Tuesday, February 13, 2018

พระนางจามรี เจ้าแม่เจนเมือง




พระนางจามรี ทรงเป็นกษัตริย์หญิงในตำนานอีกพระองค์หนึ่ง ที่ครองราชย์อยู่ในพื้นที่ที่เป็นเขตจังหวัดลำพูนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพระนางจามเทวี

และพระนามก็คล้ายกันมาก จนเป็นเหตุให้มีผู้สับสนบ่อยๆ ทั้งที่จริงแล้ว เป็นกษัตรีย์คนละพระองค์ และอยู่ในคนละยุคสมัยกัน

กล่าวคือ ยุคสมัยของพระนางจามรีนั้น เชื่อกันว่าคงอยู่ในราวๆ สมัยหริภุญไชยตอนปลาย หรือล้านนาตอนต้น ครับ

ทั้งนี้เพราะตำนานของพระนาง ผูกพันกับการสร้างเมือง หลวงพระบาง ในประเทศลาวด้วย

เรื่องราวของพระนางจามรี มีบันทึกไว้ในประวัติ วัดพระธาตุดวงเดียว หรือ วัดพระธาตุกลางเวียง อ.ลี้ จ.ลำพูน กล่าวว่ามีเวียงอยู่เวียงหนึ่ง อยู่ทางตอนใต้ของจีน เป็นเวียงที่เก่าแก่นานมาก เคยมีเจ้าผู้ครองสืบสายต่อกันมาหลายองค์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเวียงนี้ เรียกว่า ชาวโยนก

ลุมาถึงปีพุทธศักราช ๕๐๐-๗๗๐ เจ้าเมืองวิเทหะ และพวกจีนฮ่อในแคว้นยูนนาน ได้แผ่อาณาเขตมาถึงโยนก กดขี่ข่มเหงกระทำทารุณกรรมบังคับขู่เข็ญชาวโยนกให้เป็นทาส

ปรากฏว่าชาวโยนกผู้รักอิสระเสรี รักความเป็นไทไม่ยอมรับใช้เผ่าจีนฮ่อ ได้อพยพผู้คนถอยหนีลงมาตามลำดับและมาตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ในปัจจุบันนี้เรียกกันว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองจุไท 

และต่อมาพอมีกำลังเข้มแข็งขึ้น ก็พากันไปตั้งเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาวทุกวันนี้

ชาวโยนกที่เป็นผู้สถาปนาเมืองหลวงพระบางนี้ มี เจ้าคำภีระ เป็นผู้นำ




เจ้าคำภีระมีธิดาองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระนางจามรี กล่าวกันว่าทรงมีพระรูปเลอโฉมยิ่งนัก และโปรดการทรงม้ามาก มักทรงม้าเสด็จไปเที่ยวดูภูมิสถานต่างๆ ด้วยพระองค์เองโดยมีมหาดเล็กคอยติดตาม เป็นภาพที่คุ้นตาชาวเมืองหลวงพระบางอยู่เสมอ

ปรากฏว่า ภายหลังจากสถาปนาเมืองหลวงพระบางขึ้นแล้ว เมืองดังกล่าวมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก จนเป็นที่สนใจของพวกจีนฮ่ออีก 

พวกจีนฮ่อจึงได้รวบรวมกำลังยกตามลงมาถึงสิบสองปันนา เข้าตีหลวงพระบาง ชาวโยนกแห่งหลวงพระบางสามารถต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ในที่สุด หลวงพระบางก็มีทีท่าว่าจะแตก




เจ้าคำภีระ ผู้ครองเมืองหลวงพระบางจึงทรงมีรับสั่ง ให้พระนางจามรีพาเสนามหาอำมาตย์ และข้าราชบริพารนำทรัพย์สมบัติของมีค่า พร้อมทหารจำนวนหนึ่งหนีไปก่อน

เมื่อขบวนเสด็จออกนอกเมือง ชาวบ้านที่อยู่ในเส้นทางที่ขบวนเสด็จผ่านก็ขอติดตาม จึงเดินทางไปด้วยกันเป็นขบวนใหญ่ อพยพหนีภัยจากเมืองหลวงพระบางอย่างเร่งรีบ




ไม่ช้าเมืองหลวงพระบางก็แตก เจ้าคำภีระสิ้นพระชนม์ภายใต้คมดาบของพวกจีนฮ่อ

ส่วนพระนางจามรีนั้น ได้ทรงนำพาบริวารชายหญิงทั้งหมด เสด็จผ่านเชียงตุง เชียงรุ้ง เชียงแสน ตามลำดับ

ในตำนานนั้นว่าพระนางทรงมีนายทหารคนสนิทคนหนี่งชื่อว่า เจ้าพันมหาด ได้ติดตามอารักขาเป็นองครักษ์คู่พระทัย และเป็นคนนำทางด้วย จนกระทั่งไปถึง เมืองจำปี หรือ เมืองคามีระนคร ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ในปัจจุบัน

ที่นั่นพระนางจามรีทรงได้พญาช้างเชือกหนึ่ง มีลักษณะดีถูกต้องตามตำรา คือ พลายสุวรรณมงคล เป็นช้างคู่บุญบารมีของพระนาง

และปรากฏว่า เจ้าพันมหาดรู้วิชาบังคับช้างยิ่งกว่าผู้ใดในขบวนเสด็จ จึงโปรดฯ ให้เป็น หัตถาจารย์ หรือควาญช้าง และพระนางเองก็โปรดฯ ให้ใช้ช้างนั้นเป็นช้างทรง หรือช้างพระที่นั่งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

จากนั้น พระนางได้นำขบวนออกจากเมืองคามีระนคร เพื่อหนีให้พ้นจากเขตอิทธิพลของพวกจีนฮ่อ พระนางได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า ขอให้ผู้คนทั้งหมดของพระนางสามารถหนีพ้นภยันตรายไป จนกระทั่งถึงที่ที่จะตั้งบ้านตั้งเมืองใหม่ได้โดยสวัสดิภาพ ขอให้พญาช้างมงคลนี้ นำทางไปตลอดรอดฝั่ง

ต่อมา ขบวนเสด็จก็พากันไปถึง ดอยเพียงดาว หรือ ดอยเชียงดาว ในปัจจุบัน พระนางจามรีโปรดฯ ให้พักพลบริวารอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกันต่อไปเรื่อยๆ

จนลุมาถึงดอยลูกหนึ่ง หรือภูเขาสูงใกล้แม่น้ำแม่ระมิงค์ พญาช้างได้ไหลลื่นลงจากดอยทั้งลูกนั้น ที่นั่นจึงมีนามว่า ดอยหล่อ เดี๋ยวนี้อยู่ใน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ในปัจจุบัน

ตามตำนานว่า ขบวนของพระนางจามรีได้พากันลงจากดอยหล่อ เดินทางต่อไปถึงริมแม่น้ำระมิงค์ หรือแม่น้ำปิง แล้วหันหน้าไปอีกฟากหนึ่ง พอพ้นแม่น้ำ ทั้งช้างและคนก็เดินลัดเลาะป่าดงพงไพรไปตามริมฝั่ง โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จนกระทั่งลัดเลาะออกจากป่าแล้วหยุดพักตรงนั้น เรียกว่า แม่ลอบ ในปัจจุบัน

หลังจากแวะพักที่แม่ลอบแล้ว จึงพากันขึ้นดอยที่ยาวออกไปเรื่อยๆ แล้วพากันหยุด

ถึงตอนนี้ ตำนานพื้นบ้านเล่ากันเป็นทำนองว่า พวกผู้หญิงที่หาบสัมภาระเดินตามกันขึ้นดอยยาวต่างก็พากันอ่อนระโหยโรยแรง บางคนก็หายใจถี่เร็วเปล่งเสียงออกมา หุย หุย ดอยยาวลูกนั้นจึงมีนามว่า ดอยอีฮุ้ย




การเดินทางของขบวนผู้ลี้ภัยชาวหลวงพระบางอย่างลำบาก และระยะทางก็ไกลแสนไกลเช่นนี้ ทำให้เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ชำรุดเสียหายเป็นอันมาก แม้กระทั่งเครื่องทรงพญาช้างพระที่นั่งของพระนางจามรี

เมื่อไปหยุดพักยังบริเวณที่ปัจจุบันนี้เป็น บ้านแม่แสม เจ้าพันมหาดจึงปลดเครื่องทรงพญาช้างลงซ่อมแซมตรงนั้น จากนั้นก็พากันเคลื่อนขบวนต่อไป

จนพากันไปถึงที่แห่งหนึ่ง เจ้าพันมหาดก็อยากจะพักช้าง จึงกดหัวช้าง แต่ช้างไม่ยอมน้อมหัวลง ที่บริเวณนั้นเรียกกันต่อมาว่า ทุ่งหัวช้าง จนทุกวันนี้

และพอไปถึงที่อีกแห่งหนึ่ง พญาช้างพระที่นั่งของพระนางจามรีจึงได้หยุด เจ้าพันมหาดจึงได้กดหัวช้างให้หมอบลงลงตรงนั้น ที่นั้นจึงเรียกชื่อกันต่อมาว่า แม่ปลง เดี๋ยวนี้เรียกว่า บ้านปวง

ตามตำนานว่า ขบวนเสด็จของพระนางได้พากันหยุดพักที่นั่นหลายเดือนด้วยกัน

ทีนี้เจ้าพันมหาดเป็นคนชอบล่าสัตว์เป็นนิสัยมาก่อน ตามตำนานว่าแวะพักที่ไหนก็เที่ยวล่าสัตว์ที่นั่นละครับ  

ระหว่างพักอยู่ที่แม่ปลง เจ้าพันมหาดก็ออกล่าสัตว์ทุกวันตามเคย แต่วันหนึ่งเป็นคราวเคราะห์ ถูกงูเห่ากัด ทั้งที่ปกติเป็นผู้ชำนาญการเดินป่าที่สุด และเจ้าพันมหาดก็ได้แต่นั่งครวญครางอยู่ในป่าคนเดียว เพราะไม่มีคู่หูไปด้วยวันนั้น




จนวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเสวยอาหารเช้า พระนางจามรีจึงได้ทรงถามหาเจ้าพันมหาด และทรงรออยู่จนกระทั่งเกินเวลา จึงทรงมีรับสั่งให้ทหารพากันออกไปเสาะหาที่ที่องครักษ์คู่พระทัยของพระนางเคยไป

พอทหารไปพบเจ้าพันมหาดนั่งครวญครางอยู่จึงรีบพากลับที่พัก แต่เจ้าพันมหาดถูกพามาถึงเมื่อสายเกินไป แพทย์หลวงของพระนางจามรีจะเยียวยาเท่าใดก็ไร้ผล

ในที่สุดเจ้าพันมหาดก็สิ้นใจตายตรงนั้น แต่นับว่าเป็นบุญ ที่ก่อนตายยังได้มีโอกาสเฝ้าเจ้าหญิงที่เขาถวายอารักขามาตลอดทาง ด้วยความจงรักภักดีอย่างที่สุด




ล่ากันว่า ดวงวิญญาณของเจ้าพันมหาดได้กลายเป็นอารักษ์สถิตย์อยู่บริเวณนั้นเอง เรียกกันว่า อารักษ์เจ้าพันมหาด ต่อมาสถานที่นั้นได้เป็นที่ตั้ง วัดแอ่งพระนาง

ฝ่ายพระนางจามรี เมื่อเจ้าพันมหาดเสียชีวิตแล้ว พระนางก็ทรงเสียพระทัย และไม่ทรงทราบว่าจะไปทางไหนดี จึงให้ตกแต่งพวงคำประดับพญาช้างตรงนั้น พญาช้างเชือกนั้นจึงได้ชื่อใหม่ว่า ช้างพวงคำ ด้วยเหตุพระนางจามรีตกแต่งช้างด้วยพวงคำนั่นเอง

พอประดับพญาช้างด้วยพวงคำบริบูรณ์แล้ว พระนางจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานต่อเทพยดาอารักษ์เป็นครั้งที่สอง ขอให้นำพญาช้างของพระนางไปสู่สถานที่อันควรตั้งบ้านเมืองตั้งเมือง

จากนั้น พระนางเสด็จขึ้นประทับบนหลังพญาช้างพวงคำ นำชาวหลวงพระบางทั้งปวงเดินทางต่อไป พญาช้างพวงคำก็พาขบวนเสด็จล่องไปตามริมฝั่งแม่น้ำลี้ พอไปถึงดอยลูกหนึ่ง เกิดมีเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ ช้างได้กลับคืนหลังชั่วขณะหนึ่ง สถานที่นั้นเรียกกันต่อมาว่า ดอยช้างคืน

จนเมื่อพญาช้างได้สติคืนมา ก็นำขบวนเสด็จลัดเลาะต่อไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง คือบริเวณ หมู่บ้านผายอง ในปัจจุบันนี้

พระนางจามรีก็ทรงมีรับสั่งให้พวกผู้ชายไปขนเอาหินก้อนใหญ่ๆ มาวางเรียงกัน และได้ตั้งจิตอธิษฐานเช่นเดียวกับครั้งแรก แล้วจึงทรงให้พญาช้างพวงคำ นำผู้คนเดินทางต่อไป โดยมิได้เสด็จขึ้นประทับบนหลังช้างอย่างเคย

พญาช้างก็นำคนทั้งหมด บ่ายหน้าลัดเข้าป่าไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน พญาช้างได้สะดุ้งตกใจกลัวอะไรบางอย่างที่ผู้คนไม่เห็นตัว จะเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาตนใดก็หาทราบไม่ ทำให้พญาช้างพระที่นั่งถึงกับวิ่งเตลิด หรือในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า หก

ที่ตรงนั้นต่อมาเป็น หมู่บ้านโป่งหลอก ติดกับ บ้านป่าหก มาจนถึงทุกวันนี้

พอช้างวิ่งหรือหกไปไม่ไกลนัก พวงคำได้หลุดตกจากช้าง และสถานที่นั้นก็ได้ชื่อต่อมาว่า บ้านปวงคำ หรือ บ้านพวงคำ มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อทอดพระเนตรเห็นช้างพระที่นั่งหนีไปอย่างนั้น พระนางจามรีจึงทรงมีรับสั่งให้ทหารของพระนางพากันไปสกัดหน้าช้างที่สบแวน แต่จับไม่ได้ พญาช้างได้ลัดเลาะขึ้นเนินไปแล้วตัดลงทางห้วยสายบริวารของแม่น้ำลี้ พระนางกับชาวหลวงพระบางทั้งหลายก็พยายามติดตามช้างไปจนทัน และทรงให้ทหารช่วยกันจับช้างได้ที่ฮ่อมต้อ

พอจับช้างทรงได้แล้ว พระนางก็ประดับตกแต่งพญาช้างนั้นพวงคำใหม่ แล้วพระนางและบริวารก็ได้ร่วมกันตั้งสัจจาธิษฐานเป็นครั้งที่สามว่า

หากว่าข้าพเจ้ายังมีบุญบารมีเพียงพอ จะได้สร้างเมือง ณ สถานที่ใดจริงๆ เพื่อเป็นที่ลี้ภัย หลังจากพากันรอนแรมเหนื่อยยากมาเกือบปีแล้ว ก็ขออำนาจเทพยดา ได้นำพญาช้างไปสูที่ที่ควรแก่การตั้งเมืองด้วยเถิด

ด้วยสัจจาธิษฐานนั้น เทพยดาก็นำช้างขึ้นห้วยแม่แต๊ะและแม่ไป ขึ้นไปจากห้วยแม่ไปขึ้นดอยทางทิศตะวันตกของแม่น้ำลี้

ดอยลูกนี้มีลักษณะทอดยาวไปไกล และเป็นสถานที่สำคัญ คือ ในอดีตชาติ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นโคอยู่ดอยลูกนี้มาก่อน บนดอยลูกนี้มีจอมปลวกใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง มีหินสีขาวคล้ายกับไข่นกยูง และมีพญานาคคอยปกปักรักษาไว้

พอเทพยดาดลใจพญาช้างของพระนางจามรีให้ไปถึงจอมปลวกใหญ่นั้น พญาช้างมงคลก็ได้ร้องเสียงดังกึกก้อง แล้วเดินเวียนรอบจอมปลวกโดยทักษิณาวรรต ๓ รอบ ทั้งยังได้เอางวงหักกิ่งไม้ที่มีดอกแถวนั้นมาพัดวีจอมปลวก ก่อนจะหยุดยืน และเอางวงยกขึ้นลงทำความเคารพสถานที่ตรงนั้น




พระนางจามรีและบริวารเห็นเหตุอันเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น ก็รู้ว่าเทพยดาฟ้าดินได้ตอบสนองคำอธิษฐานที่จะให้พระนางและผู้คนทั้งหลายได้ตั้งบ้านแปลงเมืองแล้ว

พระนางและคนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันพักตรงใกล้ๆ กับไม้มะค่าต้นใหญ่ ที่แผ่ปกคลุมที่ตรงนั้น ชาวบ้านเล่ากันว่าเดี๋ยวนี้ไม้มะค่าต้นดังกล่าวตายไปตามอายุขัยแล้ว แต่มีต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นมาแทนเป็นที่สังเกต

และในคืนนั้นเอง ได้มีลูกแก้วลอยขึ้นจากจอมปลวกใหญ่ เป็นเหตุอัศจรรย์อีกคำรบหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น พระนางจามรีจึงโปรดฯ ให้บริวารแผ้วถางบริเวณจอมปลวกใหญ่ให้สะอาด ถือเอาเป็นแกนกลางใจเมือง แล้วให้พญาช้างเดินรอบพื้นที่นั้น เอาแนวที่ช้างเดินรอบเป็นเขตกำแพง แล้วโปรดให้ทำการขุดคูเมืองสองชั้น โดยทรงให้รักษาป่าไม้ไผ่หนาทึบที่มีอยู่แล้วเป็นแนวกำแพงล้อมเมือง สร้างประตูเมือง ๒ แห่งทางทิศเหนือและทิศใต้ นอกจากนี้ พระนางยังโปรดฯ ให้ทำคันกั้นน้ำไว้อีกด้วย

การที่ทรงใช้ป่าไผ่หนาทึบเป็นกำแพงเมืองนี้ นับว่าเป็นพระอัจริยภาพในการดัดแปลงสภาพแวดล้อม ให้สามารถป้องกันอันตรายแก่เมืองใหม่ของพระนางได้เป็นอย่างดีครับ

เพราะว่ากันว่า ดงไผ่นั้นหนาทึบจริงๆ จนถ้ามองจากภายนอกแทบไม่รู้ว่ามีบ้านเมืองอยู่ภายใน มิหนำซ้ำ ยังเป็นเมืองบนที่สูงปกคลุมด้วยหมอก นับเป็นสถานที่ลี้ลับอย่างยิ่ง




เมืองนี้จึงได้นามว่า เมืองลี้ มาจนทุกวันนี้

จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หลังจากตั้งบ้านเมืองหรือเวียงให้ดีพอใช้เรียบร้อยแล้ว พระนางก็โปรดฯ ให้สร้าง พระธาตุดวงเดียว ขึ้นก่อน ในเขตพระราชฐานหรือวังของพระนาง แล้วสร้าง วัดพระธาตุห้าดวง เป็นวัดแรกของเมืองลี้ ซึ่งเชื่อกันว่าสร้างขึ้นติดกับเขตพระราชฐานนั้นเอง

เหตุที่พระนางสร้างทั้งพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงนั้น อธิบายกันว่า เพราะทรงถือเอานิมิตลูกแก้วที่ลอยออกจากจอมปลวกใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ลูกแก้วนั้นเปล่งแสงอยู่เพียงดวงเดียวก็จริง แต่ลอยไปมาอยู่ห้าครั้ง จึงทรงถือเอานิมิตนั้นสร้างเป็นพระธาตุดวงเดียวไว้ในเขตวังของพระนาง แล้วบริเวณที่ลูกแก้วลอยไปมาห้าครั้งนั้นก็สถาปนาขึ้นเป็นวัด




ตำนานกล่าวว่า หลังจากสร้างเมืองใหม่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ประชาชนที่อยู่อาศัยต่างก็พากันมีความสุขสบายปลอดภัย และอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้ากัน

พระนางจามรีจึงโปรดฯ ให้สร้างวัดให้ประชาชนได้ทำบุญทำทานในพระศาสนาเพิ่มขึ้นนอกเขตพระราชฐานอีกหลายวัดด้วยกัน แต่ที่คงทนถาวรมาถึงจนทุกวันนี้ คือ พระธาตุดวงเดียวและพระธาตุห้าดวงเท่านั้น นอกนั้นเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

ส่วนพญาช้างคู่บุญบารมี ซึ่งได้เป็นช้างพระที่นั่งนำทางมาโดยตลอด จนกระทั่งพบที่สร้างเมืองแล้ว ก็หมดอายุขัยล้มลง หลังจากสร้างพระธาตุในเขตพระราชฐานและเวียงวังเสร็จนั่นเอง




พระนางจามรี จึงโปรดฯ ให้มีการเผาศพพญาช้างมงคล แล้วนำอัฐิฝังโดยรอบพระเจดีย์ดวงเดียว และต่อมาในยุคปัจจุบันจึงมีผู้สร้างอนุสาวรีย์พญาช้างอยู่ติดกับพระธาตุดวงเดียวจนทุกวันนี้

เล่ากันว่า ในสมัยที่พระแม่เจ้าจามรีทรงเป็นปฐมกษัตริย์ครองเมืองลี้นั้น บ้านเมืองของพระนางมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และไม่ถูกรุกรานโดยผู้หนึ่งผู้ใดอีกเลย

พระนางทรงสร้างวัดวาอารามต่างๆ สร้างสระใหญ่ สร้างตลาดใหญ่สำหรับทำมาค้าขาย แม้ว่ามองจากภายนอกจะดูราวกับเป็นเมืองลับแล แต่บรรยากาศภายในเมืองกลับเต็มไปด้วยความสุขสบาย และความสงบร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา

และเมืองลี้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเมืองโดดเดี่ยวตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก เพราะมีพ่อค้าในเมืองนำสินค้าล่องจากแม่น้ำลี้สู่แม่ปิง ไปค้าขายยัง เมืองแก่งสร้อย ซึ่งตำนานว่ามี เจ้าข้อมือเหล็ก เป็นอุปราชเมือง มี เจ้าแม่นางบัวตูม เป็นนางพญาเมือง

แต่กาลเวลาย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกฎอนิจจัง




พระนางจามรี ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เจ้าแม่เจนเมือง หรือเจ้าแม่แห่งเมืองลี้ลับ ก็ทรงสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ด้วยอายุขัยด้วยวัยอันไม่สมควร กล่าวคือ พระชันษาในเวลานั้นยังไม่ถึง ๕๐ ปี จะเป็นด้วยเหตุใด ตำนานมิได้บอกไว้

ในสายตาของนักประวัติศาสตร์ทั่วไป เรื่องราวของพระนางจามรีก็เป็นเช่นเดียวกับพระนางจามเทวีครับ คือ มองกันว่าเป็นตำนาน หรือนิทานชาวบ้านอย่างแท้จริง

และพระนางก็ทรงมีตัวตนอยู่เฉพาะในจิตสำนึกของชาว อ.ลี้ ในปัจจุบัน ที่ยังมีวัดพระธาตุดวงเดียว และ วัดพระธาตุห้าดวง ตั้งอยู่เท่านั้น แทบจะไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้คนภายนอกแต่อย่างใด

จนกระทั่งในพ.ศ.๒๕๔๙ เกิดโครงการผลักดันลำพูนสู่มรดกโลก ทางจังหวัดลำพูนได้มีการจัดตั้งทีมสำรวจแหล่งทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเรื่องราวของพระนางจามรีขึ้น เพราะคำร่ำลือของคนในท้องถิ่นอย่างหนาหูว่า ที่อำเภอลี้ยังมีโลกเร้นลับนับจำนวนไม่ถ้วนนั่นเอง

และหลังจากทีมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และตำนานเมืองลี้ มี ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยในขณะนั้น และ สิบเอกสุวิช ศรีวิราช ผู้เป็นทั้งปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการวัฒนธรรม ๗  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ ได้ดำเนินการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

ทางทีมงานก็เปิดเผยข้อมูลใหม่ล่าสุด เป็นปฐมบทแห่งการนำความกระจ่างมาสู่ตำนานพระนางจามรีว่า

เวียงลี้ ตัวจริงนั้นตั้งอยู่ที่ดอยผาเวียง ต.บ้านลาน เป็นจุดลี้ลับ พวกเราเดินทางบุกป่าขึ้นดอยข้ามห้วยข้ามเหวด้วยระยะทางพื้นราบสลับสูงชันร่วม ๓๐ กิโลเมตร เป็นเวิ้งเวียงที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า มีร่องรอยความอุดมสมบูรณ์ของคูน้ำคันดินและพืชพรรณธัญญาหาร พบซากเจดีย์วิหารเก่าสมัยล้านนาตอนต้น ยุคพระนางจามรี แถวนั้นมีต้นลำไยป่าขนาดยักษ์ร่วม ๑๐๐ ต้น สูงลิบลิ่วราว ๓๐ เมตร ๕ คนโอบอายุหลายร้อยปี สามารถพัฒนาไปเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวได้

นอกจากนี้แล้วที่ ต.ลี้ ยังพบ ผายองซึ่งมีลักษณะคล้ายหินตั้งเป็นกองสูง เกิดจากการแตกตัวทางธรณีวิทยาทำให้หินมากองซ้อนทับกัน คนเมืองเห็นว่าหินนั่งกองทับกันจึงเรียกว่าผายอง และหินแท่งนี้ต่อมาคงใช้เป็น ไชยภูมิสำคัญยามเดินทัพ ใช้เป็นปราการป้อมค่ายหอรบดูทัพข้าศึก แต่ไม่พบร่องรอยของการประกอบพิธีกรรม


พระรูปเจ้าแม่จามรี ภายในศาลที่วัดพระธาตุดวงเดียว

นั่นหมายถึง บริเวณวัดพระธาตุดวงเดียวและวัดพระธาตุห้าดวง ที่ตำนานกล่าวถึงจนเป็นที่เชื่อถือกันทั่วไปมาตลอดว่า เป็นตัวเมืองลี้ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น มิได้เป็นเมืองเก่าแก่ทันรัชสมัยพระนางจามรีอย่างแท้จริง

เมืองลี้ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้นในตำนานจริงๆ น่าจะตั้งอยู่ที่ดอยผาเวียง ต.บ้านลาน ในเขตอำเภอลี้นั่นเอง

แล้ววัดพระธาตุดวงเดียว กับวัดพระธาตุห้าดวงนั้นมาจากไหน ส.อ.สุวิช ศรีวิราช อธิบายว่า

บริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงในปัจจุบันนี้ อดีตนั้นมีชื่อว่า เวียงกุมตระ ยังเหลือร่องรอยของกำแพงโบราณอยู่ ซึ่งถูกถนนตัดผ่ากลางทำลายซากเมืองเดิม ส่วนตัวเวียงลี้จริงๆ นั้นคือบริเวณดอยผาเวียง

จะว่าไปแล้วประวัติศาสตร์ของเมืองลี้ยังค่อนข้างลึกลับ ไม่เคยมีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่หลักฐานจากชื่อบ้านนามเมืองยังเหลือร่องรอยเค้าเงื่อนให้ชำระสืบค้นได้มากมาย เช่น บ้านเสาสะกัง บ้านป่าช้าลัวะ ฯลฯ

ดังนั้น ในขณะที่ทางราชการกำลังเริ่มดำเนินการศึกษาหลักฐาน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีใน อ.ลี้ เพื่อไขปริศนาตำนานพระนางจามรีให้กระจ่าง และทำให้โบราณสถานร่วมสมัยกับพระนางได้รับการเผยแพร่ออกสู่สายตาโลกภายนอกเป็นครั้งแรก


วัดพระธาตุดวงเดียว

วัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวง ที่มีการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของวัดด้วยการกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามรี ก็กลายเป็นหลักฐานของเวียงอีกเวียงหนึ่ง ที่อาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางเลย

ซึ่งการที่วัดทั้งสอง มีทีท่าว่าจะถูกกันออกจากเรื่องราวที่แท้จริงของพระนางจามรี ผู้เกี่ยวข้องกับทางวัด ก็ไม่อาจจะโต้แย้งผลการสำรวจของทางราชการดังกล่าวได้ เนื่องจากในเขตวัดทั้งสองในปัจจุบันนี้ ไม่มีโบราณวัตถุสถานที่จะยืนยันความเกี่ยวข้องกับพระนางจามรีแต่อย่างใด

ดังที่ ดร.เพ็ญสุภา อดึตหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย กล่าวไว้ในรายงานสรุปผลประชาพิจารณ์ พระธาตุห้าดวง ตีพิมพ์ในนสพ. สื่อลำพูน ฉบับวันที่ ๒๖ สิงหาคม-๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ อย่างชัดเจนว่า

ประวัติการสร้างของวัดพระธาตุห้าดวงที่สืบสาวอายุว่าเก่าแก่ไปถึง ยุคพระนางจามรี สมัยปลายหริภุญไชยนั้นยังอยู่ในข่ายที่คลุมเครือ ว่าเป็นตำนานหรือเรื่องจริง หลักฐานที่เห็นชัดด้วยตาเนื้อ ณ วันนี้ก็ไม่หลงเหลือความเป็นหริภุญไชยใด ๆ อีกแล้ว




แต่เมื่อผมสอบถามเรื่องนี้โดยตรงจาก ส.อ.สุวิช ในช่วงต้นปีพ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งมีการสำรวจแหล่งโบราณคดีลำพูนมากขึ้น ท่านก็มีความเห็นว่า เวียงกุมตระนั้น น่าจะเป็นเวียงสำหรับใช้อยู่อาศัยเป็นหลัก ขณะที่เวียงโบราณบนดอยผาเวียงนั้น เป็นที่หลบซ่อนหนีภัย

ดังนั้น เวียงโบราณดังกล่าวก็ยังคงน่าจะตรงกับเวียง ลี้ ในตำนานพระนางจามรีอยู่ละครับ 

และการที่ได้ชื่อว่าลี้ ก็อาจเป็นเพราะหมายความว่า เป็นเวียงสำหรับลี้ภัยได้ พอๆ กับคำจำกัดความว่าเป็นเวียงลี้ลับ

เพราะคำว่า หลีกลี้ นั้นเป็นคำเก่าแก่ นิยมใช้กันมาก่อนคำว่า ลี้ลับ เสียอีก
         
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการหาคำอธิบายด้วยวิธีพื้นบ้านเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานทางวิชาการ แม้ ในเวลานั้น ส.อ.สุวิชเองจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า เวียงใดกันแน่ที่พระนางจามรีทรงสร้างขึ้น

เพราะถึงอย่างไร เวียงลึกลับบนดอยผาเวียง ก็ยังมีโบราณวัตถุสถานที่เก่าแก่ร่วมสมัยพระนางจามรี มากกว่าบริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุดวงเดียว กับวัดพระธาตุห้าดวง แต่เวียงทั้งสองนั้นเห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันแน่นอนในทางยุทธศาสตร์




ปัจจุบัน ภายในวัดพระธาตุดวงเดียว หรือวัดพระธาตุกลางเวียง มีพระอนุสาวรีย์พระนางจามรีปรากฏอยู่ พระอนุสาวรีย์นี้สร้างโดย นพ.สุรจิตต์ ทองสอดแสง และครอบครัว ได้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๕ และภายในวัดเดียวกันนี้ยังมีภาพตำนานพระนางจามรี ปรากฏเป็นจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารของวัด

ผู้ไปสักการะพระนางจามรีที่เมืองลี้ในปัจจุบัน นอกจากวัดพระธาตุดวงเดียว และวัดพระธาตุห้าดวงที่ควรจะไปเที่ยวชมแล้ว ยังมี วัดพระธาตุแท่นคำ ซึ่งตามประวัติวัดก็ว่าเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองลี้ สร้างในสมัยพระนางจามรีเช่นกัน


ไม่ห่างไปนัก ยังมีโบราณสถานซากวัดโป่งกาง หรือโป่งก้าง ที่ยังไม่ได้บูรณะ ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยล้านนา


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Saturday, January 20, 2018

หวนรำลึกถึง สุริโยไท ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ





แม้ว่า ข้อความในจดหมายเหตุของฟาน ฟลีต ดังที่ผมเคยนำเสนอไปแล้วในหนังสือ ตำนานนางกษัตริย์ จะทำให้เกิดข้อสันนิษฐานใหม่ที่น่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
             
นั่นก็คือ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยมิได้ทรงปลอมพระองค์เป็นชาย ประทับช้างทรงตามเสด็จพระราชสวามีออกสู่สงครามจนสิ้นพระชนม์ ตามที่เราเคยรู้กัน

แต่กลับทรงคบคิดกับพระญาติพระวงศ์ของพระนางเอง เปิดทางให้ทางหงสาวดีมีชัยชนะเหนือกรุงศรีอยุธยา

จน สมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นสมาชิกในราชวงศ์ของพระนาง ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งกรุงศรีอยุธยา

และที่สำคัญก็คือ ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงมากด้วยนะครับ ที่จะสะท้อนเรื่องราวที่แท้จริงของขัตติยนารีพระองค์นี้

แต่การนำเสนอพระราชประวัติของพระนางในหนังสือ และสื่อภาพยนตร์ต่างๆ นั้น แม้จนทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นไปตามพระราชประวัติฉบับที่เป็นทางการอยู่

เพราะตอบรับความเคยชิน และอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่านั่นเองครับ

และโดยความเป็นจริงแล้ว วิธีการเช่นนี้กระทำกันมาเก่าแก่ยาวนานมาก

ดังที่ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงศ์  กล่าวไว้ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ว่า ประวัติวีรกรรมของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวเน้นตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว เพื่อปลุกจิตสำนึกความเป็นเอกภาพของรัฐชาติ




อ.พิเศษยังอธิบายไว้ด้วยว่า เรื่องประเภทนี้เป็นที่นิยมกันสืบมา เพราะสามารถนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ เพื่อความบันเทิงของคนดู บางเรื่องอาจมีสีสันสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ

จนบางทีก็ลืมการตรวจสอบที่มาของหลักฐานถึงความถูกต้อง หรือสาเหตุอันเป็นมูลฐานของเรื่องราว อันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการคำอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ไปเลยก็มี

แต่อย่างไรก็ตาม พระราชประวัติของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั้น มีการนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ สำหรับออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ โดยมีคุณ กาญจนา จินดาวัฒน์ รับบทเป็นสมเด็จพระศรีสุริโยทัย

ละครดังกล่าวเป็นที่จดจำกันได้มาก และก่อให้เกิดกระแสการนิยมบูชาสมเด็จพระศรีสุริโยทัยเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไป แต่ก็ยังไม่เป็นที่ตื่นเต้นกล่าวขวัญกันเท่าใดนักหรอกครับ

จนกระทั่งเรื่องราวของขัตติยนารีพระองค์นี้ ได้ถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นอีกครั้ง เป็นอภิมหาภาพยนตร์ สุริโยไท จากการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในปี พ.ศ.๒๕๔๔

โดยมี ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี รับบทเป็นสมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กลายเป็นที่โจษขานกันทั่วไป ตั้งแต่ก่อนที่จะลงโรงฉาย และหลังจากลาโรงไปแล้ว ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ที่ลงทุนสูงที่สุด และอลังการที่สุด ครั้งแรกของสยามประเทศ

วงการภาพยนตร์ไทยของเรา ได้รู้จักงานทางด้านการออกแบบภาพ การถ่ายทำ และดนตรีประกอบ ว่าอภิมหาภาพยนตร์ของโลกเขาทำกันอย่างไร ก็จากเรื่องนี้

มีการเผยแพร่บันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำอย่างละเอียด เป็นหนังสือเฉพาะกิจหลายเล่ม มีการดึงผู้มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์ระดับโลก มาช่วยตัดต่อเพื่อนำไปฉายในต่างประเทศ




จนถึงความพยายาม ที่จะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ในวงการภาพยนตร์ของโลกอย่างต่อเนื่อง หลังเสร็จสิ้นการฉายในประเทศไทย

และถึงแม้อภิมหาภาพยนตร์ดังกล่าว จะยังคงนำเสนอพระราชประวัติของขัตติยนารีพระองค์นี้ ตามแบบฉบับที่เป็นทางการ มิได้เปลี่ยนผันไปตามทฤษฎีใหม่ที่เกิดจากจดหมายเหตุวันวลิต

รวมทั้งมิได้ทำให้กระแสความนิยมนับถือพระนาง ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปกว่าสมัยที่เป็นละครโทรทัศน์มากเท่าใดนัก

แต่ก็ได้มอบสิ่งใหม่ๆ อีกประการหนึ่ง ที่นอกเหนือจากการพัฒนาการสร้างภาพยนตร์ไทย ดังที่ผมกล่าวแล้ว

นั่นก็คือ เป็นครั้งแรกที่ทำให้พวกเราสามารถ เข้าใกล้ราชนารีพระองค์นี้ ในทางที่มีเหตุมีผลขึ้นได้ แม้จะเป็นในรูปแบบของความเชื่อดั้งเดิมก็ตามครับ
         
ภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท เป็นผลงานการสร้างสรรค์ในลักษณะใกล้เคียงกับ Reconstruction

คือการที่ต้องย้อนอดีต สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปธรรมทั้งหมด จากหลักฐานเพียงน้อยนิด หรือแทบไม่มีร่องรอยอันใดเลย

การที่จะทำเช่นนี้ ต้องใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ระดมนักวิชาการทุกด้านเข้ามาช่วยกันอย่างมากมายที่สุด เพื่อให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกต้องสมจริง หรือ ใกล้เคียงกับความจริงเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยที่ผู้สร้างภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ หรือการสันนิษฐานของนักวิชาการฝ่ายต่างๆ ก่อนหน้านี้ ก็แทบไม่มีใครบุกเบิกเอาไว้เป็นตัวอย่างมาก่อน

จึงไม่เกินไปละครับ ที่จะกล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เท่ากับเป็นการกระทำสิ่งใหม่แทบทั้งหมดอย่างแท้จริง เพื่อย้อนไปหาสิ่งที่เป็นของดั้งเดิมที่สุด (Authentic) อย่างแท้จริงเช่นกัน

โดยทุกรายละเอียดนั้น ม.จ.ชาตรีเฉลิมทรงพยายามอย่างเต็มกำลัง ที่จะไม่ปล่อยให้มีความผิดพลาด หรือไม่เข้าด้วยกับยุคสมัย เท่าที่จะเป็นไปได้

ด้วยโจทย์ที่ใหญ่โตและยุ่งยากเช่นนี้ อภิมหาภาพยนตร์เรื่องแรกของไทยจึงต้องตอบคำถามต่างๆ มากมาย

ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งภายในพระราชวัง พระราชฐาน ท้องพระโรง วังและตำหนักต่างๆ ทั้งของฝ่ายไทยฝ่ายพม่า

ฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายของบุคคลทุกระดับ และทุกชนชาติที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่อง

ไปจนกระทั่งถึงชุดทหาร และรูปแบบของเสื้อเกราะที่ทหารอยุธยาสมัยนั้นสวมใส่ ซึ่งมีหลักฐานว่าได้รับมาจากชาวโปรตุเกส เป็นต้น

         


โดยเฉพาะ คำถามเกี่ยวแก่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทั้งหมด

ซึ่งก่อนหน้านี้ คนไทยทั่วไปรับรู้เรื่องของพระนางอยู่เพียงว่า ทรงเป็นพระอัครมเหสีของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ และทรงเสี่ยงพระปกป้องพระราชสวามีจนสิ้นพระชนม์กลางสมรภูมิเท่านั้น

เมื่อนำเรื่องราวของพระนางมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ม.จ.ชาตรีเฉลิม จึงทรงจำเป็นต้องปูพื้นให้ทุกคนเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดของของพระนาง

ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเป็นพระชายาของพระเฑียรราชา และทรงผ่านวิกฤติการณ์ความวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจเหนือราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา จนพระราชสวามีได้เสด็จขึ้นครองราชย์ และมาจบที่สงครามอยุธยา-พม่าครั้งแรก

ซึ่งในบรรดาคำถามเหล่านั้น มีส่วนหนึ่งมาจากนักวิชาการบางคน เช่น อ.เทพมนตรี ลิมปพยอม ที่ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงฉลองพระองค์ชุดนักรบ ทรงพระคชาธารออกศึกร่วมกับพระสวามี
            
เขาคิดว่า พระนางเพียงแต่เสด็จประทับบนหลังช้างพระที่นั่ง ติดตามพระราชสวามีออกตรวจแนวข้าศึกไปในทัพหลวง เมื่อกองทัพพระเจ้าแปรโจมตีกองทัพอยุธยาแตกพ่ายมาจนถึงทัพหลวง พระนางก็จึงต้องทรงต่อสู้กับข้าศึกด้วยความจำเป็น จนสิ้นพระชนม์

ด้วยเหตุที่ว่าทรงเป็นเจ้านายฝ่ายใน จึงไม่น่าจะทรงมีความชำนาญในการรบบนหลังช้าง หรือแม้แต่การใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

นักวิชาการผู้นี้ยังเสนอว่า มีเหตุผลมากมายที่ผู้หญิงในสมัยอยุธยาไม่สามารถจะขึ้นบนคอช้างศึกได้

เช่น การที่ช้างศึกแต่ละเชือก ต้องมีการประจุอาคมตามหลักไสยศาสตร์ ซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้หญิงขึ้นไปนั่งบนคอช้าง เป็นต้น
         
ปรากฏว่า ภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างหมดจดครับ

โดยการสมมุติเหตุการณ์ที่ถ้าจะว่ากันตามหลักฐานจริงๆ แล้ว แทบไม่มีอะไรรองรับ แต่ก็มีความเป็นไปได้จริงเมื่อพิจารณาจากหลักฐานแวดล้อมหลายประการ

รวมทั้งสิ่งที่ควรจะเป็นซึ่งนำไปสู่การสิ้นพระชนม์ในสมรภูมิ ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยอีกด้วย
         
โดยในภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั้นทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในที่ไม่เหมือนราชนารีพระองค์อื่น

พระนางทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน ทรงมีพระวิสัยทัศน์เปิดกว้างพร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และทรงมีพระจริยาวัตรเข้มแข็งเด็ดขาด กล้าหาญ จนทรงยอมรับเป็นพระชายาของพระเฑียรราชา แม้ว่าจะทรงรักใคร่อยู่กับ ขุนพิเรนทรเทพ ก็ตาม




และเมื่อพระเฑียรราชาทรงเป็นเจ้าชายที่อ่อนแอ ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินพระทัย พระนางก็ต้องทรงเป็นธุระจัดแจงสิ่งต่างๆ ภายในวังให้ เช่นการส้องสุมผู้คนเพื่อป้องกันพระเฑียรราชาจากการมุ่งร้ายของฝ่าย ขุนวรวงศาธิราช และ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

โดยพระนางเอง และพระราชโอรส-พระราชธิดา ได้ทรงฝึกหัดการใช้อาวุธปืน และอาวุธชนิดต่างๆ จาก หมื่นราชสเน่หา ผู้เป็นหัวหน้ากองกำลังของพระนาง จนสามารถปกป้องพระนางเองและพระราชสวามี เมื่อฝ่ายขุนวรวงศาธิราชส่งคนมาลอบปลงพระชนม์

หรือเมื่อภายในวังขาดทุนทรัพย์ที่จะใช้เลี้ยงดูผู้คน ตลอดจนเงินที่จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ พระนางก็ประทานเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ของพระนางเอง ให้ผู้ที่ไว้วางใจไปแลกเป็นเงินมา เป็นต้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้แสดงให้เห็นด้วยว่า เมื่อถึงจุดที่จะต้องล้มล้างอำนาจของขุนวรวงศาธิราช สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงมีบทบาทสนับสนุนพระราชสวามีอย่างชัดเจน

และเมื่อพระราชสวามี ได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแล้ว ก็ยังมีสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงเป็นพระอัครมเหสี เสด็จออกว่าราชการร่วมกันในท้องพระโรง

โดยพระนางทรงแสดงให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณ อันเฉลียวฉลาดรอบคอบ จนพระราชสวามีและขุนนางทั้งปวงยอมรับ

เมื่อได้ปูพื้นมาอย่างดีเช่นนี้ พอถึงเหตุการณ์ที่พระนางทรงช้างศึกออกสู่สมรภูมิเคียงข้างพระราชสวามี ผู้ชมภาพยนตร์ทุกคนจึงไม่เกิดคำถามในใจ เหมือนที่ มิคกี้ ฮาร์ท เทพมนตรี และนักวิชาการอีกหลายท่านสงสัย




นั้นก็เพราะ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน และสมเหตุสมผลแล้วไงครับ

ว่าในเมื่อสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงเป็นผู้กำกับ ผู้เกื้อหนุนพระราชสวามีของพระนางในทุกๆ ด้านมาตั้งแต่ต้น และพระนางก็ทรงมีความรู้ในการใช้อาวุธต่างๆ เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกอะไรที่พระนางจะประทับบนคอช้างเข้าสู่พื้นที่ทำการรบ เคียงข้างพระราชสวามีของพระนาง

ซึ่งพระราชสวามีผู้ไม่เคยมีความเข้มแข็งเด็ดขาด ก็ต้องทรงยินยอมให้พระนางทำเช่นนั้นด้วย

ด้วยการนำเสนออย่างรอบคอบรัดกุม เป็นลำดับขั้นตอน บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่าที่เรามีกันอยู่ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการไร้ความสามารถ และการขาดความเป็นผู้นำจริงๆ ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ใครก็ตามที่ได้ชมอภิมหาภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมเกิดความกระจ่างในบทสรุปที่เป็นทางการ ในวิชาประวัติศาสตร์ของเรา ในข้อที่ว่า สมเด็จพระศรีสุริโยทัยต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์กับคอช้าง จนไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีกเลย

และสิ่งเหล่านี้ ก็พลอยทำให้ข้อโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ขาดความน่าสนใจไปจนหมดสิ้นเช่นกันครับ

เพราะเหตุที่ว่า พระเจ้าแปรในฐานะแม่ทัพพม่า ย่อมจะต้องทรงกระทำยุทธหัตถีกับแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม ที่สวมเกราะ และนั่งมาบนคอช้างศึกเช่นเดียวกับตนเท่านั้น

พระเจ้าแปรเป็นกษัตริย์ และเป็นนักรบ ย่อมจะไม่ทรงเสียเวลากับการเอาพระแสงของ้าวไปไล่ฟันเจ้านายผู้หญิง ที่ประทับอยู่บนกลางช้างพระที่นั่ง ไม่มีแม้แต่อาวุธจะป้องกันตัว ตามจินตนาการของ อ.เทพมนตรี

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่นายทหารพม่าคนอื่น ก็จะไม่มีใครทำอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

เพราะช้างพระที่นั่งของเจ้านายฝ่ายในพระองค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ในทัพหลวงที่กำลังแตกกระเจิง ย่อมสามารถล้อมจับเป็นเชลยได้อย่างง่ายดาย และดูฉลาดกว่าการไปไล่ฆ่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง หรือสองคนอย่างไร้ประโยชน์

ส่วนเรื่องปลีกย่อยเช่นที่กล่าวว่า ผู้หญิงไม่สามารถขึ้นคอช้างศึกได้ เพราะเหตุผลทางไสยศาสตร์นั้น

แม้ว่าจะเป็นข้อสังเกตที่มีเหตุผล แต่ในความเป็นจริง ถ้า ผู้หญิง ที่มีอำนาจในแผ่นดิน เช่นสมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงมีความจำเป็นจะต้องเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างศึกที่ลงอาคมไว้แล้ว  

บรรดาผู้ชำนาญการทางไสยศาสตร์ในราชสำนักเวลานั้น ก็ย่อมมีหนทางที่จะแก้ไขให้สามารถกระทำได้ โดยไม่มีผลอะไรกับคาถาอาคมที่ลงไว้ครับ




เราจะต้องไม่ลืมว่า ในยุคสมัยที่ความรู้ทางไสยศาสตร์ของบ้านเมืองเรายังเจริญรุ่งเรือง หนทางของความเป็นไปได้ของทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปิดกว้างกว่าสมัยนี้

ที่ความรู้ทางไสยศาสตร์ของเราคงเหลือเพียงกระท่อนกระแท่น อันเป็นผลจากการพยายามทำลายล้างของภาครัฐที่ตกเป็นทาสวิทยาศาสตร์ของฝรั่งจนดูถูกรากเหง้าของตนเองดังที่เป็นอยู่

ไม่เพียงเท่านั้น ภายหลังจากการโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ก็ได้มีการเผยแพร่ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จ.น่าน ซึ่งมีภาพของหญิงสาวเมืองเหนือที่นั่งอยู่บนคอช้างอย่างชัดเจน

ภาพดังกล่าว เล่าเรื่องชีวิตชาวบ้านและผู้คนทั่วไป ในดินแดนล้านนายุคนั้น

หญิงสาวที่บังคับช้างอยู่บนคอช้าง จึงถูกถ่ายทอดในฐานะที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เหมือนกิจกรรมของชาวบ้านอื่นๆ จนทำให้ข้อโต้แย้งของ อ.เทพมนตรี ถูกลืมเลือนไปในที่สุด

ในขณะที่เรื่องสำคัญที่ผมเห็นว่า ควรโต้แย้งกันจริงๆ แต่ไม่มีใครนำมาพูด เช่น พระแสงของ้าว ซึ่งเป็นอาวุธมีน้ำหนักมาก จนแม้ผู้หญิงที่ฝึกฝนการต่อสู้มาเป็นอย่างดีเพียงใด ก็ไม่น่าจะใช้มันจากบนคอช้างศึกได้

และการที่จะสมมุติว่า มีการสร้างพระแสงของ้าวให้เบาเป็นพิเศษ เพื่อจะให้สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทรงใช้

พระแสงของ้าวที่เล็กและเบาเช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะครับ ถ้าจะต้องไปปะทะกับอาวุธชนิดเดียวกันของฝ่ายตรงข้าม ที่ใหญ่และหนักตามมาตรฐาน

เราจะต้องเข้าใจว่า อาวุธที่มีน้ำหนักมากเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปฟาดฟันกันอย่างต่อเนื่องได้เหมือนในภาพยนตร์

ส่วนมาก แต่ละฝ่ายเพียงสามารถหวดมันลงไปบนร่างของคู่ศึกได้เพียงครั้งเดียว ชนะหรือพลาดก็ตัดสินกันแค่ตรงนั้น

ซึ่งการนำเสนอที่ยอดเยี่ยม และการไม่มีข้อโต้แย้งจากคนที่เชี่ยวชาญพอ ดังที่กล่าวมานี้แหละครับ

ก็ทำให้ สุริโยไท ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกสุด ที่ทำให้เรื่องราวในระดับที่เป็นทางการของขัตติยนารีพระองค์นี้ เป็นที่รับรู้ในหมู่คนไทยอย่างครบถ้วน รอบด้าน และสมบูรณ์

แม้หลายภาคส่วน จะยังคงเป็นการนำเสนอบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ตามความเชื่อดั้งเดิม

แต่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นผลงานของฮอลลีวู้ด หรือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ทำได้ดีกว่าเรื่องนี้อยู่เพียงแค่บทภาพยนตร์ และความเป็น drama เท่านั้น

นอกนั้นการตีความ การนำเสนอความเป็นไปได้ ตลอดจนการจำลองภาพในอดีต ก็ทำได้ไม่แตกต่างกัน

เพราะประวัติศาสตร์ไม่ว่าของชนชาติใด ก็ล้วนแต่ขาดข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านทั้งนั้นแหละครับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอัตตชีวประวัติของใครที่มีชีวิตอยู่ในอดีต และไม่ว่าจะทำโดยอาศัยพื้นฐานจากทฤษฎีเดิม หรือทฤษฎีใหม่ ก็มีหลายส่วนที่จะต้องเติมเต็ม ด้วยจินตนาการและการสันนิษฐานทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ จึงไม่ใช่แต่เพียงการจำลองภาพในอดีตขึ้นมา

แต่ยังทำให้บุคคลเหล่านั้นกลับมามีตัวตน มีชีวิต เป็นที่รับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงโดยคนรุ่นปัจจุบัน ก่อเกิดพื้นฐานความคิดความเชื่อที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด เท่าที่จะทำได้

อันจะเป็นการต่อยอดความคิดของคนอีกมากมาย ที่นำไปสู่การพยายามค้นหารากเหง้าของตนเอง ในทางที่ถูกที่ควรมากขึ้นครับ




เฉกเช่นอภิมหาภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ได้นำความชัดเจนมาสู่ภาพในอดีตอันพร่ามัว ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ราชนารีพระองค์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

ที่ไม่เพียงทำให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ กับวีรกรรมอันหาญกล้าของพระนางตามความเชื่อเดิม อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้นเท่านั้น

ยังทำให้คนไทยได้สะสมประสบการณ์ในการเรียนรู้ การคิดอย่างมีเหตุผล และคุ้นเคยกับวิธีการที่จะทำความเข้าใจความเป็นมาของตนเองในทางที่ถูกต้องสมจริงมากขึ้นด้วย

อันจะนำไปสู่การปลดแอก ออกจากพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกปรุงแต่งบิดเบือน ภายใต้หลักสูตรอันล้าหลังของระบบการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในที่สุด

เมื่อทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับพระนาง อันมีพื้นฐานมาจากจดหมายเหตุวันวลิต ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอนาคต

...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews