิ้ว ทำด้วยทองเหลืองขัดเงาและทองเหลืองรมดำ

สัดส่วนเค้าโครงพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์จำลองจากพระราชานุสาวรีย์ ฝีมือเดียวกับในข้อ ๗ แต่ดีกว่าในด้านสัดส่วน รายละเอียดก็คมชัดกว่าด้วยครับ  



ภาพจาก http://uauction2.uamulet.com

๑๐) พระรูปขนาดบูชาหน้ารถ วัดสันป่ายางหน่อม จำลองแบบจากพระราชานุสาวรีย์ สัดส่วนเค้าโครงพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์ทำได้ดี มีรายละเอียดที่สวยงาม สูง ๔ นิ้ว ฐานกว้าง ๑.๕ นิ้ว ฐานมีมวลสารเป็นดินบรรจุภายใน

มีทั้งแบบรมมันปูและชุบสีทองบลอนด์ 
หลวงปู่ครูบาอินตา นักขันโธ แห่งวัดวังทอง อธิษฐานจิต พ.ศ.๒๕๕๐


ภาพจากเพจ โบราณสถาน วัดป่าคะยอมใต้ จ.ลำพูน

๑๑) พระรูปขนาดบูชา ปางตริภังค์  วัดป่าคะยอมใต้ เป็นพระรูปลอยองค์ประทับยืนบนแท่น ๘ เหลี่ยมที่มีขนาดสูง ๑๘ นิ้ว ทำด้วยทองเหลืองรมมันปู

สัดส่วนเค้าโครงพระรูป ตลอดจนฉลองพระองค์จำลองแบบจากพระรูปที่ทางวัดให้ศิลปินในลำพูนออกแบบสร้างขึ้นใหม่ เป็นลักษณะลีลาของทางวัดโดยเฉพาะ คล้ายๆ กับเป็นการรวมกันของพระรูปพระนางจามเทวีทรงสละราชสมบัติออกผนวช กับพระรูปพระนางจามเทวีครองเมือง

แต่พระหัตถ์ขวาที่ยกขึ้นประทานอภัยนั้นฝ่าพระหัตถ์ไปด้านข้าง และลักษณะของพระรูปมีการก้าวย่างมากกว่า เพราะช่างต้องการเน้นให้รู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไหว

พระบูชารุ่นนี้ออกให้บูชาสำหรับเจ้าภาพกองทุนบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน กองทุนละ ๑๕,๐๐๐ บาทในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ.๒๕๕๘

พระบูชาและวัตถุมงคลรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีอีกมากครับ ไม่สามารถจะนำมากล่าวถึงได้ทั้งหมด และรูปแบบส่วนใหญ่ก็ไม่แตกต่างกัน บางวัดที่พยายามทำให้แตกต่างเช่นวัดป่าคะยอมใต้ ถ้าจะพูดในทางศิลปะจริงๆ ก็ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร และยังคงเป็นรูปยืนอยู่


ผมอยากเห็นพระบูชาพระนางจามเทวี ที่เป็นปางนั่งบัลลังก์ แบบองค์ใหญ่ที่สถาบันผ้าทอมือหริภุญไชยครับ แต่ยังไม่ได้ข่าวว่ามีการจัดสร้าง ถ้าได้ข่าวเมื่อไหร่ก็จะมา update ใน blog นี้แน่นอนครับ



………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews