Monday, February 1, 2016

บทสรุปจากเวทีเสวนา สืบค้นพระราชประวัติพระนางจามเทวี ๒





สำหรับในภาคบ่าย ซึ่งการนำเสนอของ ผศ.พงศ์เกษม สนธิไทย น่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจ และรอคอยกันมากที่สุดนั้น ผมก็ขอสรุปจากเอกสารที่ อบจ.ลำพูน ได้กรุณาจัดส่งให้ผม ด้วยความขอบคุณอย่างสูง ดังต่อไปนี้ครับ

ผศ.พงศ์เกษม มีแนวคิดว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ราชวงศ์ไศเลนทร์จากศรีวิชัยซึ่งปกครองรัฐเจนละ (ในดินแดนที่เป็นประเทศกัมพูชาคาบเกี่ยวกับภาคตะวันออกของไทยในปัจจุบันนี้) ถูกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ขับไล่ และสถาปนาอาณาจักรขอมขึ้นในเวลาต่อมา เหตุการณ์นั้นทำให้ราชวงศ์ไศเลนทร์จากศรีวิชัยแตกออกเป็น ๒ สาย

สายหนึ่งคือสายสุพรรณภูมิ ซึ่งกำลังพยายามสร้างอำนาจทางการเมือง โดยตั้งสถานีการค้าอยู่ในดินแดนที่ต่อมาเป็นรัฐหริภุญไชย ควบคุมเส้นทางการค้าจากไชยา ผ่านเพชรบุรี นครปฐม อู่ทอง ขึ้นไปยังภาคเหนือของไทย

อีกสายหนึ่งปกครองอยู่ทางละโว้ ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอม 

ซึ่ง ผศ.พงศ์เกษมให้ภาพว่า ความแตกต่างของราชวงศ์ทั้งสองสายซึ่งเป็นเครือญาติห่างๆ กันนี้ อยู่ที่สายสุวรรณภูมินั้นเป็นศูนย์กลางการค้า มีความมั่งคั่งร่ำรวย แต่ไม่มีกองกำลังที่เข้มแข็ง ขณะที่สายละโว้เป็นศูนย์อำนาจทางการปกครองที่มีกองทัพใหญ่มหึมา

พระมารดาของพระนางจามเทวี น่าจะมาจากราชวงศ์ไศเลนทร์สายสุพรรณภูมิ และสมรสกับเศรษฐีชาวมอญ คือ สะคร่วยอินทรา หรือเศรษฐีอินตาแห่งบ้านหนองดู่ในตำนานพื้นบ้านลำพูน ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางในเครือข่ายทางการค้าระหว่างบ้านเมืองในแถบสุพรรณภูมิ และรวมถึงละโว้

ดังนั้น ฐานะเดิมของพระนางจามเทวีจึงเป็นสามัญชน แต่ถูกส่งไปยังละโว้เพื่ออ้างสิทธิการสืบสายตระกูลทางพระมารดาว่าเป็นราชวงศ์ไศเลนทร์เช่นกัน เพื่อให้กษัตริย์ละโว้ทรงรับรองและอภิเษกเป็นเชื้อกษัตริย์ เพื่อจะได้ขึ้นไปปกครองหริภุญไชย โดยมีผลประโยชน์ร่วมระหว่างวงศ์สุพรรณภูมิกับวงศ์ละโว้ในทางเศรษฐกิจต่อไป

พระเจ้าละโว้ทรงรับพระนางจามเทวีเป็นราชบุตรีบุญธรรม และได้เสกสมรสกับเจ้าชายรามราชแห่งเมืองรามบุรี ซึ่งมาจากราชวงศ์ไศเลนทร์สายสุพรรณภูมิเช่นกัน พระนางได้รับการตระเตรียมและวางพระองค์เป็นอย่างดี เพื่อการเป็นกษัตริย์ของรัฐที่กำลังจะเกิดใหม่ทางภาคเหนือ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพระนางก็จะทรงอยู่ในฐานะคนกลางที่มีอำนาจสูงสุด ในเครือข่ายทางการค้าระหว่างราชวงศ์ไศเลนทร์สายสุพรรณภูมิและสายละโว้

แต่ต่อมา กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมเกรงว่า ผลประโยชน์ทางการค้าของละโว้จะตกไปอยู่กับราชวงศ์ไศเลนทร์สายสุพรรณภูมิมากเกินไป จึงรวบรวมทหารรับจ้างชาวกลิงครัฐจากอินเดีย ภายใต้การนำของเจ้าชายโกสัมพีมาตีกรุงละโว้ เพื่อทำลายแผนการค้าระหว่างละโว้กับสุพรรณภูมิ ด้วยการกำจัดพระนางจามเทวีเสีย

ผศ.พงศ์เกษมกล่าวว่า ในฐานะพระสวามีของพระนางจามเทวี เจ้าชายรามราชคงต้องออกสู่สงครามและสิ้นพระชนม์ในที่รบนั้นเอง แต่ในตำนานแต่งให้ออกบวชเสีย

นักวิชาการท่านนี้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าเจ้าชายรามราชมิได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเหตุการณ์ยุ่งยากต่างๆ ผ่านพ้นไปแล้ว พระองค์ก็ควรหาทางเสด็จไปพบพระชายากับพระโอรสได้อีก แต่เรื่องราวของพระองค์สรุปจบไปอย่างง่ายๆ เป็นเพราะพระองค์เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกของขอม ซึ่งต้องรับบทออกหน้าในศึกชิงพระชายา และถูกกินไปในที่สุดนั่นเอง


ผศ.พงศ์เกษม (กลางภาพ)
เมื่อไปร่วมเสวนาเรื่อง "เทวบุตรหลวง" กับผมที่ลำพูน

ในขณะที่ต่อมา พระนางจามเทวีก็ทรงเอาชนะเจ้าชายโกสัมพีได้ แต่เพราะว่าพระนางไม่มีพระสวามีแล้ว และถูกสร้างภาพจากฝ่ายขอมว่า ถ้ายังประทับอยู่ในละโว้ต่อไปก็จะนำภยันตรายมาสู่ละโว้อีก พระนางซึ่งทรงพระครรภ์ ๒ เดือน จึงจำต้องเสด็จไปยังหริภุญไชย ที่ซึ่งราชวงศ์ไศเลนทร์ฝ่ายพระมารดากำลังสร้างอยู่ โดยที่แผนการทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองราชวงศ์ตระเตรียมร่วมกันไว้ต้องพังพินาศลง

ผศ.พงศ์เกษมกล่าวต่อไปว่า เมื่อพระนางจามเทวีทรงครองหริภุญไชยแล้ว จึงทรงตัดขาดกับละโว้อย่างสิ้นเชิง จนเป็นเหตุให้ต่อมามีศึกระหว่างละโว้กับหริภุญไชยหลายครั้ง และเห็นได้ว่าพระนางทรงปกครองอยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็เวนพระราชสมบัติให้พระโอรสปกครอง แล้วเสด็จออกบวช ดังมีประติมากรรมในรูปของพระเครื่องที่แสดงพระพักตร์ของพระนางในลักษณะบึ้งตึง คือ พระนางพญาหริภุญไชย และพระยอดขุนพลหริภุญไชย เป็นต้น

ตามบทความของ ผศ.พงศ์เกษม ได้บรรยายไว้ว่า แม้จะเป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพและความงาม แต่ระยะแรก พระนางทรงตกเป็นเครื่องมือของพวกขอม ซึ่งพยายามจะผูกขาดการค้าและผลประโยชน์ทั้งหมดของราชวงศ์ไศเลนทร์ทั้งสองสายไว้แต่เพียงผู้เดียว จนพระนางต้องหมดความเป็นพระองค์เอง สูญเสียทั้งพระสวามี และพระบิดาบุญธรรม และต้องทรงรับภาระปกครองประชาชนป่าเถื่อน โดยมีจารบุรุษของละโว้แฝงตัวมาในรูปของช่าง นักบวช และชนชั้นสูง เพื่อคอยควบคุมพระนางอย่างลับๆ 

ภายหลังจึงได้ทรงสร้างเมืองลำปาง แล้วเสด็จไปประทับกับพระโอรสองค์รองด้วยความเบื่อหน่าย และทรงใช้ธรรมะของพระพุทธองค์ประคองชีวิตไว้ มิหนำซ้ำ ความงามของพระนางยังทำให้เกิดสงครามกับขุนวิลังคะอีก ตรงกับภาษิตที่ว่า “สตรีงามมักอาภัพ”

ผศ.พงศ์เกษม จบบทความของเขาด้วยความรู้สึกจากการมองพระราชานุสาวรีย์ ที่ลำพูน เช่นเดียวกับที่ผมจบเนื้อหาในภาคสันนิษฐานของหนังสือ จอมนางหริภุญไชย ครับ แต่เขาแสดงความคิดเห็นไว้ว่า

“เมื่อพิจารณาดูอนุสาวรีย์ของพระนางจามเทวีครั้งใด ผู้เขียนรู้สึกสะท้อนใจเมื่อเห็นพระกรขวาของพระนางทอดออกมา แทนที่ผู้เขียนจะเห็นเพียงพระเมตตาที่ทรงมีให้แก่หมู่พสกนิกรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ผู้เขียนกลับเห็นภาพของกษัตริย์สาวพระองค์หนึ่งกำลังเรียกร้องความรัก และความเห็นใจ ซึ่งในวัยสาวของพระองค์ได้ถูกพรากไปด้วยความชั่วของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจเท่านั้น”




ครับ ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาโดยย่อจากบทความของ ผศ.พงศ์เกษม ซึ่งมีความยาว ๑๕ หน้ากระดาษ A4 ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ได้อ่านฉบับเต็มๆ กันครับ

เพราะนักวิชาการท่านนี้ ได้วิเคราะห์และอธิบายสภาพความเกี่ยวข้องกันระหว่างบ้านเมืองต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือและภาคกลางของไทย ไปจนถึงอาณาจักรขอม รวมทั้งการนำเสนอหลักฐานร่วมทางจารึกวิทยา ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

รวมทั้งบทความของเขา ซึ่งแม้จะไม่ถึงกับมีความชำนาญมากนักในด้านการเขียน แต่ก็มีคุณลักษณะที่
Romantic อย่างที่ไม่อาจเห็นได้บ่อยนัก ในบทความทางวิชาการของนักประวัติศาสตร์ไทยโดยทั่วไป

และในฐานะที่ตัวผมเอง เคยรู้จักพูดคุยกับนักวิชการท่านนี้มาหลายครั้ง จากการได้ไปเสวนาในประเด็นต่างๆ ที่ลำพูนร่วมกันเสมอ 

ทำให้ผมจำเป็นต้องพูดตรงๆ ไว้ ณ ที่นี้เลยนะครับ ว่าในการเสวนาที่ลำพูนครั้งล่าสุดนี้ ผมไม่สนใจ และไม่คาดหวังการนำเสนอของนักวิชาการท่านใดเป็นพิเศษ 

นอกจากข้อสมมุติฐานใหม่ล่าสุดของ ผศ.พงศ์เกษม

ซึ่งก็ “ใหม่” จริงๆ ด้วยครับ 

และเป็นการนำเสนอ ที่เจาะลึกลงไปในตำนานพระนางจามเทวีมากที่สุดก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับการอภิปรายของนักวิชาการท่านอื่นๆ ในภาคเช้า ดังที่ผมได้ลำดับไปแล้ว

แต่ปัญหาที่ ผศ.พงศ์เกษม ยังแก้ไม่ตกอย่างแน่นอน ในสมมุติฐานเหล่านี้ น่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

๑) ยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีอย่างเพียงพอ ที่จะสนับสนุนทฤษฎีของ ผศ.พงศ์เกษม เรื่องการแตกสายของราชวงศ์ไศเลนทร์จากศรีวิชัยที่เคยปกครองรัฐเจนละ และถูกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรงขับไล่ออกมาเพื่อก่อตั้งอาณาจักรขอม

ศรีวิชัย ตามรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในวงการประวัติศาสตร์-โบราณคดีไทยปัจจุบัน คือสหพันธรัฐ หรือเครือข่ายของนครรัฐต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย ตลอดจนคาบสมุทรมลายูและอินโดนีเซีย ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ควบคุมการค้าทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว

นครรัฐเหล่านี้เช่น ไชยา ตามพรลิงค์ รักตมฤติกา และปาเล็มบัง ล้วนแต่มีอำนาจทางการเมืองเป็นของตนเอง มีราชวงศ์ปกครอง ซึ่งมักเป็นเครือญาติหรือเกี่ยวดองกัน ด้วยการสมรสระหว่างเจ้าหญิงเจ้าชายของแต่ละราชวงศ์

และแต่ละนครรัฐ ก็จะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจ เป็นตัวแทนของสหพันธรัฐในการเจรจาค้าขาย และจัดสรรผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น 

โดยราชวงศ์ใหญ่ ที่มีอำนาจอยู่ทางตอนใต้ของไทย คือจันทรวงศ์

และราชวงศ์ใหญ่ซึ่งมีอำนาจมากกว่า ปกครองอยู่ที่หมู่เกาะชวาและสุมาตรา คือไศเลนทร์วงศ์

ดังนั้น ราชวงศ์ไศเลนทร์จากศรีวิชัย ที่ถูกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ขับไล่ออกจากเจนละนั้น คือราชวงศ์ไศเลนทร์ที่ปกครองชวา หรืออินโดนีเซีย ซึ่งเคยครอบครองรัฐเจนละบก-เจนละน้ำในประเทศกัมพูชาอยู่ระยะหนึ่งครับ

ซึ่งแม้ไศเลนทร์วงศ์ดังกล่าว น่าจะมีความผูกพันทางเครือญาติกับจันทรวงศ์ทางภาคใต้ของไทย แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานว่า มีอำนาจหรือเครือข่ายใดๆ ในดินแดนที่เป็นภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย ไม่ว่าจะในด้านการค้าหรือด้านอื่น 

ตามที่ ผศ.พงศ์เกษม กำหนดไว้ให้เข้าใจร่วมกันอย่างคร่าวๆ ในฐานะราชวงศ์ไศเลนทร์สายสุพรรณภูมิ ซึ่งเป็นสายพระมารดาของพระนางจามเทวี

๒) ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีเช่นกัน ที่ยืนยันถึงความมีอยู่จริงของสะคร่วยอินทรา หรือเศรษฐีอินตาแห่งบ้านหนองดู่ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๓  

ตำนานดังกล่าว มีหลักฐานยืนยันเป็นจารึกที่มีอายุไม่เกินสมัยล้านนา หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เท่านั้น ตามที่ ดร.เพ็ญสุภาอ้างถึงว่า ปัจจุบันอยู่ที่กรุงปารีส นั่นละครับ

แม้ว่าจนถึงขณะนี้ เนื้อหาของจารึกดังกล่าวยังมิได้เผยแพร่ให้เป็นที่ทราบกันทั่วไป แต่ตำนานพระนางจามเทวีแห่งบ้านหนองดู่ ได้ถูกเน้นให้เป็นจริงเป็นจัง ด้วยการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง จากบรรดานักวิชาการท้องถิ่นส่วนหนึ่ง จนทำท่าจะกลายเป็นตำนานอีกกระแสหนึ่งที่ “สามารถ” นำมาอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองลำพูนได้

ในความเห็นส่วนตัวของผม จึงเข้าใจว่า ผศ.พงศ์เกษมคง “ตกหลุมพราง” ของมติส่วนบุคคลเหล่านี้ ทำให้เขานำเรื่องของเศรษฐีอินตา เข้าไปร่วมค้นหาความจริงจากตำนานพระนางจามเทวี จนกลายเป็นสาระสำคัญในข้อสมมุติฐานใหม่ของเขา

และเมื่อความเป็นจริงปรากฏว่า เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานอยู่แค่จารึกในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งไม่มีหลักฐานอื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือแวดล้อมที่จะช่วยยืนยันอะไรได้

การแสวงหาเชื้อสายที่แท้จริง ของพระนางจามเทวีจากข้อมูลส่วนนี้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสิครับ

๓) เรื่องกองทัพโกสัมพี ที่มีชาวกลิงครัฐเข้ามาเกี่ยวนั้น

ผมไม่เห็นปรากฏในที่อื่นใด นอกจากตำนานฉบับคุณสุทธวารี ซึ่งมีการต่อเติมเสริมแต่งเป็นอันมากอย่างยุ่งเหยิง แทบค้นไม่ได้ว่า ส่วนใดจริงหรือเท็จ

ดังนั้น ผมจึงเสนอไว้ใน จอมนางหริภุญไชย ว่า 

กองทัพดังกล่าวน่าจะเป็นการรวมตัวกัน ของกลุ่มนครรัฐไทยใหญ่ (ซึ่งใช้ชื่อว่า “โกสัมพี” เหมือนกัน และมีอำนาจทางการทหาร ที่มากพอจะรุกรานมาถึงละโว้ได้ด้วย) โดยมีความเกี่ยวข้องกับ กลิงครัฐ บางส่วนเท่านั้น 

ทั้งนี้ เพราะแม้แต่คุณสุทธวารีเองก็ระบุว่า โกสัมพีในตำนานของเขาปัจจุบันอยู่ในสหภาพพม่า

ข้อนี้ ผศ.พงศ์เกษม อาจจะมองข้ามไป จึงไปให้ความสำคัญกับพวกแขกกลิงค์เสียมาก 

เพราะแขกพวกนี้ เกี่ยวข้องกับตำนานต้นกำเนิดของชาวมอญด้วยน่ะสิครับ ทำให้อาจจะจับใจนักวิชาการท่านนี้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสายรามัญคดีเป็นพิเศษ

๔) ใน จอมนางหริภุญไชย ผมเสนอไว้ว่า กลุ่มการเมืองฝ่ายปฏิปักษ์ของพระนางจามเทวีในละโว้ ยืมมือกองทัพโกสัมพีเพื่อกำจัดพระนางจามเทวี

ส่วน ผศ.พงศ์เกษม เห็นว่า กองทัพดังกล่าวมีอาณาจักรขอมอยู่เบื้องหลัง ในการกำจัดพระนางจามเทวี 


ทั้งสองกรณีนี้ มีประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นต้นเหตุเหมือนกัน

แต่ทำไมผมถึงกำลังจะพูดว่า ทฤษฎีของ ผศ.พงศ์เกษม ส่วนนี้มีช่องโหว่ ก็เพราะข้อเท็จจริงต่อไปนี้ครับ

๕) ในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ อันเป็นยุคของพระนางจามเทวีนั้น ละโว้เป็นศูนย์อำนาจปกครองตนเอง ในเครือข่ายของกลุ่มนครรัฐทวารวดีในประเทศไทย 

ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือหลักฐานแสดงถึงอิทธิพลของชนชาติขอมแต่อย่างใด

และโบราณสถานขอม อันปรากฏอยู่ในเมืองลพบุรีทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น โบราณสถานปรางค์แขก หรือ พระปรางค์สามยอด รวมทั้งโบราณวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะขอม ล้วนมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ ลงมาทั้งสิ้น




พูดง่ายๆ ก็คือ อิทธิพลขอมในลพบุรีทั้งหมด เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒๐๐ ปีหลังยุคของพระนางจามเทวีไปแล้วครับ

และตามตำนานส่วนใหญ่นั้น พระนางจามเทวีทรงครองราชย์เมื่อพ.ศ.๑๒๐๒-๑๒๐๖ (บางตำนานเช่น ตำนานไฟม้างกัปป์ ว่าเก่าไปถึง พ.ศ.๑๐๗๑)

ในขณะที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เพิ่งจะสถาปนาอาณาจักรขอมขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๓๔๕ 


จะเห็นว่า ระยะเวลาห่างกันกว่า ๑๔๐ ปี

สรุปก็คือ ในยุคของพระนางจามเทวีนั้น อาณาจักรขอมยังไม่เกิด จึงไม่มีเหตุปัจจัยใดที่จะช่วยยืนยันแนวคิดส่วนนี้ของ ผศ.พงศ์เกษม

๖) และต่อให้เลื่อนยุคสมัยของพระนางจามเทวีลงมา เป็นช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เพื่อให้เป็นไปตามแนวคิดของ ผศ.พงศ์เกษม 

อาณาจักรขอมที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ สถาปนาขึ้นนั้น ก็มีอำนาจตลอดรัชกาลของพระองค์ (ครองราชย์ถึงพ.ศ.๑๓๙๓) เหนือดินแดนที่เป็นรัฐเจนละบก-เจนละน้ำเดิม ตอนเหนือทะเลสาบเขมรในปัจจุบันเท่านั้น 

ยังไม่มีอำนาจใดๆ แผ่ไปถึงกรุงลวปุระ ของพระนางจามเทวีเลยครับ
 
ความเจริญรุ่งเรืองของกรุงละโว้ ในยุคพระนางจามเทวี เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมทวารวดี ที่ยังคงมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น 

จนเมื่ออารยธรรมทวารวดีทยอยเสื่อมลง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ นั่นละครับ อาณาจักรขอมจึงแข็งแกร่งขึ้นมาแทนที่ในเอเชียอาคเนย์ได้

หลักฐานทางโบราณคดียุคพระนางจามเทวีในละโว้ จึงไม่ใช่ปราสาทหินเขมร แต่เป็นซากเจดีย์แบบทวารวดีขนาดใหญ่ที่ วัดนครโกษา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสถานีรถไฟลพบุรี ใกล้กับศาลพระกาฬ ในท้องที่ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี 

เป็นหลักฐานที่ยอมรับกันแล้วว่า เก่าทันพุทธศตวรรษที่ ๑๓ อย่างแน่นอน อันเป็นยุคของพระนางจามเทวีในตำนานครับ


เจดีย์วัดนครโกษา ภาพจาก http://th.wikipedia.org

ดังนั้น การค้นหาความจริงเกี่ยวแก่พระนางจามเทวี ของ ผศ.พงศ์เกษม ดังที่ผมได้ลำดับไว้ในบทความนี้ทั้งหมด จึงขาดหลักฐานรองรัที่สำคัญไป คือความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรขอมนี่เอง

๗) ประติมากรรมในรูปของพระเครื่อง ที่แสดงพระพักตร์ของพระนางในลักษณะบึ้งตึง คือ พระนางพญาหริภุญไชย และพระยอดขุนพลหริภุญไชยนั้น ก็เป็นปัญหาอีก

ในกรณีของพระนางพญาหริภุญไชยนั้น ผมไม่ทราบจริงๆ นะครับว่า ผศ.พงศ์เกษมหมายถึงพระกรุใด

ส่วนพระยอดขุนพลหริภุญไชยนั้น มีทั้งพิมพ์ที่แสดงถึงอิทธิพลจากศิลปะพุกามของพม่า และศิลปะขอมลพบุรี

และก็เหมือนกับพระเครื่องสกุลอื่นที่พบในลำพูนละครับ คือมีอายุเก่าไม่เกินพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ไม่ทันยุคของพระนางจามเทวี

และถ้าจะกล่าวถึงพระกรุเหล่านี้ ก็เป็นความจริงที่ว่า มีข้อมูลเพ้อฝันมากมายในวงการพระเครื่องของไทย ที่พยายามเชื่อมโยงพระนางจามเทวี เข้ากับพระกรุพระโบราณต่างๆ ในลำพูน จนเป็นเหตุให้เกิดพระปลอมขึ้นมากมายหลายพิมพ์

ทั้งปลอมจากพระโบราณแท้ จนกระทั่งถึงแกะพิมพ์ขึ้นใหม่ แล้วอุปโลกน์ว่าเป็นโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระนาง 


เช่น พระสิกขี หรือ พระพิมพ์ดินเผาพระนางสิกขี (โปรดอ่าน http://chamadewi.blogspot.com/2015/12/blog-post_17.html)


ภาพจาก http://www.web-pra.com

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการสร้างภาพลวงตา เพื่อจะหลอกขายของ ในวงการธุรกิจพระเครื่องทั้งสิ้นครับ

ในความเป็นจริง ไม่มีพระเครื่องที่สร้างเลียนแบบพระพักตร์ของกษัตริย์องค์ใดในเมืองไทย และในชนชาติอื่นๆ ที่รู้จักทำพระเครื่อง

นอกจากเทวรูปพระสยามเทวาธิราชพิมพ์พิเศษองค์หนึ่ง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง ที่สร้างเลียนแบบพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงองค์เดียวเท่านั้น

ดังนั้น พระพักตร์ที่บึ้งตึงของบรรดาพระเครื่อง ที่เกิดไม่ทันรัชสมัยของพระนางจามเทวีนั้น จึงไม่ใช่หลักฐานแสดงความเคียดแค้นของพระนางจามเทวีต่อกรุงละโว้

แต่เป็นไปตามศิลปะพุกาม และศิลปะลพบุรี ที่เป็นต้นแบบของพระเครื่องเหล่านั้นต่างหากครับ

สรุปก็คือ ความคาดหวังว่าจะมีนักวิชาการท่านใด นำเสนอทฤษฎีใหม่ที่ดีกว่า จอมนางหริภุญไชย ของผม ในการเสวนาที่ลำพูนครั้งล่าสุด โดยส่วนตัวผมก็ยังไม่สมหวังในเรื่องนี้นะครับ 

ชาวลำพูนที่สนใจเรื่องราวอันแท้จริงของพระแม่เจ้าที่เขาเคารพบูชา ก็คงต้องรอต่อไปเช่นกัน

เพราะหนังสือของผมที่ว่ากันว่า รวมเรื่องราวของพระองค์ท่านไว้ทุกแง่ทุกมุมที่สุด ก็ยังไม่อาจนับว่าเป็นตำรา หรือเป็นมาตรฐานอะไรได้นะครับ 

เป็นได้แค่การตีความลักษณะหนึ่งเท่านั้นเอง 

แล้วถ้าใครจะตู่ว่า หนังสือของผมนี่ละดีแล้ว แล้วจะเอาไปสอนเด็กๆ ให้เชื่อตาม ผมเองนี่ละครับ ที่จะคัดค้านอย่างเต็มกำลังที่สุด

ส่วนการนำเสนอของ อ.วิธูร บัวแดง และปราชญ์ท้องถิ่นท่านอื่นๆ ในภาคเช้า ในลักษณะของการให้แนวทางสำหรับวิธีวิจัย หรือวิเคราะห์ตำนานพระนางจามเทวี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน ถ้ามีนักวิชาการท่านอื่นๆ รับไปปฏิบัตินั้น 

ผมก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะครับ ว่าจะมีใครนำไปต่อยอดกันได้มากน้อยเพียงใด

เพราะอย่างเช่นการเสวนาเกี่ยวกับตำนานพระนางจามเทวี และประวัติศาสตร์เมืองลำพูนนั้น ผมก็เห็นจัดกันมาหลายครั้งหลายเวทีแล้ว 

จัดกันเสร็จก็เงียบหาย 

คงเหลือไว้อย่างมากที่สุด ก็เพียงเอกสารประกอบการเสวนา และประชาชนที่เข้าฟังมีความรู้มากกว่าเดิมนิดหน่อย 

แต่ในระดับของนักวิชาการนั้น ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ บางทีก็เหมือนแค่ได้พูดแล้วก็จบๆ กันไปเท่านั้น

ที่ผมกลัวอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ากี่ปีกี่ชาติ วงการประวัติศาสตร์ไทยยังคงไม่มีความก้าวหน้าอย่างเพียงพอ ในเรื่องของพระนางจามเทวี 


คนส่วนหนึ่งจะเริ่มเบื่อหน่าย แล้วหันไปเชื่อพวกร่างทรงที่บอกว่า พระนางจามเทวีเป็นการแบ่งภาคขององค์พระโพธิสัตว์กวนอิมน่ะสิ บ้าแท้ๆ




………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Wednesday, January 27, 2016

บทสรุปจากเวทีเสวนา สืบค้นพระราชประวัติพระนางจามเทวี ๑



ภาพจาก http://www.lmf-lopburi.com

ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงแนวความคิดของผมเองในการตีความตำนานพระนางจามเทวีหลายฉบับ ร่วมกับหลักฐานแวดล้อมต่างๆ ในหนังสือ จอมนางหริภุญไชย ไปแล้วนะครับ

ต่อจากนี้ไป ผมก็จะขอนำเอาบทสรุปจากเวทีเสวนา สืบค้นพระราชประวัติพระนางจามเทวี ที่ อบจ.ลำพูนจัดขึ้นครั้งล่าสุด จากบันทึกใน Facebook ของ Pensupa Sukkata ที่โพสต์ไว้เมื่อ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมา และจะได้สอดแทรกการวิเคราะห์ของผมเป็นลำดับไป ซึ่งต้องขอขอบคุณ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ เจ้าของบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ด้วยครับ

โดยวิทยากรคนแรกที่เปิดประเด็นเสวนาในภาคเช้า คือ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ อดีตหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ปัจจุบันเป็นอาจารย์สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวว่าการจะสืบค้นพระราชประวัติพระนางจามเทวีนั้น จำเป็นจะต้องศึกษาหลักฐาน ๓ ด้านดังนี้ให้แน่ชัด 

๑.หลักฐานด้านโบราณคดี 

๒.หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ 

๓.หลักฐานด้านคำบอกเล่า มุขปาฐะ นิทานพื้นบ้าน 
 
เกี่ยวแก่หลักฐานด้านโบราณคดี  ดร.เพ็ญสุภา ยังแยกย่อยว่าประกอบด้วยโบราณวัตถุ (อาทิ เทวรูป พระพุทธรูป เครื่องปั้นดินเผา) และโบราณสถาน (สถูปเจดีย์ และซากโบราณคดี) โดยมีเงื่อนไขว่าหลักฐานทั้งหมดนี้ต้องมีอายุเก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เท่านั้น เนื่องจากพระนางจามเทวีเป็นบุคคลในช่วงเวลาดังกล่าว 

ส่วนหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ ต้องศึกษาจากศิลาจารึก น่าเสียดายว่าในลำพูนเราไม่พบจารึกที่อายุเก่าแก่ร่วมสมัยกับพระนางจามเทวีในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เลย พบแต่จารึกที่มีอายุในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ขึ้นไปในสมัยพระญาอาทิตยราช พระญาธัมมิกราชา พระญาสววาธิสิทธิ  

ศิลาจารึกหลักเก่าสุดที่มีการกล่าวถึงพระนางจามเทวีคือ “จารึกจุลคีรี” ที่พระธาตุดอยน้อย อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ เขียนในสมัยพระเมืองแก้ว ประมาณ พ.ศ.๒๐๔๐ เขียนเรื่องราวย้อนหลัง เอ่ยถึงพระนางจามเทวีมาสร้างพระธาตุที่นั่น



ภาพจาก http://thainews.prd.go.th

ดังนั้นควรมีการศึกษาจารึกรุ่นเก่าในดินแดนอื่นละแวกเพื่อนบ้านประกอบกันด้วย เช่นจารึกที่ชวา อินโดนีเซีย สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ กล่าวถึงพระนางจันทรเทวี ถูกส่งจากราชวงศ์ไศเลนทร์ ศรีวิชัยไปเป็นมเหสีของกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช (สมัยก่อนเรียกตามพรลิงค์) 

หรือจารึกที่นครราชสีมา พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ใช้อักษรมอญผสมปัลลวะ เรียกจารึกบ่ออีกา กล่าวถึง ธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง เป็นประธานในการสร้างวัดถวายแด่พระพุทธศาสนา สะท้อนว่าสตรีมีบทบาทในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว 

ส่วนหลักฐานด้านลายลักษณ์อีกประเภทนอกเหนือจากศิลาจารึก ก็คือตำนานและพงศาวดารที่มีการกล่าวถึงพระนางจามเทวี ล้วนแต่เรียบเรียงขึ้นในยุคหลัง ห่างไกลจากเหตุการณ์จริงมากกว่า ๘๐๐ ปี ที่ใช้อ้างอิงกันมากมีอยู่ ๒ กลุ่ม 

กลุ่มแรกคือตำนานฝ่ายวัด หรือฝ่ายศาสนจักร เขียนโดยพระภิกษุสายลังกาวงศ์ ยุคล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ ตอนต้น อาทิ  ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา จามเทวีวงศ์ พงศาวดารหริปุญไชย ตำนานพระธาตุหริภุญไชย เป็นต้น รวมถึงพงศาวดารที่มาเขียนใหม่ในลักษณะ “ยำหรือหยิบเรื่องราวเก่ามาปรุงใหม่ แทรกความเห็นเพิ่ม” อีก ๒ เล่มในยุคต้นรัตนโกสินทร์ คือ พงศาวดารเหนือ และพงศาวดารโยนก เขียนโดยชาวสยาม 

อีกกลุ่มเป็นตำนานฝ่ายบ้าน เขียนโดยชาวมอญบ้านหนองดู่-บ่อคาว ด้วยอักษรมอญ ยุคล้านนา พุทธศตวรรที่ ๒๐ ร่วมสมัยกับกลุ่มตำนานฝ่ายวัด แต่เนื้อหาแตกต่าง ปัจจุบันถูกนำไปไว้ที่กรุงปารีสโดยนักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ ๕ ชื่อ Camille Notton กลุ่มนี้ยังรวมภึงตำนานฉบับฤๅษีแก้ว ที่นายสุทธวารี สุวรรณภาชน์ถอดความ และได้รับการเผยแพร่ทั่วลำพูน

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวล คือความขัดแย้งกันระหว่างตำนานสองกลุ่มนี้ ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์หลายต่อหลายรุ่นมิอาจสรุปได้ลงตัว ต้องมานั่งชำระสะสางกันหลายเวทีแล้ว นั่นคือ ความแตกต่างของเนื้อหา การระบุศักราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมากที่สุดคือปมปริศนาเรื่อง “ชาติกำเนิดของพระนางจามเทวี”

ที่ตำนานฝ่ายวัด กล่าวว่าพระนางได้รับการอัญเชิญมาครองเมืองหริภุญไชยโดยฤๅษีวาสุเทพ ในฐานะพระราชธิดากษัตริย์ละโว้ (แต่ไม่ระบุว่าเกิดที่ไหน ชาติพันธุ์อะไร)  ส่วนตำนานฝ่ายบ้าน กล่าวว่าพระนางจามเทวี เป็นธิดาเศรษฐีอินตา เกิดที่บ้านมอญหนองดู่-บ่อคาว (อ.ป่าซาง จ.ลำพูน) มีนกคาบไปตกลงกลางใบบัว ฤๅษีเห็นจึงนำไปเลี้ยง แต่เกรงคนติฉินนินทา จึงอธิษฐานจิตปล่อยให้ลอยน้ำไป มีกากวานร (ลิงดำ) คอยดูแล จนกลายเป็นธิดาบุญธรรมของพระเจ้ากรุงละโว้ในที่สุด 

ดังนั้นการจะเรียบเรียงพระราชประวัติของพระนางจามเทวีด้วยความให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง ปัญหาคือจะหาข้อยุติ ณ ที่ใด และโดยใคร ดังนั้นหากเรายึดหลักฐานด้านโบราณคดีมาช่วยเป็นตัวกำกับอีกชั้นหนึ่ง น่าจะช่วยทำให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

ครับ, นี่เป็นการเปิดประเด็นเสวนาโดยอดีตหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ซึ่งคลุกคลีกับหลักฐานทางโบราณคดีในลำพูนและจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน และเป็นกำลังสำคัญในการจัดงานเสวนาเกี่ยวกับพระนางจามเทวีในลำพูนหลายครั้งที่ผ่านมา (รวมทั้งครั้งนี้)

ซึ่ง ดร.เพ็ญสุภาได้นำเสนอภาพรวมของปัญหาที่มีอยู่ รวมทั้งวิธีการคลี่คลายปัญหาเหล่านั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานทางโบราณคดีที่ควรจะนำมาใช้กันในเบื้องต้น

หลังจากการเปิดประเด็นโดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ แล้ว เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของปราชญ์ท้องถิ่นหลายท่าน ได้แก่ พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ เจ้าคณะอำเภอทุ่งหัวช้าง, อ.กำธร ธิฉลาด และ อ.วิธูร บัวแดง นักคติชนวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.นพพร นิลณรงค์ สถาบันวิจัยหริภุญชัย 

อ.นพพร เปิดประเด็นว่าเรื่องราวของพระนางจามเทวี ในรูปแบบเรื่องเล่าของชาวบ้านมีทั้งความแตกต่างและความสอดคล้องกับตำนานกระแสหลัก มีข้อสังเกตว่า ใครๆ ก็ปรารถนาอยากเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินที่พระนางจามเทวีเสด็จผ่าน แม้แต่ที่แพร่แถววังชิ้น ร้องกวาง ยังผูกตำนานให้พระนางหลงทางไปแถวนั้นก่อนเข้าเมืองลำพูน ตำนานทั้งหมดล้วนมีสีสัน  นัยะการมาของพระนางจามเทวีมีหัวใจอยู่ที่ เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนอำนาจพระพุทธศาสนาเข้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำปิง เอาชนะระบบความเชื่อเรื่องผี 




ผมมองว่า การวิเคราะห์ของ อ.นพพรเช่นนี้ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงการที่พระนางจามเทวีได้สร้างอารยธรรมทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในลำพูน แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เพราะนักโบราณคดี เช่น รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้นำเสนอไว้ก่อนหน้านี้หลายสิบปีแล้ว

นักวิชาการลำดับต่อไป คือ ท่านพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ ได้เมตตาอธิบายในมุมมองของปราชญ์ฝ่ายพุทธจักรว่า คณะสงฆ์ยุคล้านนาที่ไปเรียนพุทธศาสนาในลังกา ต้องเรียนทั้งภาษาบาลี และสิงหล เมื่อกลับมาจึงนำองค์ความรู้มาสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ในลักษณะ “วิทยานิพนธ์”

ด้วยเหตุนี้ จึงลงมือเขียนตำนานเกี่ยวกับพระนางจามเทวี โดยหยิบมุขปาฐะเรื่องเล่าตกค้างนานกว่า ๘๐๐ ปีที่เคยได้ยินได้ฟังกันมา แต่เวลาร้อยเรียงจริงๆ นั้น จำเป็นต้องตัด “กลิ่นอายของความเป็นชาวบ้าน” ออกไป เปรียบได้กับการแพ็คสินค้าขึ้นห้าง ที่จะต้องปรุงแต่งอย่างสวยงามเสียก่อน ย่อมไม่กล้าใส่ปลาร้าปลาจ่อมปะปนเข้าไป 

ด้วยเหตุนี้ตำนานฉบับหลวงหรือฉบับคลาสสิก ย่อมปกปิดเรื่องปูมหลัง ชาติกำเนิด อารมณ์ ความรัก หรือการทำศึกกับขุนหลวงวิลังคะโดยใช้คุณไสยใส่กัน



ภาพจาก http://www.chiangmainews.co.th

กรณีนิตยสารต่วย'ตูนพิเศษ ที่มีการตีพิมพ์บทความกล่าวว่าพระนางจามเทวีชนะขุนหลวงวิลังคะด้วยมายาไสยศาสตร์ พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ชี้แจงว่า อันที่จริงเหตุการณ์ดังกล่าวต้องอธิบายด้วยพลังอำนาจแห่งสตรี เนื่องจากสรีระร่างกายบอบบางกว่าบุรุษ หากจะรบกันตัวต่อตัวความแข็งแรงกำยำย่อมสู้บุรุษไม่ได้ ดังนั้นสตรีจึงสร้างอำนาจพิเศษขึ้นมา ด้วยการพลิกสถานการณ์ใช้องค์กำเนิดแห่งความเป็นหญิง (ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน) เอามาเป็นจุดแข็งแทน 

ความเชื่อที่ตกค้างมาอย่างยาวนาน อันเป็นความแค้นระหว่างขุนหลวงวิลังคะที่มีต่อพระนางจามเทวี เนื่องจากการที่ไม่สมหวังในความรัก ยังคงปรากฏอยู่อย่างฝังแน่น เห็นได้จากการที่คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกลูกหลานว่า อย่าเอาดอกชบาสีแดงมาใช้ในงานบุญ เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่พระนางจามเทวีนำไปใช้เสียบมาลา (หมวก) ตอนนำไปให้ขุนหลวงวิลังคะสวม ดอกชบาจึงเป็นดอกไม้ที่ถูกฝ่ายขุนหลวงวิลังคะสาปแช่งไว้ ซึ่งเรื่องนี้ชาวลำพูนต้องตระหนักในทำนองที่ว่า “แม้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” 
  
ผมขอแทรกตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ ว่าเกี่ยวกับกรณีของนิตยสารต่วย’ตูนพิเศษนั้น นิตยสารดังกล่าวได้ตีพิมพ์บทความของผู้ใช้นามแฝงว่า “ลูกช้าง” ซึ่งวิเคราะห์ไสยศาสตร์ในการทำศึกระหว่างพระนางจามเทวี โดยที่ผู้เขียนท่านนั้นไม่มีความรู้อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในด้านการเลือกหยิบหลักฐานประเภทตำนานทั้งใหม่และเก่า ตัดตอนมาอ้างตามอำเภอใจ และการวิพากษ์วิจารณ์พระนางจามเทวีในลักษณะของการพยายามเน้นว่า ทรงเป็นนางมารร้ายมากกว่าวีรสตรี


ภาพจากนิตยสารต่วย'ตูนพิเศษ ฉบับที่ตัพิมพ์บทความอื้อฉาวเกี่ยวแก่พระนางจามเทวี

เรียกได้ว่าเป็นบทความที่เขียนอย่างมักง่าย แสดงถึงโลกทัศน์ที่แคบ และขาดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง จนไม่อาจนับเป็นข้อเขียนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีได้ แต่ก็ทำให้ชาวลำพูนที่นับถือพระนางจามเทวีไม่พอใจ ซึ่งทางนิตยสารก็แสดงความรับผิดชอบเพียงแค่ลงข้อความขออภัยอย่างสั้นๆ ประกอบการตีพิมพ์คำอธิบายของ ดร.เพ็ญสุภา ที่ชี้แจงไปในนามของชาวลำพูนเท่านั้น แต่บทความดังกล่าวก็จุดประกายให้เกิดงานเสวนาคราวนี้ขึ้นมาละครับ

ดังนั้นการอภิปรายในส่วนนี้ของท่านพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ จึงเป็นการวิเคราะห์ใน ๒ ประเด็นหลัก คือ แนวทางการเรียบเรียงตำนานพระนางจามเทวีในฝ่ายวัด และสงครามไสยศาสตร์กับขุนวิลังคะเท่านั้น

มิได้เป็นการตอบคำถามหลักๆ ที่เกิดจากตำนานพระนางจามเทวี เช่น เหตุใดจึงต้องรีบร้อนเสด็จจากละโว้ไปลำพูนทั้งที่ยังทรงพระครรภ์ โดยพระสวามีมิได้เสด็จไปด้วย?

แต่ก็นับเป็นความรู้ในเชิงคติชนวิทยา รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่น เรื่องของการที่คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกลูกหลานว่า อย่าเอาดอกชบาสีแดงมาใช้ในงานบุญ เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่พระนางจามเทวีนำไปใช้เสียบมาลา ตอนนำไปให้ขุนหลวงวิลังคะสวม จึงเป็นดอกไม้ที่ถูกฝ่ายขุนหลวงวิลังคะสาปแช่งไว้


ภาพจาก http://www.bloggang.com

ข้อนี้ถ้าพระคุณเจ้าไม่ยกตัวอย่างขึ้นมา คนต่างถิ่นอย่างผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ ครับ ดังนั้นจึงเป็นตัวอย่างทางความเชื่อที่มีคุณค่ามหาศาล

เพราะที่จริงแล้ว ความเชื่อนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับพระนางจามเทวีโดยตรง แต่คล้ายกับความเชื่อเรื่องดอกชบาแดงของคนไทยภาคกลางที่ไม่นิยมนำมาบูชาพระกัน เพราะเป็นดอกไม้ที่เอาไว้ใช้ทัดหูนักโทษที่จะต้องถูกตัดศีรษะ

ความเชื่อเหล่านี้มีร่องรอยที่เก่าแก่มากครับ เพราะดอกชบาแดงนั้นเป็นดอกไม้ที่ชาวอินเดียโบราณนิยมใช้บูชาเจ้าแม่กาลี เทวีแห่งการบูชายัญและความตาย ซึ่งนิยมนับถือกันมากในเบงกอล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียมาไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ปี




เราไม่มีทางทราบได้อย่างแน่ชัดว่า ชาวลำพูนรับความเชื่อนี้เข้ามาทางใด และเมื่อไรกันแน่ เป็นความลี้ลับพอๆ กับความเชื่อเรื่องดอกชบาแดงของทางภาคกลาง ซึ่งเก่าแก่ไม่น้อยกว่าสมัยอยุธยานั่นละครับ และถ้าจะมีผู้ค้นคว้าเจาะลึกในเรื่องนี้โดยตรง ก็จะเป็นประโยชน์แก่วงการคติชนวิทยาของไทยเรามากที่เดียว

ท่านพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ยังกล่าวด้วยว่า แม้ไม่พบหลักฐานด้านศิลาจารึกที่เก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ก็ตามที อย่างไรก็ดี ขอให้คนลำพูนเชื่อถือ ศรัทธา และมั่นใจ หรือมีสำนึกว่า “พระนางจามเทวีมีตัวมีตนจริง” และการเขียนประวัติศาตร์เรื่องพระนางจามเทวี เราจะมีหมุดหมายปักการเริ่มต้นไว้ที่เมืองลำพูน

ข้อนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ

ผมไม่เห็นด้วยว่า เราจำเป็นต้องขอให้คนลำพูนเชื่อถือ ศรัทธา และมั่นใจ หรือมีสำนึกว่า “พระนางจามเทวีมีตัวมีตนจริง”

เพราะที่จริงก็คือ เรามีหลักฐานที่ยืนยันความมีตัวตนจริงของพระนางอยู่แล้วครับ

นั่นคือ ข้อความใน จดหมายเหตุหมานซู เขียนโดย ฝานฉว้อ นักเดินทางชาวจีนสมัยราชวงศ์ถังเมื่อพ.ศ.๑๔๐๖ นับว่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่กว่าตำนานทุกฉบับที่เรามีกันอยู่ และยังกล่าวถึงพระนางโดยตรงที่สุดด้วย

กล่าวคือฝานฉว้อได้ระบุถึง หนี่หวังกว๋อ หรือ “รัฐที่ปกครองโดยกษัตริย์หญิง” ไว้ในเส้นทางที่นักเดินทางชาวจีนจะต้องใช้ในการไปยังค่ายทหารแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน และหนี่หวังกว๋อแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นจังหวัดลำพูนในทุกวันนี้ เท่ากับเป็นเอกสารที่เชื่อถือได้ยิ่งกว่าตำนานทุกฉบับของไทยเราเสียอีก

ซึ่งผมก็แปลกใจอยู่ว่า ตลอดการเสวนาครั้งนี้ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ไม่มีนักวิชาการท่านใดนำเรื่องนี้มากล่าวถึงเลย ทั้งๆ ที่เป็นหลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบแล้วถึงความถูกต้องแม่นยำ และยังมีอายุเก่าแก่มากใกล้เคียงกับรัชสมัยพระนางจามเทวีในตำนานที่สุด 

และไม่ใช่เรื่องลี้ลับอันใด เพราะ ต้วนลี่เซิง นักประวัติศาสตร์จีนได้นำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว จนเป็นที่อ้างอิงกันทั่วไปในวงการนักประวัติศาสตร์ไทย เหมือนกับเรื่องที่ชาวจีนเรียกเมืองเชียงใหม่ว่า ปาไป๋ซีฟู นั่นละครับ

นักวิชาการท่านต่อไป คือ อ.วิธูร บัวแดง กล่าวว่า พระนางจามเทวีเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ผู้รจนาตำนานพระนางจามเทวีฉบับคลาสสิกในยุคล้านนาเอง ก็ยังตั้งคำถามถึงปริศนาของพระนางจามเทวีมาก่อนแล้ว ไม่ว่าประเด็นข้อสงสัยต่อ เม็งคบุตร ระมิงค์นคร ซึ่งคำว่า “เม็ง” ในยุคนั้น น่าจะแตกต่างจาก “รามัญ” ที่เราเข้าใจในยุคนี้ 

การเขียนวรรณกรรมพุทธศาสนาในยุคโบราณ พอพระภิกษุนำมารจนา มักจะตัดเรื่องพิธีกรรมชาวบ้าน การเลี้ยงผี ไสยศาสตร์ อาถรรพณ์ ออกไป เพราะในสายตาของพระภิกษุล้านนายุคเมื่อ ๕๐๐ ปีนั้น มองว่าพระนางจามเทวีเป็น “เทวีแห่งพุทธศาสนา” ดังนั้นเมื่อผู้เขียนต้องนำสินค้าชาวบ้านมาขึ้นหิ้ง มาปรุงเป็นอาหารในภัตตาคาร ย่อมไม่กล้าใส่ปลาร้า ทำให้สำนวนสองเวอร์ชั่นจึงไปไม่ตรงกัน

ประเด็นนี้ ก็สอดคล้องกับที่ท่านพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วครับ 
 
แต่อ.วิธูร ก็ได้เปิดประเด็นใหม่ที่น่าสนใจคือ การระบุว่าฤๅษีวาสุเทพเป็นลูก “ปู่แสะย่าแสะ” ปู่แสะย่าแสะคือใคร สังคมดั้งเดิมพื้นบ้านมักกล่าวถึง ชาวลัวะตีกลองร้องเรียก “นางแก้ว” ออกมา มีการสังเวยนางแก้วลงหลุม หักคอเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เป็นนัยะของคำสาปแช่ง 

เรื่องราวการสาปแช่งมีอยู่เดิมก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนาแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องเล่าตกค้างเกี่ยวกับการที่ลูกตีแม่แล้วแผ่นดินยุบในสมัยฤๅษีวาสุเทพ การฟ้อนผีเม็งของเจ้าเมืองลำปาง ให้ความสำคัญแก่ “ผีนางน้อย” (ผีอี่หล้า) มากเป็นพิเศษ ชาวบ้านเรียก “ผีจามเทวี” คล้ายกับ “ผีมโนราห์” (ผีอีนุ้ย) ของชาวปักษ์ใต้ ที่ต้องต่อสู้กับ “ปิงคละ” (เทียบได้กับขุนหลวงวิลังคะ) โดยต้องเลี้ยงผีด้วยปลาเหมือนกัน ไม่ว่าภูมิภาคใดในอุษาคเนย์ ล้วนเป็นคอนเซ็ปต์ชุดเดียวกันหมด คือเรื่อง “นางแก้ว”   

กรณีชื่อ “จามเทวี” อ.วิธูรมีมุมมองว่า อาจสืบมาจากปุราณะหรือเรื่องเล่าที่ตกค้างของอินเดีย กล่าวคือมี “นางจามมุณฑา” (อ่าน มุนดา) เป็นเทวีที่ผสมทั้งความเป็นพระนางอุมา (ชายาพระศิวะ) พระนางลักษมี (ชายาพระวิษณุ) และพระนางสรัสวดี (ชายาพระพรหม)  

นางจามมุณฑาเป็นผู้มาปราบ “มหิงสาสุระ” หรืออสูรในรูปควาย ทั้งศาสนาเชน และพุทธมหายานนิกายตันตระ นำเรื่องราวของ นางจามมุณฑาไปเป็นสัญลักษณ์ประจำศาสนาเหล่านั้นในฐานะ “ผู้ปราบมาร” เชื่อว่าความคิดนี้ได้ส่งทอดมาถึงดินแดนภาคเหนือ ชาวพื้นเมืองจึงนำมาผสมกับเรื่องราวของ “นางแก้ว” 


ภาพลายเส้น พระนางจามุณฑา

อ.วิธูร ยังแนะนำด้วยว่า ดังนั้น หากศึกษาเรื่องราวของพระนางจามเทวีแล้ว ควรศึกษาด้านคติชนวิทยาที่สอดแทรกอยู่ด้วย จะค้นพบปรัชญาที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปแบบตำนาน ไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลแต่อย่างใดเลย

นี่ละครับ ที่ผมมองว่า น่าจะเป็นแนวความคิดใหม่สำหรับการศึกษาตำนานพระนางจามเทวีอย่างแท้จริง โดยเน้นไปทางด้านคติชนวิทยา และการเชื่อมโยงกับเทววิทยาอินเดีย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการท่านนี้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ 

ดังนั้น แม้การอภิปรายของท่านจะยังไม่เจาะลึกเข้าสู่ตำนานพระนางจามเทวีอย่างแท้จริง แต่ก็เป็นการให้แนวทางสำหรับการศึกษาค้นคว้า ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

เพราะไม่ใช่เพียงก้มหน้าก้มตาศึกษา และเก็บหลักฐานกันเฉพาะในท้องถิ่น ยังต้องประมวลความรู้จากศาสตร์อื่นๆ เข้ามาช่วยตีความ วิเคราะห์ และกำหนดขึ้นเป็นภาพคร่าวๆ ที่ใกล้เคียงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจริงที่สุดด้วย

วิธีการเช่นนี้เป็นสิ่งที่วงการโบราณคดีไทยใช้กันอยู่อย่างเป็นมาตรฐานในทุกวันนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า “โบราณคดีเป็นสหวิทยา” นั่นละครับ 

ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการท้องถิ่น ไม่ว่าภาคเหนือหรือภาคใดก็ตาม จำเป็นต้องรู้จักนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเข้าถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของตน ดังที่ อ.วิธูรท่านนี้ได้นำมาใช้โดยตลอด 

แต่ผมก็ไม่เห็นว่านอกจากท่านแล้ว จะมีใครอื่นที่ศึกษาตำนานท้องถิ่นลำพูนด้วยวิธีการเช่นนี้นะครับ

อย่างไรก็ตาม การที่ อ.วิธูร ยกเรื่องของพระนางจามุณฑา และเรื่องนางแก้วมาอภิปราย ก็ทำให้มองไปอีกแง่มุมหนึ่งได้เหมือนกันว่า ตำนานพระนางจามเทวีมีพื้นฐานส่วนหนึ่ง ที่มาจากระบบความเชื่อของสังคมพื้นบ้านที่ผสมผสานกับเทววิทยาอินเดีย

มุมมองเช่นนี้เป็นมุมมองที่ปลอดภัย และง่ายต่อการยอมรับทั้งในทางคติชนวิทยา และมานุษยวิทยา แต่อาจจะยุ่งยากพอสมควรครับ เมื่อนำไปเทียบกับจดหมายเหตุหมานซูของจีนที่กล่าวถึงความมีตัวตนของพระนางจามเทวี

ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าจะตั้งทฤษฏีพระนางจามเทวีขึ้นอีกสักทฤษฎีหนึ่ง ตามคำแนะนำของ อ.วิธูรแล้ว ก็อาจกำหนดขึ้นเป็นเนื้อหาหลักอย่างคร่าวๆ ได้ว่า พระนางจามเทวีทรงมีตัวตนจริง แต่ตำนานเกี่ยวกับพระนางนั้นส่วนหนึ่งมีพื้นฐานมาจากคติความเชื่อพื้นบ้าน ที่ผสมผสานกับเทววิทยาอินเดีย

ซึ่งในกรณีนี้ ดร.เพ็ญสุภาก็เคยเปิดประเด็นไว้นานแล้วเหมือนกันครับ ว่าเรื่องของพระนางจามเทวีนั้นเปรียบเสมือนเรื่องของพระลักษมี เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ของอินเดีย ขณะที่ท่านสุเทวฤาษีหรือพระฤาษีวาสุเทพนั้น แสดงความเกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูไวษณพนิกายของอินเดียอย่างชัดเจน ซึ่งศาสนาดังกล่าวนั้นนับถือพระลักษมีในฐานะชายาของพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ซึ่งเป็นเทพสูงสุดของศาสนานั้นด้วย

อ.กำธร ธิฉลาด นักวิชาการท้องถิ่นอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า เคยทำโครงการหนังสือ “ชื่อบ้านนามเมือง” ให้ อบจ.ลำพูนเมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านแต่ละพื้นที่มักเล่าถึงเรื่องราวของพระนางจามเทวีในลักษณะที่แตกต่างกันไป 

เช่น บ้านเส้ง กล่าวว่าเศรษฐีบ้านเส้ง เป็นเพื่อนกับเศรษฐีอินตาที่บ้านหนองดู่ (บิดาของพระนางจามเทวี) หรือไปที่บ้านน้ำดิบ บ้านหนองยางฟ้า บ้านผาด่าน  บ้านก้อ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีเรื่องเล่าว่าพระนางจามเทวีผ่านมาแถวนั้น ไม่ว่าจะผิดหรือถูก แต่ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความรักความผูกพันที่ชุมชนมีต่อพระนางจามเทวี 

นักวิชาการท่านนี้ ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า สถานที่หลายแห่งที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปตามรอยบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามนั้น ส่วนมากเป็นการตามรอยพระนางจามเทวี เช่น พระธาตุแก่งสร้อย กลางลำน้ำปิง ที่จังหวัดตาก และการศึกษาประวัติศาสตร์ในมิติเก็บข้อมูลจากชาวบ้านนั้นมีคุณค่าและความหมายมาก เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณอยู่ในนั้น

ครับ การอภิปรายของอาจารย์ท่านนี้ ก็ยังคงอยู่ในกรอบของการแนะนำ หรือระดมแนวความคิดเพื่อการตั้งต้นหรือหาจุดร่วมที่เป็นมาตรฐานอย่างแท้จริง เพื่อการศึกษาค้นคว้าตำนานพระนางจามเทวี และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองลำพูนอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ตลอดการเสวนาในภาคเช้า จึงน่าจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่การเสนอแนะ ในการวางแนวทางการศึกษาค้นคว้าที่ถูกต้องร่วมกัน ซึ่งจำเป็น และเอื้อให้มีนักวิชาการจากหลายสาขาเข้ามาช่วยกันวิเคราะห์ตำนานพระนางจามเทวีได้ 


นับว่าเป็นสิ่งสำคัญครับ ที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันในเรื่องนี้ แม้จะยังไม่มีการตอบคำถามหรือให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น ในเรื่องราวของพระนางจามเทวีจริงๆ ก็ตาม


………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews