Saturday, January 20, 2018

หวนรำลึกถึง สุริโยไท ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ





แม้ว่า ข้อความในจดหมายเหตุของฟาน ฟลีต ดังที่ผมเคยนำเสนอไปแล้วในหนังสือ ตำนานนางกษัตริย์ จะทำให้เกิดข้อสันนิษฐานใหม่ที่น่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
             
นั่นก็คือ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยมิได้ทรงปลอมพระองค์เป็นชาย ประทับช้างทรงตามเสด็จพระราชสวามีออกสู่สงครามจนสิ้นพระชนม์ ตามที่เราเคยรู้กัน

แต่กลับทรงคบคิดกับพระญาติพระวงศ์ของพระนางเอง เปิดทางให้ทางหงสาวดีมีชัยชนะเหนือกรุงศรีอยุธยา

จน สมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นสมาชิกในราชวงศ์ของพระนาง ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งกรุงศรีอยุธยา

และที่สำคัญก็คือ ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงมากด้วยนะครับ ที่จะสะท้อนเรื่องราวที่แท้จริงของขัตติยนารีพระองค์นี้

แต่การนำเสนอพระราชประวัติของพระนางในหนังสือ และสื่อภาพยนตร์ต่างๆ นั้น แม้จนทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นไปตามพระราชประวัติฉบับที่เป็นทางการอยู่

เพราะตอบรับความเคยชิน และอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่านั่นเองครับ

และโดยความเป็นจริงแล้ว วิธีการเช่นนี้กระทำกันมาเก่าแก่ยาวนานมาก

ดังที่ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงศ์  กล่าวไว้ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ว่า ประวัติวีรกรรมของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวเน้นตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว เพื่อปลุกจิตสำนึกความเป็นเอกภาพของรัฐชาติ




อ.พิเศษยังอธิบายไว้ด้วยว่า เรื่องประเภทนี้เป็นที่นิยมกันสืบมา เพราะสามารถนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ เพื่อความบันเทิงของคนดู บางเรื่องอาจมีสีสันสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ

จนบางทีก็ลืมการตรวจสอบที่มาของหลักฐานถึงความถูกต้อง หรือสาเหตุอันเป็นมูลฐานของเรื่องราว อันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการคำอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ไปเลยก็มี

แต่อย่างไรก็ตาม พระราชประวัติของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั้น มีการนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ สำหรับออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ โดยมีคุณ กาญจนา จินดาวัฒน์ รับบทเป็นสมเด็จพระศรีสุริโยทัย

ละครดังกล่าวเป็นที่จดจำกันได้มาก และก่อให้เกิดกระแสการนิยมบูชาสมเด็จพระศรีสุริโยทัยเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไป แต่ก็ยังไม่เป็นที่ตื่นเต้นกล่าวขวัญกันเท่าใดนักหรอกครับ

จนกระทั่งเรื่องราวของขัตติยนารีพระองค์นี้ ได้ถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นอีกครั้ง เป็นอภิมหาภาพยนตร์ สุริโยไท จากการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในปี พ.ศ.๒๕๔๔

โดยมี ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี รับบทเป็นสมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กลายเป็นที่โจษขานกันทั่วไป ตั้งแต่ก่อนที่จะลงโรงฉาย และหลังจากลาโรงไปแล้ว ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ที่ลงทุนสูงที่สุด และอลังการที่สุด ครั้งแรกของสยามประเทศ

วงการภาพยนตร์ไทยของเรา ได้รู้จักงานทางด้านการออกแบบภาพ การถ่ายทำ และดนตรีประกอบ ว่าอภิมหาภาพยนตร์ของโลกเขาทำกันอย่างไร ก็จากเรื่องนี้

มีการเผยแพร่บันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำอย่างละเอียด เป็นหนังสือเฉพาะกิจหลายเล่ม มีการดึงผู้มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์ระดับโลก มาช่วยตัดต่อเพื่อนำไปฉายในต่างประเทศ




จนถึงความพยายาม ที่จะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ในวงการภาพยนตร์ของโลกอย่างต่อเนื่อง หลังเสร็จสิ้นการฉายในประเทศไทย

และถึงแม้อภิมหาภาพยนตร์ดังกล่าว จะยังคงนำเสนอพระราชประวัติของขัตติยนารีพระองค์นี้ ตามแบบฉบับที่เป็นทางการ มิได้เปลี่ยนผันไปตามทฤษฎีใหม่ที่เกิดจากจดหมายเหตุวันวลิต

รวมทั้งมิได้ทำให้กระแสความนิยมนับถือพระนาง ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปกว่าสมัยที่เป็นละครโทรทัศน์มากเท่าใดนัก

แต่ก็ได้มอบสิ่งใหม่ๆ อีกประการหนึ่ง ที่นอกเหนือจากการพัฒนาการสร้างภาพยนตร์ไทย ดังที่ผมกล่าวแล้ว

นั่นก็คือ เป็นครั้งแรกที่ทำให้พวกเราสามารถ เข้าใกล้ราชนารีพระองค์นี้ ในทางที่มีเหตุมีผลขึ้นได้ แม้จะเป็นในรูปแบบของความเชื่อดั้งเดิมก็ตามครับ
         
ภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท เป็นผลงานการสร้างสรรค์ในลักษณะใกล้เคียงกับ Reconstruction

คือการที่ต้องย้อนอดีต สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปธรรมทั้งหมด จากหลักฐานเพียงน้อยนิด หรือแทบไม่มีร่องรอยอันใดเลย

การที่จะทำเช่นนี้ ต้องใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ระดมนักวิชาการทุกด้านเข้ามาช่วยกันอย่างมากมายที่สุด เพื่อให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกต้องสมจริง หรือ ใกล้เคียงกับความจริงเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยที่ผู้สร้างภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ หรือการสันนิษฐานของนักวิชาการฝ่ายต่างๆ ก่อนหน้านี้ ก็แทบไม่มีใครบุกเบิกเอาไว้เป็นตัวอย่างมาก่อน

จึงไม่เกินไปละครับ ที่จะกล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เท่ากับเป็นการกระทำสิ่งใหม่แทบทั้งหมดอย่างแท้จริง เพื่อย้อนไปหาสิ่งที่เป็นของดั้งเดิมที่สุด (Authentic) อย่างแท้จริงเช่นกัน

โดยทุกรายละเอียดนั้น ม.จ.ชาตรีเฉลิมทรงพยายามอย่างเต็มกำลัง ที่จะไม่ปล่อยให้มีความผิดพลาด หรือไม่เข้าด้วยกับยุคสมัย เท่าที่จะเป็นไปได้

ด้วยโจทย์ที่ใหญ่โตและยุ่งยากเช่นนี้ อภิมหาภาพยนตร์เรื่องแรกของไทยจึงต้องตอบคำถามต่างๆ มากมาย

ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งภายในพระราชวัง พระราชฐาน ท้องพระโรง วังและตำหนักต่างๆ ทั้งของฝ่ายไทยฝ่ายพม่า

ฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายของบุคคลทุกระดับ และทุกชนชาติที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่อง

ไปจนกระทั่งถึงชุดทหาร และรูปแบบของเสื้อเกราะที่ทหารอยุธยาสมัยนั้นสวมใส่ ซึ่งมีหลักฐานว่าได้รับมาจากชาวโปรตุเกส เป็นต้น

         


โดยเฉพาะ คำถามเกี่ยวแก่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทั้งหมด

ซึ่งก่อนหน้านี้ คนไทยทั่วไปรับรู้เรื่องของพระนางอยู่เพียงว่า ทรงเป็นพระอัครมเหสีของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ และทรงเสี่ยงพระปกป้องพระราชสวามีจนสิ้นพระชนม์กลางสมรภูมิเท่านั้น

เมื่อนำเรื่องราวของพระนางมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ม.จ.ชาตรีเฉลิม จึงทรงจำเป็นต้องปูพื้นให้ทุกคนเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดของของพระนาง

ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเป็นพระชายาของพระเฑียรราชา และทรงผ่านวิกฤติการณ์ความวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจเหนือราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา จนพระราชสวามีได้เสด็จขึ้นครองราชย์ และมาจบที่สงครามอยุธยา-พม่าครั้งแรก

ซึ่งในบรรดาคำถามเหล่านั้น มีส่วนหนึ่งมาจากนักวิชาการบางคน เช่น อ.เทพมนตรี ลิมปพยอม ที่ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงฉลองพระองค์ชุดนักรบ ทรงพระคชาธารออกศึกร่วมกับพระสวามี
            
เขาคิดว่า พระนางเพียงแต่เสด็จประทับบนหลังช้างพระที่นั่ง ติดตามพระราชสวามีออกตรวจแนวข้าศึกไปในทัพหลวง เมื่อกองทัพพระเจ้าแปรโจมตีกองทัพอยุธยาแตกพ่ายมาจนถึงทัพหลวง พระนางก็จึงต้องทรงต่อสู้กับข้าศึกด้วยความจำเป็น จนสิ้นพระชนม์

ด้วยเหตุที่ว่าทรงเป็นเจ้านายฝ่ายใน จึงไม่น่าจะทรงมีความชำนาญในการรบบนหลังช้าง หรือแม้แต่การใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

นักวิชาการผู้นี้ยังเสนอว่า มีเหตุผลมากมายที่ผู้หญิงในสมัยอยุธยาไม่สามารถจะขึ้นบนคอช้างศึกได้

เช่น การที่ช้างศึกแต่ละเชือก ต้องมีการประจุอาคมตามหลักไสยศาสตร์ ซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้หญิงขึ้นไปนั่งบนคอช้าง เป็นต้น
         
ปรากฏว่า ภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างหมดจดครับ

โดยการสมมุติเหตุการณ์ที่ถ้าจะว่ากันตามหลักฐานจริงๆ แล้ว แทบไม่มีอะไรรองรับ แต่ก็มีความเป็นไปได้จริงเมื่อพิจารณาจากหลักฐานแวดล้อมหลายประการ

รวมทั้งสิ่งที่ควรจะเป็นซึ่งนำไปสู่การสิ้นพระชนม์ในสมรภูมิ ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยอีกด้วย
         
โดยในภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั้นทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในที่ไม่เหมือนราชนารีพระองค์อื่น

พระนางทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน ทรงมีพระวิสัยทัศน์เปิดกว้างพร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และทรงมีพระจริยาวัตรเข้มแข็งเด็ดขาด กล้าหาญ จนทรงยอมรับเป็นพระชายาของพระเฑียรราชา แม้ว่าจะทรงรักใคร่อยู่กับ ขุนพิเรนทรเทพ ก็ตาม




และเมื่อพระเฑียรราชาทรงเป็นเจ้าชายที่อ่อนแอ ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินพระทัย พระนางก็ต้องทรงเป็นธุระจัดแจงสิ่งต่างๆ ภายในวังให้ เช่นการส้องสุมผู้คนเพื่อป้องกันพระเฑียรราชาจากการมุ่งร้ายของฝ่าย ขุนวรวงศาธิราช และ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

โดยพระนางเอง และพระราชโอรส-พระราชธิดา ได้ทรงฝึกหัดการใช้อาวุธปืน และอาวุธชนิดต่างๆ จาก หมื่นราชสเน่หา ผู้เป็นหัวหน้ากองกำลังของพระนาง จนสามารถปกป้องพระนางเองและพระราชสวามี เมื่อฝ่ายขุนวรวงศาธิราชส่งคนมาลอบปลงพระชนม์

หรือเมื่อภายในวังขาดทุนทรัพย์ที่จะใช้เลี้ยงดูผู้คน ตลอดจนเงินที่จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ พระนางก็ประทานเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ของพระนางเอง ให้ผู้ที่ไว้วางใจไปแลกเป็นเงินมา เป็นต้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้แสดงให้เห็นด้วยว่า เมื่อถึงจุดที่จะต้องล้มล้างอำนาจของขุนวรวงศาธิราช สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงมีบทบาทสนับสนุนพระราชสวามีอย่างชัดเจน

และเมื่อพระราชสวามี ได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแล้ว ก็ยังมีสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงเป็นพระอัครมเหสี เสด็จออกว่าราชการร่วมกันในท้องพระโรง

โดยพระนางทรงแสดงให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณ อันเฉลียวฉลาดรอบคอบ จนพระราชสวามีและขุนนางทั้งปวงยอมรับ

เมื่อได้ปูพื้นมาอย่างดีเช่นนี้ พอถึงเหตุการณ์ที่พระนางทรงช้างศึกออกสู่สมรภูมิเคียงข้างพระราชสวามี ผู้ชมภาพยนตร์ทุกคนจึงไม่เกิดคำถามในใจ เหมือนที่ มิคกี้ ฮาร์ท เทพมนตรี และนักวิชาการอีกหลายท่านสงสัย




นั้นก็เพราะ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน และสมเหตุสมผลแล้วไงครับ

ว่าในเมื่อสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงเป็นผู้กำกับ ผู้เกื้อหนุนพระราชสวามีของพระนางในทุกๆ ด้านมาตั้งแต่ต้น และพระนางก็ทรงมีความรู้ในการใช้อาวุธต่างๆ เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกอะไรที่พระนางจะประทับบนคอช้างเข้าสู่พื้นที่ทำการรบ เคียงข้างพระราชสวามีของพระนาง

ซึ่งพระราชสวามีผู้ไม่เคยมีความเข้มแข็งเด็ดขาด ก็ต้องทรงยินยอมให้พระนางทำเช่นนั้นด้วย

ด้วยการนำเสนออย่างรอบคอบรัดกุม เป็นลำดับขั้นตอน บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่าที่เรามีกันอยู่ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการไร้ความสามารถ และการขาดความเป็นผู้นำจริงๆ ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ใครก็ตามที่ได้ชมอภิมหาภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมเกิดความกระจ่างในบทสรุปที่เป็นทางการ ในวิชาประวัติศาสตร์ของเรา ในข้อที่ว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์กับคอช้าง จนไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีกเลย

และสิ่งเหล่านี้ ก็พลอยทำให้ข้อโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ขาดความน่าสนใจไปจนหมดสิ้นเช่นกันครับ

เพราะเหตุที่ว่า พระเจ้าแปรในฐานะแม่ทัพพม่า ย่อมจะต้องทรงกระทำยุทธหัตถีกับแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม ที่สวมเกราะ และนั่งมาบนคอช้างศึกเช่นเดียวกับตนเท่านั้น

พระเจ้าแปรเป็นกษัตริย์ และเป็นนักรบ ย่อมจะไม่ทรงเสียเวลากับการเอาพระแสงของ้าวไปไล่ฟันเจ้านายผู้หญิง ที่ประทับอยู่บนกลางช้างพระที่นั่ง ไม่มีแม้แต่อาวุธจะป้องกันตัว ตามจินตนาการของ อ.เทพมนตรี

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่นายทหารพม่าคนอื่น ก็จะไม่มีใครทำอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

เพราะช้างพระที่นั่งของเจ้านายฝ่ายในพระองค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ในทัพหลวงที่กำลังแตกกระเจิง ย่อมสามารถล้อมจับเป็นเชลยได้อย่างง่ายดาย และดูฉลาดกว่าการไปไล่ฆ่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง หรือสองคนอย่างไร้ประโยชน์

ส่วนเรื่องปลีกย่อยเช่นที่กล่าวว่า ผู้หญิงไม่สามารถขึ้นคอช้างศึกได้ เพราะเหตุผลทางไสยศาสตร์นั้น

แม้ว่าจะเป็นข้อสังเกตที่มีเหตุผล แต่ในความเป็นจริง ถ้า ผู้หญิง ที่มีอำนาจในแผ่นดิน เช่นสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงมีความจำเป็นจะต้องเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างศึกที่ลงอาคมไว้แล้ว  

บรรดาผู้ชำนาญการทางไสยศาสตร์ในราชสำนักเวลานั้น ก็ย่อมมีหนทางที่จะแก้ไขให้สามารถกระทำได้ โดยไม่มีผลอะไรกับคาถาอาคมที่ลงไว้ครับ




เราจะต้องไม่ลืมว่า ในยุคสมัยที่ความรู้ทางไสยศาสตร์ของบ้านเมืองเรายังเจริญรุ่งเรือง หนทางของความเป็นไปได้ของทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปิดกว้างกว่าสมัยนี้

ที่ความรู้ทางไสยศาสตร์ของเราคงเหลือเพียงกระท่อนกระแท่น อันเป็นผลจากการพยายามทำลายล้างของภาครัฐที่ตกเป็นทาสวิทยาศาสตร์ของฝรั่งจนดูถูกรากเหง้าของตนเองดังที่เป็นอยู่

ไม่เพียงเท่านั้น ภายหลังจากการโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ก็ได้มีการเผยแพร่ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จ.น่าน ซึ่งมีภาพของหญิงสาวเมืองเหนือที่นั่งอยู่บนคอช้างอย่างชัดเจน

ภาพดังกล่าว เล่าเรื่องชีวิตชาวบ้านและผู้คนทั่วไป ในดินแดนล้านนายุคนั้น

หญิงสาวที่บังคับช้างอยู่บนคอช้าง จึงถูกถ่ายทอดในฐานะที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เหมือนกิจกรรมของชาวบ้านอื่นๆ จนทำให้ข้อโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ถูกลืมเลือนไปในที่สุด

ในขณะที่เรื่องสำคัญที่ผมเห็นว่า ควรโต้แย้งกันจริงๆ แต่ไม่มีใครนำมาพูด เช่น พระแสงของ้าว ซึ่งเป็นอาวุธมีน้ำหนักมาก จนแม้ผู้หญิงที่ฝึกฝนการต่อสู้มาเป็นอย่างดีเพียงใด ก็ไม่น่าจะใช้มันจากบนคอช้างศึกได้

และการที่จะสมมุติว่า มีการสร้างพระแสงของ้าวให้เบาเป็นพิเศษ เพื่อจะให้สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงใช้

พระแสงของ้าวที่เล็กและเบาเช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะครับ ถ้าจะต้องไปปะทะกับอาวุธชนิดเดียวกันของฝ่ายตรงข้าม ที่ใหญ่และหนักตามมาตรฐาน

เราจะต้องเข้าใจว่า อาวุธที่มีน้ำหนักมากเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปฟาดฟันกันอย่างต่อเนื่องได้เหมือนในภาพยนตร์

ส่วนมาก แต่ละฝ่ายเพียงสามารถหวดมันลงไปบนร่างของคู่ศึกได้เพียงครั้งเดียว ชนะหรือพลาดก็ตัดสินกันแค่ตรงนั้น

ซึ่งการนำเสนอที่ยอดเยี่ยม และการไม่มีข้อโต้แย้งจากคนที่เชี่ยวชาญพอ ดังที่กล่าวมานี้แหละครับ

ก็ทำให้ สุริโยไท ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกสุด ที่ทำให้เรื่องราวในระดับที่เป็นทางการของขัตติยนารีพระองค์นี้ เป็นที่รับรู้ในหมู่คนไทยอย่างครบถ้วน รอบด้าน และสมบูรณ์

แม้หลายภาคส่วน จะยังคงเป็นการนำเสนอบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ตามความเชื่อดั้งเดิม

แต่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นผลงานของฮอลลีวู้ด หรือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ทำได้ดีกว่าเรื่องนี้อยู่เพียงแค่บทภาพยนตร์ และความเป็น drama เท่านั้น

นอกนั้นการตีความ การนำเสนอความเป็นไปได้ ตลอดจนการจำลองภาพในอดีต ก็ทำได้ไม่แตกต่างกัน

เพราะประวัติศาสตร์ไม่ว่าของชนชาติใด ก็ล้วนแต่ขาดข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านทั้งนั้นแหละครับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอัตตชีวประวัติของใครที่มีชีวิตอยู่ในอดีต และไม่ว่าจะทำโดยอาศัยพื้นฐานจากทฤษฎีเดิม หรือทฤษฎีใหม่ ก็มีหลายส่วนที่จะต้องเติมเต็ม ด้วยจินตนาการและการสันนิษฐานทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ จึงไม่ใช่แต่เพียงการจำลองภาพในอดีตขึ้นมา

แต่ยังทำให้บุคคลเหล่านั้นกลับมามีตัวตน มีชีวิต เป็นที่รับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงโดยคนรุ่นปัจจุบัน ก่อเกิดพื้นฐานความคิดความเชื่อที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด เท่าที่จะทำได้

อันจะเป็นการต่อยอดความคิดของคนอีกมากมาย ที่นำไปสู่การพยายามค้นหารากเหง้าของตนเอง ในทางที่ถูกที่ควรมากขึ้นครับ




เฉกเช่นอภิมหาภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ได้นำความชัดเจนมาสู่ภาพในอดีตอันพร่ามัว ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ราชนารีพระองค์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

ที่ไม่เพียงทำให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ กับวีรกรรมอันหาญกล้าของพระนางตามความเชื่อเดิม อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้นเท่านั้น

ยังทำให้คนไทยได้สะสมประสบการณ์ในการเรียนรู้ การคิดอย่างมีเหตุผล และคุ้นเคยกับวิธีการที่จะทำความเข้าใจความเป็นมาของตนเองในทางที่ถูกต้องสมจริงมากขึ้นด้วย

อันจะนำไปสู่การปลดแอก ออกจากพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกปรุงแต่งบิดเบือน ภายใต้หลักสูตรอันล้าหลังของระบบการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในที่สุด

เมื่อทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับพระนาง อันมีพื้นฐานมาจากจดหมายเหตุวันวลิต ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอนาคต

...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, December 19, 2017

พระนางเลือดขาว : แม่เจ้าอยู่หัวแห่งเมืองนครศรีธรรมราช




ตำนานพระนางเลือดขาวที่โด่งดังที่สุดนั้น คือ พระนางมะฮ์ซูรีแห่งลังกาวี และเป็นตำนานที่คนไทยเรารู้จักกันทั่วไป

จนแทบจะไม่มีใคร นอกจากคนนครศรีธรรมราช ภูเก็ต และพัทลุง ที่รู้กันว่าเมืองไทยก็มีพระนางเลือดขาว

และตำนานพระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัวแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ก็เก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยไปกว่าพระนางเลือดขาวแห่งลังกาวี อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำไปนะครับ

เล่ากันว่า พระนางเลือดขาวประสูติเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๗๔๕ เป็นบุตรสาวคหบดีพัทลุงเชื้อสายลังกา (คุลา) ที่มาลงหลักปักฐานอยู่ที่บ้านเก่าหรือบ้านฆ็อง ส่วนมารดาก็เป็นคนบ้านเก่านั่นเอง พระนางทรงมีพี่น้อง ๒ คน คือ ทวดโปชี และ พ่อท่านขรัว

พระนามเดิมของพระนางเลือดขาวนั้น ไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าบางกระแสนั้นทรงมีพระนามว่า กังหรี

พระนางเลือดขาว ทรงมีพระจริยาวัตรโอบอ้อมอารี เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นที่รักของบุคคลทั่วไปตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเจริญพระชันษาขึ้นเป็นสาวก็ทรงงดงามด้วยเบญจกัลยาณี คือ ผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม และวัยงาม

แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกก็คือ พระนางทรงมีพระโลหิตเป็นสีขาวมาตั้งแต่กำเนิดครับ

บิดามารดาและผู้ใกล้ชิด ก็ล้วนแต่ทราบเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่พากันเก็บเป็นความลับ เพราะถ้าเผยแพร่ออกไป ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายต่อพระนาง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในหมู่บ้านมีงานใหญ่ พระนางได้ไปช่วยงานและทำหน้าที่เจียนหมากพลู

จะเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส ที่พระนางได้เกิดมามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ จะได้เป็นเจ้าคนนายคนต่อไปก็เหลือที่จะคาดเดาได้นะครับ ขณะที่พระนางทรงเจียนหมาก เจียนพลู กรรไกรได้หนีบนิ้วของพระนาง จนพระโลหิตไหลออกมาปรากฎเป็นสีขาว ต่อหน้าประชาชนที่มาร่วมงาน

ข่าวบุตรสาวของคหบดีในหมู่บ้านมีเลือดเป็นสีขาวเล่าลือออกไปอย่างรวดเร็ว จากบ้านต่อบ้าน ตำบลสู่ตำบล เมืองสู่เมือง

ในที่สุดก็ไปถึงพระกรรณของ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๕ หรือ พระเจ้าสีหราช กษัตริย์แห่งกรุงตามพรลิงค์ในขณะนั้น ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองพระเวียง


rพระรูปพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ภายในวัดแม่เจ้าอยู่หัว
ภาพโดย ดนัย นาควัชระ

แต่เวลานั้น พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงติดราชการสงคราม ครั้นเสร็จศึกแล้ว คืนหนึ่งพระองค์จึงทรงพระสุบิน เห็นสตรีหนึ่งมีลักษณะงดงามตามเบญจกัลยาณี มีใจกุศล ซึ่งเป็นคู่บุญบารมีของพระองค์ พำนักอยู่ทางทิศใต้

ในฝันนั้น มีเสียงบอกว่า ให้เสด็จไปตามเส้นทางหาดทรายแก้วจึงจะพบ และนางไม่เหมือนสตรีโดยทั่วไปคือมีเลือดสีขาว

เมื่อตื่นพระบรรทม พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงโปรดฯ ให้จัดขบวนค้นหาพระนางตามพระสุบินและคำเล่าลือ ไปทางทิศใต้ จนกระทั่งไปถึงสำนักพ่อท่านขรัว ซึ่งเป็นพี่ชายของพระนางเลือดขาวและได้บวชเป็นพระภิกษุ เป็นที่นับถือของผู้คนในแถบนั้น

พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงเข้าไปนมัสการพ่อท่านขรัว และขอพักแรมที่สำนักพ่อท่าน ในระหว่างนั้น น้องสาวของพ่อท่านคือ พระนางเลือดขาว ก็มารับเสด็จด้วย พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระนางมีความงดงามตามลักษณะเบญจกัลยาณี เหมือนที่ทรงพระสุบินไว้ ก็พอพระทัย

แต่ก็ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงพระสุบินเอาไว้ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ คือเลือดสีขาว

ซึ่งก็ด้วยบุญบารมีที่พระนางเลือดขาว จะได้ทำให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงเห็นประจักษ์ตามพระสุบินนิมิตนั่นแหละครับ ทำให้ในระหว่างที่พระนางทรงทอผ้าถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชนั้น ตรน (หรือกระสวย ทำจากปล้องไม้ไผ่ มีความคมมาก) ได้บาดนิ้วของพระนาง

เมื่อพระเจ้าศรีธรรมราชทรงทอดพระเนตรเห็นพระโลหิตของพระนางออกมาเป็นสีขาวเช่นนั้น ทำให้พระองค์ทรงปิติในพระทัยอย่างหาที่เปรียบมิได้

พระองค์จึงทรงเอ่ยพระโอษฐ์ขอพระนางต่อพ่อท่านขรัว พ่อท่านมิอาจทัดทานได้ จึงยอมให้เป็นไปดังพระราชประสงค์

เมื่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเสด็จกลับสู่เมืองพระเวียงแล้ว พระองค์จึงทรงมีพระราชโองการให้พราหมณ์ปุโรหิตจัดขบวนหลวงไปสู่ขอพระนางเลือดขาวตามประเพณี

และจากลูกสาวคหบดีสามัญ พระนางเลือดขาวก็ได้เข้าไปเป็น พระนางเมือง หรือพระสนม ในพระราชวังหลวงแห่งเมืองพระเวียง

แต่ชีวิตใหม่ในพระราชวังหลวงซึ่งใหญ่โตอัครฐาน ก็มิได้สุขสบายอย่างที่คนทั่วไปคิดกันหรอกครับ


พระรูปพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และพระนางเลือดขาว
ภายในวัดพระมหาธาตุราชวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

เพราะพระนางเลือดขาวทรงมีพระรูปเลอโฉมยิ่งกว่าหญิงอื่นใดในวัง ทำให้สนมอื่นไม่พอใจ พระนางจึงทรงถูกกลั่นแกล้ง ถูกกล่าวหาต่างๆ นานาอยู่เสมอ

แม้กระนั้น พระนางก็ทรงใช้ความอดทน ถวายการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชด้วยความจงรักภักดีมิได้ว่างเว้น อีกทั้งได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และได้ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากมาย

พระจริยาวัตรก็ยังคงไว้ซึ่งความงดงามไม่ถือพระองค์ สมัยเมื่อเป็นลูกสาวคหบดีเคยวางพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร เมื่อเป็นพระสนมแล้วก็ยังทรงกระทำเช่นนั้น ครั้นเสด็จไปที่ใดก็ประทานพระเมตตาช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากอยู่เนืองๆ เป็นที่รักใคร่ของไพร่ฟ้าประชาชนโดยทั่วหน้า

พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ทรงประจักษ์ในคุณความดีของพระนางเช่นนี้ จึงทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระนางเลือดขาวขึ้นเป็นพระอัครมเหสี

ด้วยเหตุนี้คนนครฯ โดยทั่วไปจึงนิยมเรียกว่า พระนางเลือดขาวแม่เจ้าอยู่หัว หมายถึงผู้อยู่ในฐานะพระมเหสีเอกของพระเจ้าอยู่หัว

แต่ด้วยพระราชฐานะเช่นนี้แหละครับ ยิ่งทำให้พระนางโดดเด่นกว่าสตรีอื่นใดภายในวังหลวง และการที่ทรงเป็นเอกอัครชายาผู้เป็นที่โปรดปรานเพียงพระองค์เดียว เท่ากับยิ่งสร้างความไม่พอใจให้สนมกรมวังฝ่ายอื่นอย่างไม่อาจจะทานทนได้

ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พระนางจึงทรงถูกกลั่นแกล้งขัดขวางหนักขึ้นไปอีก

แต่องค์แม่เจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงตอบโต้หรือทำร้ายผู้หนึ่งผู้ใด แม้ว่าจะทรงมีอำนาจและอยู่ในฐานะที่จะเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดินได้มากที่สุดก็ตาม พระนางทรงเอาชนะด้วยหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

และถ้าจะมีสิ่งใดที่พระนางทรงเห็นว่าควรทำ พระนางก็ใฝ่พระทัยอยู่แต่การทำนุบำรุงพระศาสนามากกว่าอย่างอื่น


พระรูปขนาดบูชา ๕ นิ้ว พระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัว
ออกที่วัดแม่เจ้าอยู่หัว ทำได้ไม่งามแต่เป็นของหายาก
องค์นี้เป็นสมบัติของ คุณดนัย นาควัชระ

เล่ากันว่า ในระหว่างที่พระนางเลือดขาวทรงเป็นพระมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชนั้น พระนางทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ มากมาย ทั้งในเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองใกล้เคียง

วัดที่พระนางโปรดฯ ให้สร้างเป็นวัดแรกคือ วัดแม่เจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้ ณ ภูมิสถานเดิมของพระนางเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๗๗๕  ขณะพระนางทรงมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา

และด้วยเหตุที่ทรงใฝ่พระทัยในการบุญการกุศล ทำนุบำรุงพระศาสนาจนพระนามปรากฏเลื่องลือ เป็นที่สรรเสริญไปในหมู่มิตรประเทศนั่นเอง

ทำให้พระนางทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้เสด็จไปลังกา แทนพระองค์พระเจ้าศรีธรรมโศกราช เพื่อทรงอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มายังนครศรีธรรมราช ในราวๆ ปี พ.ศ.๑๗๙๐ พระชนมายุได้ ๔๕ พรรษา

การที่ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ยิ่งทำให้พระบารมีของพระนางในฐานะนางพญาแห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ ผู้ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ได้แพร่หลายขจรขจายไปทั่วทุกดินแดนคาบสมุทร ขึ้นไปถึงแผ่นดินใหญ่ของสยามประเทศ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในทุกแว่นแคว้นเลยทีเดียว

จนปีพ.ศ.๑๗๙๙ พระนางซึ่งทรงมีพระชนมายุได้ ๕๕ พรรษาก็ทรงรับพระราชสาส์นทูลเชิญเสด็จไปยังกรุงสุโขทัย เพื่อจัดระเบียบสงฆ์ฝ่ายฆราวาสที่นั่น พระนางประทับอยู่ที่สุโขทัยนานถึง ๕ ปี จึงเสด็จกลับเมืองนครศรีธรรมราช

แต่การมีชื่อเสียงในทางธรรมของแม่เจ้าอยู่หัว ประกอบกับพระชนมายุที่เข้าเขตชราภาพแล้ว ก็มิได้ทำให้การประทับอยู่ในวังของพระนาง สงบสุขราบรื่นกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อยังรุ่นสาว


เหรียญเสมาแม่เจ้าอยู่หัว วัดแม่เจ้าอยู่หัว รุ่นแรก พ.ศ.๒๕๓๓ เนื้อทองแดง

เพราะแม้จะทรงมีพระชนมายุถึง ๖๐ พรรษาแล้ว พระนางก็ยังทรงพระสิริโฉมงดงามอยู่น่ะครับ

อีกทั้งการที่พระนางยังคงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชอย่างไม่เสื่อมคลาย ยิ่งนานวันก็ยิ่งเป็นการสั่งสมพอกพูนความอิจฉาริษยาในหมู่สนมอื่นๆ ให้มากขึ้นตามไปด้วย

จนนับวัน พระนางยิ่งทรงถูกกลั่นแกล้ง ถูกเหน็บแนมเสียดสีจากบรรดาพระชายาและนางสนมอื่นๆ มากขึ้นทุกที

ซึ่งแม่เจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบในพระหฤทัยอยู่แล้ว แต่พระนางก็ยังทรงยึดมั่นในคุณธรรมความดีเรื่อยไป มิได้ตอบโต้ให้ร้ายใคร

เพียงแต่เมื่อได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดทุกครั้ง พระนางก็จะทรงขอพระราชทานสิ่งหนึ่งจากพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

นั่นคือ หากพระนางสิ้นพระชนม์เมื่อใด ขอให้พระองค์นำพระศพกลับบ้านเกิดของพระนาง คือสำนักพ่อท่านขรัว

และพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงรับปากกับพระนางว่า หากพระนางทรงมีอันเป็นไปจริงๆ เมื่อใด ก็จะทรงสร้างอนุสรณ์สถานให้แก่พระนางที่บ้านเกิด อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเมื่อนั้น

ต่อมา ข่าวความเดือดร้อนที่พระนางถูกกลั่นแกล้งทราบถึงพ่อท่านขรัว ท่านจึงเดินทางไปยังเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อขอบิณฑบาตรต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่หน้าวัง


เหรียญพ่อท่านขรัว วัดบ่อล้อ พ.ศ.๒๕๒๕
แสดงถึงความศรัทธาที่คนนครฯ มีต่อพี่ชายขอวงพระนางเลือดขาวท่านนี้
จนปัจจุบัน ภาพจาก http://www.dd-pra.com
แต่เมื่อนางสนมกรมวังทั้งหลายพากันมาตักบาตร พ่อท่านขรัวไม่เปิดบาตรรับ สร้างความสงสัยให้แก่บรรดานางสนมเหล่านั้นเป็นอย่างมาก

และพอรุ่งเช้าวันต่อมา ท่านไปบิณฑบาตรอีก แต่เมื่อพวกนางสนมออกมาจะตักบาตร ท่านก็ยังคงไม่เปิดบาตรรับ

พวกนางสนมกรมวังจึงพากันไปกราบทูลต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์จึงเสด็จไปทรงบาตรด้วยพระองค์เอง ซึ่งพ่อท่านขรัวก็ไม่เปิดบาตรรับอีกเหมือนเคย

พระองค์จึงตรัสถามพ่อท่านขรัวว่า พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดจงบอก

พ่อท่านขรัวถวายพระพรว่า

อาตมาขอบิณฑบาตรรับแม่เจ้าอยู่หัวกลับไปอยู่บ้านเดิม เพราะทราบว่าพระนางมีความเดือดร้อน ถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลา กอปรกับผู้คนในท้องที่นั้นหวังพึ่งบารมีของพระนาง หากพระองค์ไม่อนุญาตอาตมาก็ไม่ขัดข้อง

จากนั้นพ่อท่านขรัวก็ถอยหลังไป ๓ ก้าวและเปิดบาตร

พระเจ้าศรีธรรมโศกราชก็ทรงบาตร พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า ทรงอนุญาต แต่จะให้แม่เจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระอัครมเหสีเสด็จกลับไปประทับในบ้านคหบดีดังเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ ขอเวลาสำหรับสร้างวังให้พระนางที่บ้านเกิดให้เสร็จก่อน

พ่อท่านขรัวได้ทราบเช่นนั้น ก็เดินทางกลับสำนักของท่านไป

พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงโปรดฯ ให้ช่างหลวงพากันไปสร้างวังใกล้ภูมิสถานเดิมของพระนาง ณ ริมฝั่งแม่น้ำปากพนัง เพราะสะดวกในการเดินทางในทางการเดินเรือ

ตำนานเล่าว่า ขณะที่สร้างวังอยู่นั้น พระนางได้เสด็จไปมาระหว่างเมืองนครศรีธรรมราช กับวังที่สร้างใหม่อยู่เสมอ บางครั้งประทับที่วังชั่วคราวซึ่งกำลังสร้างโดยมีทหารคือ ตาขุนทวน และ ตาขุนวัง เป็นราชองครักษ์

กล่าวกันว่า วังใหม่ของแม่เจ้าอยู่หัวนั้นสร้างด้วยไม้ทั้งหมด มีชั้นเชิงลวดลายแกะสลักงดงามวิจิตรตระการตายิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม การสร้างวังพระราชทานแม่เจ้าอยู่หัวที่บ้านเดิมเป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงประวิงเวลาให้นานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง

ตำนานมิได้เล่าไว้ว่า วังดังกล่าวสร้างเสร็จเมื่อไหร่ พระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากเมืองพระเวียง ไปประทับ ณ วังใหม่ที่บ้านเดิมของพระนางเมื่อใด และประทับอยู่นานแค่ไหน

และถึงแม้ว่าจะทรงมีวังที่ประทับของพระนางเอง นอกพระราชวังหลวงแล้ว พระนางก็ยังทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้เสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ที่เมืองทะรัง เมื่อ พ.ศ.๑๘๑๔ พระชนมายุได้ ๗๐ พรรษา

แต่พระราชกรณียกิจครั้งนี้ พระนางไม่อาจกระทำให้ลุล่วง เพราะไม่ทันพ้นเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชก็สิ้นพระชนม์

สถานที่พระนางสิ้นพระชนม์และตั้งพระศพนั้น ปัจจุบันเรียกว่า บ้านควนศพ อยู่ในเขต อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

จากนั้นได้อัญเชิญพระศพกลับสู่เมืองพระเวียง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชโปรดฯ ให้ตั้งพระศพบำเพ็ญกุศลระยะหนึ่ง ณ วัดท้าวโคตร ต.นา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อันเป็นวัดใกล้พระราชวัง


วัดท้าวโคตร ในปัจจุบัน
ภาพจาก http://walailak.isr.nectec.or.th

การสิ้นพระชนม์ของแม่เจ้าอยู่หัว ทำให้พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเสียพระทัยมาก และก็ทรงหวนนึกถึงสิ่งที่พระนางเคยทูลขอไว้เสมอ เมื่อยังมีพระชนม์ชีพ

จึงโปรดฯ ให้จัดขบวนพระศพ กลับไปยังบ้านเกิดของพระนางโดยชลมารค ตามเส้นทางของท่าเรือไปออกทะเลปากนคร โดยพระองค์เสด็จไปพร้อมกับขบวนเรือดังกล่าว เพื่อส่งเสด็จพระอัครมเหสีผู้เป็นที่รักสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย รวมการเดินทางขบวนอัญเชิญพระศพทั้งสิ้น ๑๕ วัน

เมื่อขบวนอัญเชิญพระศพพระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัว ไปถึงภูมิสถานเดิมของพระนาง ได้ประดิษฐานพระโกศ และถวายพระเพลิงพระศพพระนางเลือดขาว ณ สำนักพ่อท่านขรัว

เล่ากันว่า สถานที่ดังกล่าว ปัจจุบันคืออาณาบริเวณเยื้องกับ วัดบ่อล้อ อ.เชียรใหญ่ ประมาณ ๑๐๐ เมตร เดิมก็เป็นพื้นที่เดียวกัน ต่อมาถูกถนนตัดผ่าน และราษฎรบุกรุก จนกลายเป็นคนละพื้นที่กันในทุกวันนี้

ภายหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพแม่เจ้าอยู่หัวแล้ว พ่อท่านขรัวได้ถวายคำแนะนำ ให้พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงนำพระอัฐิ และพระอังคารของแม่เจ้าอยู่หัว ไปประดิษฐานที่ วัดแม่เจ้าอยู่หัว ริมคลองฆ็อง บ้านเก่า ซึ่งเป็นวัดแรกที่พระนางทรงสร้างเอาไว้

พระองค์จึงโปรดฯ ให้อัญเชิญพระอัฐิและพระอังคารไปบรรจุไว้ในมณฑปสูง ๑๒ วา มีเจดีย์บริวารโดยรอบ อีกทั้งได้ทรงสร้างพระพุทธรูปทองคำ เงิน นาก และสำริดหลายขนาดประดิษฐานไว้ในวัดนั้น เพื่อให้สมพระเกียรติของพระอัครมเหสี ผู้ทรงคุณความดีอันประเสริฐ และเป็นพุทธบูชาแก่ราษฎรสืบไป

ตำนานพระนางเลือดขาว มิใช่จะมีอยู่เพียงใน จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในจังหวัดอื่นเช่นภูเก็ตด้วยครับ

ดังสำนวนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับประวัติ วัดพระนางสร้าง ซึ่งเป็นวัดประจำอำเภอถลาง จ.ภูเก็ต ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ต.เทพกษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ตำนานเดิมของวัดพระนางสร้าง มีผู้เล่าสืบต่อๆ กันมาหลายกระแส รายละเอียดของเรื่องแตกต่างกัน แต่ใจความส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน ดังนี้

พระนางเลือดขาว เป็นมเหสีของผู้ครองนครใดไม่ปรากฏแน่ชัด เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ต่อมาถูกเสนาบดีในนครนั้นกลั่นแกล้ง กราบทูลต่อเจ้าผู้ครองนครใส่ร้ายว่าพระนางมีชู้กับมหาดเล็ก

เจ้าผู้ครองนครหลงเชื่อ จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตนำพระนางและมหาดเล็กนั้นไปประหารชีวิต พระนางได้พยายามขอร้อง และแสดงความบริสุทธ์ ถึงกระนั้นเจ้าผู้ครองนครก็ไม่ยอมเชื่อ

เมื่อหมดหนทาง พระนางจึงได้ขอผ่อนผันให้ได้ไปนมัสการพระบรมธาตุที่เมืองลังกาเสียก่อน แล้วจะเสด็จกลับมารับพระอาญาประหารชีวิต

เจ้าผู้ครองนครตกลงยินยอมให้พระนางไปเมืองลังกา เพราะเห็นว่า คนในนครนั้นไม่ชำนาญในการเดินเรือ และหนทางก็ไกลมาก พระนางคงจะไปสิ้นพระชนม์เสียระหว่างเดินทางมากกว่า

พระนางเลือดขาว และข้าราชบริพารที่ยังจงรักภักดีต่อพระนางอยู่ จึงออกเดินทางไปลังกา ตลอดเวลาของการเดินทาง พระนางทรงยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยให้คุ้มครองป้องกัน ทรงมีรับสั่งแก่ผู้ร่วมเดินทางว่า

ถ้าเราไม่สิ้นวาสนาเสียก่อน เราต้องไปนมัสการพระบรมธาตุให้จงได้ และถ้าเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ ก็จะสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึก แล้วจึงจะไปรับพระราชอาญา

อาจจะเป็นด้วยบุญญาธิการที่ทรงเคยมีมาก่อน หรือผลานิสงส์แห่งการยึดมั่นต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เหลือที่จะวินิจฉัยนะครับ

พระนางและคณะได้ไปถึงลังกา และได้เข้านมัสการพระบรมธาตุด้วยความปีติยินดียิ่งนัก อีกทั้งได้อัญเชิญพระพุทธรูปกลับมามากมาย บางแห่งเล่าว่าได้นำเอาโพธิ์ลังกามาด้วย หรือบางแห่งก็เล่าว่า ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย

ช่วงเดินทางกลับ พระนางได้โปรดฯ ให้นำเรือเข้าพักที่เกาะถลาง และทรงสร้างวัดขึ้นแห่งหนึ่งไว้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า วัดพระนางสร้าง 


พระอุโบสถ วัดพระนางสร้าง จ.ภูเก็ต
ภาพจาก http://gerryganttphotography.com

เล่ากันว่า พระนางได้ทรงปลูกต้นประดู่ และต้นตะเคียนไว้ด้วย ซึ่งคงอยู่ต่อมาจนถูกโค่นเพื่อสร้างโรงเรียนเมื่อราวๆ ปี พ.ศ.๒๕๑๒

บางแห่งก็ว่ากันว่า พระนางคงเอาของมีค่าทางพระพุทธศาสนาบรรจุไว้ในเจดีย์บ้าง แต่ตอนนั้นคงไม่ได้สร้างถาวรวัตถุอะไรมากนัก เพราะภูมิประเทศเป็นป่า

เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว พระนางก็ทรงนำข้าราชบริพารเดินทางกลับสู่บ้านเมืองของพระนาง แม้จะทรงรู้ว่ากำลังกลับไปรับโทษประหาร พระนางก็ทรงมีความปลื้มปีติในพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทรงสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่เอาไว้

ทว่าเมื่อมาถึงชานเมือง พระแม่เจ้าก็ทรงทราบว่า ขณะที่พระนางไม่อยู่ ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ พระสวามีถูกประหารชีวิต ด้วยเหตุนี้พระนางจึงพ้นพระอาญาหลวง

พระนางจึงมิได้เสด็จเข้าไปในพระนคร และทรงมีรับสั่งกับผู้ติดตามว่า เมื่อมีชีวิตรอดแล้ว ก็จะต้องสร้างวัดวาอารามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ข้าราชบริพารทุกคนที่ติดตาม ต่างพากันอนุโมทนาสาธุ

ดังนั้น พระนางและคณะจึงได้นำสิ่งของต่างๆ จากเมืองลังกา นำไปสร้างวัดอื่นๆ อีก

แต่เคราะห์กรรมของพระนางก็มิได้สิ้นสุดไป พร้อมกับการตายของเจ้าเมืองคนเก่าหรอกครับ
เพราะเมื่อเรื่องของพระนาง เล่าลือไปถึงหูเจ้าผู้ครองนครคนใหม่ กษัตริย์ผู้ชั่วร้ายก็สั่งให้ทหารมาจับพระนาง และข้าราชบริพารทั้งหลายไปประหารชีวิต เพื่อจะได้แย่งชิงทรัพย์สมบัติทางพุทธศาสนาไปเป็นของตน

เมื่อเพชฌฆาตลงดาบตัดศีรษะของพระนางนั้น ปรากฏว่าพระโลหิตที่พุ่งออกมามีสีขาว ประชาชนจึงขนานนามว่า พระนางเลือดขาว
  
ผมวิเคราะห์ดูตำนานพระนางเลือดขาวสำนวนนี้แล้ว มีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า น่าจะเป็นฉบับที่ผสมผสานระหว่างตำนานแม่เจ้าอยู่หัวของเมืองนครฯ กับ ตำนานพระนางมะฮ์ซูรีของลังกาวี ครับ

เพราะพระนางเลือดขาวพระองค์นี้ ทรงเป็นขัตติยนารีผู้ใฝ่ใจในพระธรรมเหมือนแม่เจ้าอยู่หัว ได้ไปลังกาเหมือนกัน และถูกกลั่นแกล้งเหมือนกัน


พระนางมะฮ์ซูรี ซึ่งการสิ้นพระชนม์ทำให้เกาะลังกาวีต้องคำสาป ๗ ชั่วโตตร
รัฐบาลมาเลเซียต้องเชิญสาวไทย ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ ๗ ของพระนาง
ไปแก้อาถรรพณ์จนสำเร็จ เป็นข่าวใหญ่เมื่อพ.ศ.๒๕๕๐

แต่ลักษณะที่ถูกกลั่นแกล้งนั้น เหมือนพระนางมะฮ์ซูรี คือถูกกล่าวหาว่าคบชู้ ลงท้ายก็เหมือนพระนางมะฮ์ซูรี คือถูกประหารด้วยการบั่นพระศอ จนพระโลหิตที่ไหลออกมาเป็นสีขาว

ตำนานที่มีลักษณะผสมผสานเช่นนี้ คงเป็นของใหม่ หรือเป็นตำนานชั้นรองกว่าพระนางเลือดขาวของเมืองนครฯ 

และก็คงจะเกิดจาก การที่คนถลางได้ฟังตำนานพระนางเลือดขาวของเมืองนครฯ มาอย่างย่นย่อ แล้วก็เลยรักษาไว้ได้แต่ใจความที่สำคัญจริงๆ ครั้นภายหลัง พอได้ติดต่อกับทางลังกาวีมากเข้า มีตำนานพระนางเลือดขาวเหมือนกัน ก็เลยรับมาผสมผสาน จนมีเนื้อหาดังกล่าว

ส่วนวัดพระนางสร้างนั้น ในตำนานพระนางเลือดขาวของทางนครฯ ได้กล่าวไว้แล้วว่า ทรงสร้างวัดไว้มากมาย ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยแต่อย่างใดว่าจะรวมวัดแห่งนี้เข้าไว้ด้วย

เพราะถึงตำนานจะผิดเพี้ยนไปเพียงใด ชื่อวัดก็ยังสื่อถึงความหมายเดิมอยู่ครับ

ทุกวันนี้ แม้ว่าพระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัว จะสิ้นพระชนม์ไปแล้วเป็นเวลานานกว่า ๗๐๐ ปี พระนางก็ยังทรงเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนโดยตลอด เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่คนปักษ์ใต้โดยทั่วไป

ผู้ที่เคารพศรัทธาในพระนาง จะพากันไปไหว้พระรูปที่ประดิษฐานเคียงคู่กับพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ในบริเวณ วัดพระมหาธาตุราชวรมหาวิหาร  อ.เมือง และที่ วัดแม่เจ้าอยู่หัว ณ ชุมชนสายหาดแก้ว หมู่ที่ ๓ ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่

โดยเฉพาะวัดแม่เจ้าอยู่หัว ซึ่งมีตำนานผูกพันกับเรื่องราวของพระนางดังกล่าวแล้ว ภายในวัดมีพระรูปหล่อด้วยโลหะปิดทอง เป็นลักษณะสตรีสูงศักดิ์ ประทับนั่งพับเพียบ พระหัตถ์ขวาถือดอกบัวยกขึ้นเสมอพระอุระ แสดงถึงพระราชศรัทธา และชื่อเสียงในทางธรรมของพระนาง พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา ถือกล่องเล็กๆ เป็นลีลาที่อ่อนหวาน และสงบเยือกเย็นยิ่งนัก

เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้พระรูปองค์นี้จะปั้นหล่อได้งดงาม แต่ฉลองพระองค์เป็นแบบไทยรัตนโกสินทร์ห่มสไบเฉียง

เข้าใจว่า ในช่วงเวลาที่ดำเนินการออกแบบพระรูปนั้น ไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่จะทำให้ถูกต้องตามยุคสมัยของพระนางตามตำนาน ก็เป็นได้

เป็นที่รู้กันในหมู่คนเชียรใหญ่รุ่นเก่าๆ ว่าในสมัยที่ยังนิยมการเดินทางทางน้ำนั้น คนขับเรือทุกคนเมื่อผ่านหน้าวัดแม่เจ้าอยู่หัวจะชะลอเครื่องเรือ เพื่อสักการะและขอพรให้เดินทางปลอดภัย พวกพ่อค้าแม่ขายก็จะขอพรให้ทำมาค้าขึ้น

ส่วนคนจากที่อื่น ซึ่งขับเรือผ่านไปไม่ชะลอไม่เคารพสักการะแม่เจ้าอยู่หัว มักจะเกิดเหตุร้ายต่างๆ เช่น เรือล่ม สิ่งของเสียหาย บางครั้งถึงแก่ชีวิต


พระรูปในศาลาที่เขาขุนพนม จ.นครศรีธรรมราช
ภาพจาก http://www.weekendhobby.com

ความจริง ยังมีพระรูปรมดำของพระนางเลือดขาว แม่เจ้าอยู่หัว อยู่ที่เขาขุนพนม ใน จ.นครศรีธรรมราช แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก นอกจากคนที่ไปไหว้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีตำนานว่าหลังสิ้นรัชกาล ทรงลี้ภัยการเมืองไปผนวชที่นั่น 


Total Pageviews