Tuesday, December 8, 2015

ภาพพระนางจามเทวี จากการเข้าฌาน





พระสาทิสลักษณ์พระนางจามเทวี ที่ได้รับการสักการะบูชากันมาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เป็นพระรูปที่มิได้เกิดจากการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ แต่มาจากการเข้าฌานของ คุณศรีเพ็ญ จัตุทะศรี
        
คุณศรีเพ็ญผู้นี้ เป็นศิษย์ของ อ.พร รัตนสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติสมาธิของเมืองไทย  และด้วยการปฏิบัติสมาธิ ท่านผู้นี้ก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ากษัตริย์ และเจ้านายไทยสมัยโบราณหลายพระองค์ รวมทั้งพระนางจามเทวีด้วย

จากนั้นจึงได้ถ่ายทอดให้ รศ.ลาวัณย์ อุปอินทร์ อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เป็นผู้วาดออกมาเป็นพระสาทิสลักษณ์
  
พระสาทิสลักษณ์ชุดนี้ มีหลายภาพที่มีชื่อเสียงและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เช่นพระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นต้น
       
ในการถ่ายทอดพระสาทิสลักษณ์ ตามแบบอย่างที่ได้จากสมาธิของคุณศรีเพ็ญนั้น มีขั้นตอนที่ยากลำบาก เพราะผู้วาดมิได้เป็นผู้เห็นภาพด้วยตนเอง จึงต้องมีการเข้าสมาธิสอบถามดวงพระวิญญาณแต่ละพระองค์หลายครั้งเพื่อให้ได้พระสาทิสลักษณ์ที่ใกล้เคียงที่สุด

ซึ่งฉลองพระองค์ที่ปรากฏออกมา ปรากฏว่าเป็นแบบที่คนส่วนมากไม่นึกว่าจะมีในสมัยนั้น และยังไม่มีนักวิชาการผู้ใดให้การรับรองจนกระทั่งปัจจุบัน เช่น ฉลองพระองค์ชุดคล้ายพราหมณ์ของพ่อขุนรามคำแหง

แต่ฉลองพระองค์ชุดเกราะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กลับมีบางอย่างคล้ายกันกับชุดเกราะในภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ออกแบบจากการสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญ ในข้อที่ว่า ได้มีการรับรูปแบบของเสื้อเกราะของชาวยุโรปที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นมาใช้

สำหรับพระสาทิสลักษณ์กษัตริย์พระองค์อื่น นอกจากพ่อขุนรามคำแหง ได้เริ่มเขียนตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๕๑๔ เป็นต้นมา 
    
ผมจะไม่รับรองนะครับว่า คุณศรีเพ็ญเข้าสมาธิติดต่อดวงพระวิญญาณสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าในอดีตได้จริงหรือไม่

เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นของละเอียด รู้ได้สัมผัสได้เฉพาะบุคคลหนึ่งเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่ของหยาบที่จะนำมาพิสูจน์ให้เห็นเป็นการสาธารณะโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้

และด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้เช่นกันครับ ที่เราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยทรรศนะที่เป็นวิทยาศาสตร์ 

เพราะเมื่อเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ วิทยาศาสตร์ก็จึงยังไม่มีความรู้ในเรื่องเช่นนี้อย่างเพียงพอ ที่จะนำมาชี้ผิดชี้ถูกนั่นเอง    
        
แต่ในเมื่อเรื่องเช่นนี้ เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากยังคงพิศวง และยังไม่มีผู้ใดให้แง่คิด หรือเสนอแนวทางพิจารณาที่เหมาะสมไว้มาก่อน 

อีกทั้งเราก็ยังพอจะมีทางเลือกอื่นอีก โดยไม่จำเป็นต้องยอมจำนน เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดของเรา ดังกล่าวแล้ว 

เราก็ควรจะทดลองพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความรู้ในศาสตร์อื่นบ้างนะครับ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยความรู้ในวิทยาการแขนงเดียวกับที่คุณศรีเพ็ญใช้ จนทำให้ได้พระสาทิสลักษณ์พระนางจามเทวีภาพนี้     
           
ดังนั้น สำหรับผู้ใดก็ตามที่มีทัศนคติว่า วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่เป็นเหตุผล และข้อพิสูจน์ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก และไม่สามารถยอมรับความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์

ขอให้ข้ามการพิจารณาส่วนนี้ไปนะครับ  
         
สำหรับผมมีความเห็นว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง คงมีความผิดพลาดบางประการเกิดขึ้น เช่น   
      
๑. ผู้เข้าสมาธิติดต่อดวงพระวิญญาณ อาจไม่ชำนาญพอที่จะถ่ายทอดรายละเอียด ของฉลองพระองค์ที่ถูกต้องออกมาได้ 

เป็นต้นว่า ไม่มีความรู้ในด้านเครื่องแต่งกายสมัยโบราณ ทำให้ถ่ายทอดลักษณะของเสื้อผ้า และเครื่องประดับ คลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ตนเห็น

๒. ผู้เข้าสมาธิ เพียงแต่ได้รับการติดต่อทางจิตจากดวงพระวิญญาณ แล้วจิตจึงสร้างภาพของแต่ละพระองค์ขึ้นตามประสบการณ์ และการปรุงแต่งของผู้เข้าสมาธิ ซึ่งไม่รู้ธรรมเนียมการแต่งกายสมัยโบราณ

ไม่ใช่ดวงพระวิญญาณใช้พลังอำนาจที่ตนมีอยู่ สร้างภาพขึ้นโดยตรงต่อจิตของผู้เข้าสมาธิ 
   
๓. ผู้เข้าสมาธิได้รับภาพโดยตรงจากดวงพระวิญญาณ แต่ดวงพระวิญญาณนั้นเอง เป็นผู้เปลี่ยนแปลงรูปปรากฏของตน ด้วยเหตุผลบางอย่าง

เช่น อาจเห็นว่าฉลองพระองค์เดิมไม่สวยงาม ไม่เหมาะสมที่จะให้ผู้บันทึกภาพจำลองแบบไปเพื่อการสักการบูชา จึงเปลี่ยนแปลงให้ดูเหมาะกับยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่าที่ทรงแต่งจริง 

โดยเฉพาะเจ้านายสตรี ซึ่งได้เข้ามาร่วมการจำลองภาพครั้งนี้ ต่างทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ในยุคสมัยที่ผู้หญิงยังไม่สวมเสื้อปิดบังร่างกายท่อนบนทั้งสิ้น 
 
๔. ผู้เข้าสมาธิและผู้บันทึกภาพ ถูกดวงวิญญาณอื่นแอบอ้าง หรือหลอกว่าเป็นกษัตริย์โบราณ

เพราะทั้งสองท่านย่อมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า วิญญาณที่มาติดต่อกับตน เป็นพระวิญญาณอดีตกษัตริย์พระองค์นั้นจริงหรือไม่ 

การที่ รศ.ลาวัณย์ให้สัมภาษณ์ว่า วิญญาณเหล่านั้นอธิบายเรื่องเกี่ยวกับตนเองด้วยศัพท์ช่าง ทั้งที่ผู้เข้าสมาธิไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น จะถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ไม่ได้หรอกครับ

เพราะในทางวิญญาณศาสตร์แล้ว วิญญาณระดับสามัญทั่วไปก็สามารถทำอย่างนั้นได้เหมือนกัน 

ถ้าวิญญาณนั้นเป็นอดีตกษัตริย์จริง ข้อมูลที่ให้ควรสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดี ที่มีอยู่มากกว่านี้           
  
ซึ่งก็คงเป็นด้วยเหตุ ๑ ใน ๔ ประการนี้ละครับ ที่ทำให้พระสาทิสลักษณ์ของพระนางจามเทวี ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ แสดงฉลองพระองค์ที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง 


ภาพเดัดแปลงจากต้นฉบับของ รศ.ลาวัณย์

เป็นต้นว่า เสื้อแบบไทยรัตนโกสินทร์ห่มสไบเฉียง ซึ่งไม่มีในสมัยทวารวดี

สร้อยพระศอคล้องจี้รูปดาวแบบฝรั่ง ในภาพที่ดัดแปลงขึ้นภายหลังจากภาพต้นฉบับ ก็ยากที่จะเปรียบเทียบกับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์สมัยทวารวดี ตามหลักฐานที่เรามีกันอยู่

พระกุณฑลตามแบบที่ปรากฏ ก็ยากจะหาที่มาเช่นกัน  
     
ยิ่งกว่านั้น เราจะเห็นว่าพระกรรณในรูปนี้ มีลักษณะปกติ อย่างใบหูของพวกเรา

ถ้าภาพนี้จำลองขึ้นจากพระองค์จริง พระกรรณของพระนาง ควรมีลักษณะยาว เช่นเดียวกับบรรดาเจ้านายสตรีในราชสำนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสมัยทวารวดีตอนต้นนะครับ     

ถ้าเราสร้างพระรูปใดๆ ขึ้นโดยถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจะสร้างพระรูปนั้น ด้วยแบบอย่างอันเป็นอุดมคติอย่างไรก็ได้ 

และผมมั่นใจว่า พระสาทิสลักษณ์พระนางจามเทวีรูปนี้ เป็นแบบอย่างอุดมคติ มากกว่าจะจำลองจากความเป็นจริงครับ


อย่างไรก็ตาม ในส่วนสำคัญที่ผมมิได้วิเคราะห์ในบทความนี้ คือ พระพักตร์ 

ซึ่งทางคุณศรีเพ็ญ ยืนยันแก่สาธารณชนมาตลอดว่า เป็นการจำลองแบบจากพระพักตร์จริงๆ ของพระนางจามเทวีนั้น

ปรากฏว่า มีข้อมูลอีกกระแสหนึ่ง ที่เผยแพร่ออกมาในภายหลัง ว่าใบหน้าของบุคคลในภาพ มิได้จำลองแบบมาจากพระพักตร์ของพระนางจามเทวี ตามที่คุณศรีเพ็ญได้พบเห็นในสมาธิ แต่มาจากบุคคลจริง ซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

นั่นคือ คุณปิยะนุช นาคคง

โดยคุณปิยะนุช ได้ชี้แจงไว้ใน facebook ของเธอว่า ตอนที่เธออายุได้ ๑๘ ปี ก่อนเข้าวงการ มีแม่ชีอายุ ๙๐ กว่าๆ ที่ จ.เชียงราย ท่านเห็นพระนางจามเทวีในนิมิตของท่าน แล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า มีคนหน้าตาเหมือนพระนางมาเกิดแล้ว 

ถ้าอยากเห็นพระองค์ท่านว่าหน้าตาอย่างไร ให้ไปที่โรงเรียนสตรีวิทยา ที่กรุงเทพฯ ไปหาครูศิลปะที่มีลูกชื่อนุช เอารูปลูกเขามา

ซึ่งครูศิลปะท่านนั้น ก็คือ คุณแม่ของคุณปิยะนุช นั่นเองครับ




เมื่อมีผู้ไปหาคุณแม่ของคุณปิยะนุช เวลานั้น บนโต้ะของท่านมีรูปคุณปิยะนุชอยู่รูปเดียว คุณแม่ของคุณปิยะนุชก็แปลกใจมากว่าท่านรู้ได้อย่างไร จึงให้รูปดังกล่าวไป

ภาพต้นแบบพระนางจามเทวี จากปลายพู่กันของ รศ.ลาวัณย์ ที่เข้าใจกันมาตลอดว่า มาจากการเข้าฌานของคุณศรีเพ็ญ จึงมีเบื้องหลังที่แท้จริงเช่นนี้เอง



ผมได้นำภาพจาก facebook ของคุณปิยะนุช มาโพสต์เป็นหลักฐานไว้ ณ ที่นี้ด้วย ก็ขอให้พิจารณากันตามหลักของเหตุและผลนะครับ



………………………



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Saturday, December 5, 2015

ตำนานพระนางจามเทวี ฉบับนายสุทธวารี



ภาพจาก http://www.taradplaza.com

ภายหลังการพิมพ์ครั้งที่ ๑ ของหนังสือ จอมนางหริภุญไชย ได้มีผู้อ่านจากเชียงใหม่ท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นไปทางนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ใจความสรุปได้ว่า การที่ผมนำตำนานฉบับนี้เข้าไปร่วมวิเคราะห์กับตำนานฉบับที่เป็นที่ยอมรับกันเป็นทางการอยู่แล้ว จะทำให้เกิดความสับสนและข้อถกเถียงมากมายขึ้นจากสิ่งที่ไม่มีมูลความจริง เพราะว่าตำนานฉบับนี้เป็นสิ่งที่เขียนขึ้นโดยหมอไสยศาสตร์คนทรง คือ คุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์

ในการพิมพ์ครั้งต่อมา ผมจึงได้พิจารณาที่จะเพิ่มการอธิบายเกี่ยวแก่ตำนานฉบับนี้ ว่าเหตุใดผมจึงนำมาใช้ในการเรียบเรียงเรื่องราวของพระนางจามเทวี ทั้งโดยภูมิหลัง และข้อควรพิจารณาว่า สิ่งใดบ้างที่น่าจะเป็นจริงหรือไม่จริง เพื่อแก้ไขความสับสนอันอาจจะเกิดมีขึ้นแก่บุคคลบางท่านดังกล่าว 

ทั้งนี้จะแบ่งการพิจารณาออกได้เป็น ๒ กรณี  

กรณีที่ ๑. ภูมิหลังเกี่ยวแก่ตำนานฉบับนี้

จากการกล่าวอ้างของคุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์ ชาวจังหวัดสุโขทัย ผู้เรียบเรียงตำนานฉบับนี้ยืนยันว่า ในระหว่างปีพ.ศ.๒๕๐๘ ขณะที่เขากำลังสืบค้นประวัติพระธาตุดอยคำ เพื่อพิมพ์เผยแพร่หาปัจจัยบูรณะวัดพระธาตุดอยคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ คืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์เขาได้ฝันเห็นพระนางจามเทวีปรากฏพระองค์และมีรับสั่งว่า ถ้าอยากทราบเรื่องที่ต้องการให้ไปหริภุญไชย 
   
คุณสุทธวารีจึงเดินทางไปลำพูนในวันที่ ๑๕ ก.พ.ปีนั้น และเที่ยวค้นประวัติพระธาตุดอยคำหลายสถานที่แต่ยังไม่พบ จนในที่สุดได้ไปนั่งพักอยู่ที่วัดจามเทวี เป็นเหตุให้ได้พบกับชาวพื้นเมืองผู้หนึ่ง ชื่อ หนานทา    
   
หนานทากล่าวว่า อาจารย์ของเขาให้มารอพบบุคคลที่มีลักษณะเหมือนคุณสุทธวารี เขาจึงตามหนานทาผู้นั้นไปตามเส้นทางเล็กๆ จากดอยติจนกระทั่งเห็นเทือกเขาขุนตาล ถึงที่นั้นต้องจอดรถและเดินเท้าต่อไป จนเข้าไปถึงสำนักผู้เป็นอาจารย์ของหนานทา ซึ่งอยู่ในถ้ำ 

คุณสุทธวารีกล่าวว่า อาจารย์ผู้นั้นคือ พ่อฤาษีแก้ว เป็นชายชราแต่งกายอย่างฤาษีที่มีอายุถึง ๑๐๕ ปีแล้วในขณะนั้น            

พ่อฤาษีแก้วบอกให้คุณสุทธวารีทำเรื่องพระประวัติพระนางจามเทวีเผยแพร่ ท่านได้ยกเอาหีบไม้ทึบใบหนึ่งออกมาจากในถ้ำ จุดธูปเทียนบูชาแล้วจึงให้หนานทาเอาขวานทุบจนพัง 

ในหีบนั้นมีเอกสารโบราณทำด้วยกระดาษข่อย เขียนด้วยตัวอักษรล้านนา ซึ่งคุณสุทธวารีอ่านไม่ออก

พ่อฤาษีแก้วบอกกับคุณสุทธวารีว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหนึ่งในพระประวัติพระนางจามเทวีซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น ๕ ฉบับ อีก ๔ ฉบับ ได้แยกย้ายกันอยู่ตามสถานที่ต่างๆ กล่าวคือ   
 
- ฉบับที่ ๑ พระพี่เลี้ยงปทุมวดีเป็นผู้บันทึกไว้ในลานทอง และเก็บไว้ในคูหาถ้ำดอยคำ     
  
- ฉบับที่ ๒ พระยาโหราธิบดินทร์เป็นผู้บันทึก และฝังไว้ในถ้ำพระพุทธบาท ต.เมืองงาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่   

- ฉบับที่ ๓ ฝังไว้ ณ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ จ.ลำพูน อยู่ในเขตบ้านออนเหนือ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่    

- ฉบับที่ ๔ ฝังไว้บริเวณที่ปัจจุบันอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล จ.ตาก  
      
การแปลเรียบเรียงพระประวัติพระนางจามเทวี ตามเอกสารดังกล่าวเริ่มตั้งแต่คืนนั้น โดยหนานทาศิษย์พ่อฤาษีแก้วเป็นผู้แปล คุณสุทธวารีเป็นผู้จดบันทึก การแปลรอบแรกยุติเวลา ๕ ทุ่มของคืนนั้น พ่อฤาษีเน้นย้ำให้คุณสุทธวารีทำเรื่องนี้ถวายพระแม่เจ้า เพื่อจะได้หาเงินสร้างพระราชานุสาวรีย์ 

หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นจึงมีการแปลและจดบันทึกกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ใช้เวลา ๔ วันจึงสำเร็จ  ซึ่งเรื่องราวที่ได้มานั้นมีทั้งพระประวัติพระนางจามเทวีและประวัติพระธาตุดอยคำ คุณสุทธวารีจึงได้คัดเฉพาะประวัติพระธาตุดอยคำไปถวายเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ในสมัยนั้นตามที่ตั้งใจไว้   

ต่อมาพ่อฤาษีแก้วจึงได้ละสังขารในเดือนเมษายน ปีเดียวกัน 

จากนั้น คุณสุทธวารีจึงได้นำบันทึกคำแปลเอกสารของพ่อฤาษีแก้ว มาทำการเรียบเรียงพระประวัติพระนางจามเทวีในพ.ศ.๒๕๐๙ เฉพาะภาคแรก และได้มีการพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชน  เป็นเหตุให้ได้รับความสนใจกันโดยทั่วไป              

แต่พระประวัติฉบับสมบูรณ์ทั้งสองภาค ตามที่มักนำมาอ้างอิงกันอย่างแพร่หลายในเวลาที่ผ่านมานั้น ได้รวบรวมขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๒๕ โดย รองอำมาตย์โท ชุ่ม ณ บางช้าง เป็นผู้ตรวจแก้ ดร.สนอง วรอุไร อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยทำการตรวจสอบ รวบรวมหลักฐาน และจัดพิมพ์รวมเล่ม 




โดยมี คุณ จริญญา พึ่งแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนในขณะนั้น ซึ่งกำลังดำเนินการระดมทุนจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการจัดพิมพ์สำหรับแจกเป็นจำนวนถึง ๖,๕๐๐ เล่ม โดยให้ชื่อหนังสือว่า พระราชชีวประวัติ พระแม่เจ้าจามะเทวี บรมราชนารี ศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานีหริภุญชัย  
         
ในการพิมพ์ครั้งแรกของหนังสือที่กล่าวมานี้ มิได้มีการวางจำหน่าย หนังสือทั้งหมดถูกใช้ไปในการแจกจ่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยทางจังหวัดรับไป ๔,๐๐๐ เล่ม คณะกรรมการ พิพิธภัณฑ์ทันตนคร อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระแม่เจ้าจามเทวีรับไปอีก ๒,๐๐๐ เล่ม และอีก ๕๐๐ เล่มที่เหลือ ผู้จัดพิมพ์ได้นำไปแจกจ่ายไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ สำหรับเป็นสาธารณประโยชน์   
       
นอกจากฉบับที่พิมพ์เผยแพร่ในพ.ศ.๒๕๒๕ นี้แล้ว คุณสุทธวารียังอ้างไว้ว่า ได้ทำการเรียบเรียงพระประวัติอีกชุดหนึ่ง และได้นำไปฝังไว้ในเขตจังหวัดลพบุรี พระประวัติชุดดังกล่าวเรียบเรียงโดยรักษาเนื้อหาที่แปลจากเอกสารโบราณทุกอย่าง 

ส่วนฉบับที่นำมาพิมพ์เผยแพร่นี้ได้ตัดเนื้อหาบางส่วนออก เป็นต้นว่าเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมบางพิธีและพระราชทรัพย์ เพราะได้ตกลงกับพ่อฤาษีแก้วเอาไว้

ส่วนต้นฉบับที่ได้จากหีบไม้ ได้ฝังไว้ในถ้ำดอยขุนตาล อันเป็นที่พำนักของพ่อฤาษีแก้ว    
 
สำหรับคุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์ ผู้เรียบเรียงตำนานฉบับนี้ ภายหลังได้ตั้งสำนักทรงขึ้นมา  และการดำเนินการเกี่ยวกับพระนางจามเทวีของเขาในเวลาต่อมาก็มุ่งไปในทางไสยศาสตร์มากกว่าทางอื่น จนกระทั่งถึงแก่กรรม 

พระประวัติพระนางจามเทวีที่เขากล่าวว่าได้จากพ่อฤาษีแก้วนี้ ปัจจุบันยังคงเป็นที่นับถือของชาวลำพูนและเชียงใหม่โดยทั่วไป รวมทั้งตำหนักทรงต่างๆ ที่มีผู้อ้างเป็นร่างทรงพระนางจามเทวี ก็นิยมใช้ตำนานฉบับนี้ด้วย

แต่ชาวลำพูนรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับตำนานพระนางจามเทวีจริงๆ หลายท่าน  มักจะแคลงใจและมิได้ให้การรับรองพระประวัติชุดนี้เท่าใดนัก    
      
ความเห็นของผม : 

ภูมิหลังทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ดูคลุมเครือและเป็นที่เชื่อถือได้ยากครับ 

อย่างไรก็ตาม ผมก็มีข้อสังเกตอันเกิดจากการหาข้อมูลภาคสนาม และจากประสบการณ์ของผมเอง ในการเดินทางขึ้นล่องในเขตจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่มานานหลายปี ดังจะลำดับได้เป็นข้อๆ ดังนี้ 
      
๑) บุคคลที่คุณสุทธวารีอ้างว่าเป็นเจ้าของตำนาน คือ พ่อฤาษีแก้วนั้น อาจจะมีตัวตนจริง
 
ในป่าทางภาคเหนือและภาคอีสานแม้จนกระทั่งสมัยปัจจุบันนี้ ยังคงเป็นที่พำนักของผู้สูงอายุหลายท่าน ที่หลบหนีความวุ่นวายของสังคมเมืองเข้าไปปฏิบัติธรรมในป่า

ผู้สูงอายุเหล่านี้ถือศีลไม่เหมือนกัน ส่วนมากจะมีความรู้ทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ 

และด้วยเหตุที่ท่านมิได้บวชเป็นพระภิกษุ จึงมักถูกเรียกกันว่าฤาษี ในบรรดาฤาษีเหล่านี้ ผมเคยพบและสนทนาด้วยอยู่ ๒ ท่านในเขตจังหวัดตากและลำปาง

๒) สำหรับเอกสารโบราณที่คุณสุทธวารีอ้างว่า พ่อฤาษีแก้วได้เก็บรักษาไว้ในหีบไม้ เมื่อจะนำออกมาก็มีการจุดธูปขอและต้องเอาขวานทำลายหีบให้พังเสียก่อนนั้น ถ้าหากว่ามีอยู่จริงดังคำอ้าง ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นเอกสารเก่าจริง     
       
เพราะจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสหลายท่านในลำพูน ประวัติเกี่ยวแก่พระนางจามเทวีนั้นได้ถูกบันทึกและเรียบเรียงด้วยอักขระล้านนาอยู่หลายปกรณ์ด้วยกัน โดยพระภิกษุและฆราวาสที่อยู่ตามวัดต่างๆ

ตัวอย่างก็เช่น ตำนานมูลศาสนา และ จามเทวีวงศ์ ที่ถูกเผยแพร่ในสมัยแรกๆ ตำนานพื้นเมืองฉบับพระมหาหมื่น วัดหอธรรม จ.เชียงใหม่ และ ตำนานพื้นเมืองฉบับใบลาน ซึ่ง สงวน โชติสุขรัตน์ แปลจากภาษาพื้นเมืองเป็นภาษาไทยออกพิมพ์เผยแพร่        
 
เอกสารเก่าซึ่งเป็นต้นตำนานฉบับคุณสุทธวารีนี้ ก็อาจจะเป็นหนึ่งในคัมภีร์โบราณที่เคยอยู่ในวัดแห่งใดแห่งหนึ่งก็เป็นได้นะครับ 

ซึ่งภายหลังพ่อฤาษีแก้วเป็นผู้ได้ไปเก็บรักษาไว้ ท่านคงจะได้ไปทั้งหีบไม้ และก็คงจะไม่เคยเปิดอ่าน ด้วยถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เมื่อจะนำออกมาแปลจึงต้องทำพิธีบูชา (ที่จริงควรเรียกว่าขอขมา) แล้วเอาขวานทุบหีบไม้ให้พังเสียก่อน 

เรื่องเช่นนี้แม้จะดูเหมือนนิยายมาก แต่หนทางแห่งความเป็นไปได้ก็พอมีอยู่เหมือนกัน     

ส่วนการที่ท่านกล่าวกับคุณสุทธวารีไว้ว่า ยังมีเอกสารเช่นเดียวกันนี้อีก ๔ ฉบับ อยู่ในเขต จ.เชียงใหม่และตากนั้น ก็เป็นไปได้ว่าจะมีอยู่จริงเช่นกัน แต่อาจจะอยู่ในลักษณะที่เป็นสมุดโบราณ และท่านได้ไปเห็นมาจากวัดในแถบนั้นก็เป็นได้          

เราควรจะเข้าใจว่า เรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ของพระนางจามเทวีนั้น ได้เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนในเขต จ.ตาก ลำพูน และเชียงใหม่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว มิใช่เพิ่งจะมาตื่นเต้นศรัทธากันเมื่อสร้างพระราชานุสาวรีย์ถวายพระองค์ท่านแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่จะมีการบันทึกเรื่องราวของพระองค์ท่านไว้ในรูปแบบของคัมภีร์ต่างๆ หลายสิบเล่ม กระจัดกระจายกันอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ 

ซึ่งตามที่ผมได้ข้อมูลมาล่าสุด คือมีผู้กล่าวว่าตำนานพระนางจามเทวีนั้น มีอยู่มากกว่า ๓๐ สำนวนนะครับ แม้ว่าแต่ละคัมภีร์อาจจะไม่มีเนื้อหาที่สอดคล้องกัน เนื่องจากเป็นการบันทึกในชั้นหลังมากก็ตาม 

และแม้ว่าจะมีคัมภีร์เหล่านี้คงเหลืออยู่มาก แต่เหตุที่มีการนำมาแปลเพียงส่วนน้อย ก็เพราะเรื่องของพระนางจามเทวีมิได้เป็นที่สนใจในทางวิชาการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประการหนึ่ง 

อีกประการหนึ่ง แม้แต่วัดที่มีคัมภีร์เหล่านี้อยู่ ก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมีสิ่งใดไว้ในครอบครอง  เพราะผู้ที่รู้นั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว         

๓) แต่ถึงเอกสารต้นฉบับที่ว่านี้จะเป็นของเก่า ผมก็คิดว่า ที่จริงมันอาจจะไม่เก่าเท่าใดนักหรอกครับ
 
หรือจะพูดให้แคบเข้า ก็คือคงไม่เก่าไปกว่าปกรณ์อื่นๆ ที่ทางวัดต่างๆ ในลำพูนและเชียงใหม่เก็บรักษาไว้ ซึ่งเท่าที่มีผู้พบเห็น ส่วนมากจะมีอายุไม่เกิน ๒๐๐ ปี    
  
ถ้าเราได้ต้นฉบับของเอกสารในหีบไม้มาตรวจสอบอายุ ก็คงจะง่ายขึ้นนะครับ และก็จะช่วยให้การเรียบเรียงของคุณสุทธวารีลดความคลุมเครือลง

แต่อย่างว่านะครับ คุณสุทธวารีเขารู้เขาเห็นของเขาอยู่คนเดียว พ่อฤาษีแก้วเขาก็อ้างว่าละสังขารไปแล้ว พยานบุคคลอื่นที่จะอ้างอิงก็ไม่มี ความลับทั้งหมดจึงต้องตายไปพร้อมกับตัวเขา

แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการกำหนดอายุของเนื้อหาชั้นเดิมที่สุดในเอกสารฉบับนี้ โดยเทียบเคียงกับตำนานพื้นเมืองฉบับอื่นว่า ไม่ควรจะเก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น เห็นจะไม่เกินเลยไปนักหรอกครับ  

๔) สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับคุณสุทธวารี และพ่อฤาษีแก้ว โดยเฉพาะในทางที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ ผมเห็นว่าไม่ควรจะนำมาร่วมพิจารณา ในการประเมินคุณค่าของตำนานพื้นเมืองฉบับนี้นะครับ 

เพราะไสยศาสตร์นั้น เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล มิได้เกี่ยวข้องกับการเรียบเรียงตำนานใดๆ 

แม้คุณสุทธวารีก็อ้างถึงนิมิตเกี่ยวแก่พระนางจามเทวี เพียงในชั้นแรกที่จะได้ไปพบกับพ่อฤาษีแก้วเท่านั้น ต่อจากนั้นไม่ว่าการแปลหรือเรียบเรียง ได้กระทำไปตามวิสัยปุถุชนทั้งสิ้น ไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ (เช่น พระนางจามเทวีปรากฏพระองค์มาบอกเรื่องราวต่างๆ หรือช่วยเติมส่วนที่ขาดหายฯลฯ)    
  
และถ้าจะเอาเรื่องไสยศาสตร์เป็นเกณฑ์ ในการลดความน่าเชื่อถือของผู้แต่งตำนานใดๆ แล้ว ผมเชื่อว่า ในที่สุดจะไม่มีเอกสารโบราณในประเทศไทยแม้สักฉบับเดียว ที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาละครับ 

เพราะข้อเท็จจริงก็คือ บรรดานักปราชญ์ แม้จนพระภิกษุสงฆ์ในยุคโบราณที่มีความสามารถเพียงพอที่จะเรียบเรียงปกรณ์ต่างๆ ขึ้นมาได้นั้น นอกจากท่านเหล่านี้จะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียนอย่างลึกซึ้งแล้ว ร้อยทั้งร้อยมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์สาขาต่างๆ เป็นอย่างดีด้วย

เพราะไสยศาสตร์เป็นวิชาสำคัญสำหรับปัญญาชนในสมัยนั้น ซึ่งไม่ได้อยู่ในโลกของวิทยาศาสตร์ดังเช่นสมัยของเราครับ   

กรณีที่ ๒. เนื้อหาและการอ้างอิงหลักฐานทางโบราณคดี

เนื้อความในพระประวัติฉบับนี้ เริ่มด้วยการกล่าวนำว่า เป็นการบันทึกโดยพระพี่เลี้ยงปทุมวดี โดยสรุปไว้ในลักษณะบทคัดย่อเกี่ยวกับพระนางจามเทวี ตั้งแต่เข้าสู่ราชสำนักละโว้จนสิ้นรัชสมัย

ต่อมา ลำดับเรื่องด้วยการขึ้นต้นการบันทึกพระชะตาพระนางจามเทวีโดยท่านสุเทวฤาษี กล่าวข้ามไปถึงตอนพระนางจามเทวีเข้าราชสำนักละโว้ แล้วย้อนกลับสู่ภูมิหลังของพระนางสมัยอยู่กับท่านฤาษีที่ลำพูนโดยละเอียด ดำเนินเรื่องต่อไปจนถึงสงครามโกสัมพี สมรภูมิที่วังเจ้า รับสาส์นอัญเชิญจากลำพูน  และเตรียมเสด็จออกจากละโว้พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เป็นอันจบภาคแรก     
    
ภาคสอง เริ่มด้วยการส่งเสด็จโดยพสกนิกรลวปุระ และผ่านสถานที่ต่างๆ ทรงสละเพศเป็นชีปะขาว เดินทางถึงลำพูนและเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงวางระเบียบการปกครอง สร้างเวียงหน้าด่าน ทรงตราอักขระรามัญขึ้นเป็นครั้งแรก ได้ช้างผู้ก่ำงาเขียว จัดการประลองธรรมระหว่างพระเถระเมืองหริภุญไชยและละโว้ การซ้อมรบกับฝ่ายพระพี่เลี้ยง ขุนวิลังคะพุ่งเสน้า สงครามขุนวิลังคะ ราชาภิเษกพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ และเบื้องปลายพระชนม์ชีพ เป็นอันจบภาคสอง  
     
ในการเรียบเรียงตำนานทั้งสองภาคนี้ ใช้แบบแผนที่เป็นจารีตประเพณี กล่าวคือมีการลำดับวันเดือนปีตามปฏิทินทางจันทรคติเมื่อถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ไว้อย่างครบถ้วน และวันเวลาเหล่านี้ปรากฏว่ามีความสอดคล้องกัน     

นอกจากนี้ ยังได้พยายามสอดแทรกความรู้ด้านพิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น พิธีกรรมในวาระที่เจ้าหญิงจามเทวีจะเสด็จออกสู่สงครามโกสัมพี มีการพระราชทานพระแสงอาญาสิทธิ์  มีทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ (อ่านศิวะโองการ) หรือการระบุพระนามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏเมื่อได้รับการสถาปนาในขั้นตอนต่างๆ

แม้แต่ชื่อเพลงมโหรีที่ใช้กันในราชสำนักสมัยนั้นก็ยกตัวอย่างไว้ด้วย คือเพลงพระบรรทม หรือเพลงเขมรพระประทม ที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่า เขมรพวง

เนื้อหาส่วนใหญ่พยายามเรียบเรียงให้เป็นภาษาที่เก่า มีการสอดแทรกบทสนทนา และการบรรยายเหตุการณ์สำคัญด้วยลักษณะการเขียนแบบนิยาย แม้การแสดงอารมณ์ของบุคคลต่างๆ ก็พยายามกล่าวถึงอย่างครบถ้วน ทำให้เนื้อหาทั้งหมดมีท่วงทำนองที่ตื่นเต้น อ่านง่ายและน่าอ่าน ทั้งยังดูเป็นจริงเป็นจังน่าเชื่อถือสำหรับคนทั่วไปอีกด้วย  
      
ในการพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๕๒๕ ยังได้มีการสอดแทรกเพิ่มเติมบทกวีที่แต่งใหม่เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในพระประวัติ เช่นในรูปของฉันท์แบบต่างๆ ซึ่งแต่งโดย อนงค์ ชมพูรัตน์  เป็นต้น   

นอกจากนี้ ดร.สนอง วรอุไร ผู้ช่วยตรวจสอบค้นหาหลักฐานและจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ยังได้นำภาพถ่ายทางอากาศที่ได้รับจากภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาพถ่ายโบราณสถานในสถานที่ต่างๆ ที่ตำนานอ้างถึงมาตีพิมพ์ประกอบ 

ภาพถ่ายทางอากาศล้วนแสดงให้เห็นเมืองโบราณรูปวงรีและสี่เหลี่ยมมุมมนขนาดเล็กอย่างชัดเจน ส่วนภาพโบราณสถานที่นำมาประกอบนั้น บางแห่งก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วในปัจจุบัน

ภาพโบราณวัตถุที่น่าสนใจ เช่นจารึกพบที่เวียงหน้าด่าน (เวียงท่ากาน) และกู่ช้าง เป็นต้น ได้ถูกนำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย      

แต่ภาพโบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า และไม่มีการพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารอื่นๆ อีก  ได้นำมาแสดงไว้อย่างมากมายในหนังสือเล่มนี้

โบราณวัตถุดังกล่าวคือประติมากรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวีโดยตรง ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยเลยทีเดียว  ได้แก่    
       
-พระพิมพ์รูปท่านสุเทวฤาษี   
-พระรูปกุมารีเมื่อตกกลางบัวหลวง   
-พระรูปกุมารีวีเมื่อชนมายุได้ ๘ พรรษา       
-พระพิมพ์พระเจ้านพรัตน์, พระพิมพ์พระนางมัณฑนาเทวี     
-ประติมากรรมท่านสุเทวฤาษีใช้พัดช้อนร่างทารก    
-พระรูปกุมารีวีฟ้อนถวายพระเจ้าละโว้



        
-ส่วนพระพักตร์เจ้าหญิงจามเทวี       
-พระพิมพ์พระนางจามเทวีเมื่อเสวยราชย์     
-พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อทรงเพศนักบวช  
-ประติมากรรมช้างผู้ก่ำงาเขียว (มี ๓ แบบ)  
-ประติมากรรมพระเจ้าอนันตยศทรงช้างผู้ก่ำงาเขียว
-พระพิมพ์พระสังฆราชหริภุญไชย     
-พระพิมพ์พระสังฆราชละโว้  
-ประติมากรรมรูปดวงตราดอกจันทน์, ดวงตราประจำผู้รักษาเวียง    
-พระเศียรพระพี่เลี้ยงทั้งสองพระองค์ ทำจากแก้วสีชมพูและสีเขียว
-พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อพระชนมายุ ๔๘ พรรษา




-พระรูปพระนางจามเทวีทรงปฏิบัติกรรมฐานห้ามทัพระมิงค์ 



 
-พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อเสด็จระมิงค์นคร



           
-ชิ้นส่วนพระรูปเหลือเพียงพระโสณี ด้านหลังจารึกอักษรล้านนา     
-พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อเสด็จไปร่วมการประลองธรรม



   
-พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อเสด็จสวรรคต (มี ๒ แบบ)        
-ประติมากรรมม้าทรงที่พระนางจามเทวีทรงออกศึกโกสัมพี
-พระเศียรและพระรูปเจ้ารามราชเมื่อทรงผนวช ทำด้วยแก้วใสและแก้วสีโกเมน 
    
พระรูป พระพิมพ์ และประติมากรรมเหล่านี้ แสดงให้เห็นแบบอย่างทางศิลปกรรมที่หลากหลาย  โดยเฉพาะพระรูปและประติมากรรมนั้นส่วนมากเป็นศิลปะที่ไม่เหมือนที่อื่น 

โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ทันตนคร อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์ และทั้งหมดยังไม่มีหลักฐานว่าได้รับการตรวจพิสูจน์โดยกรมศิลปากร            
ความเห็นของผม :

การตีพิมพ์พระประวัติอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเรียบเรียงที่น่าอ่าน ประกอบกับหลักฐานที่มีทั้งสถานที่ ภาพถ่ายทางอากาศ และโบราณวัตถุเช่นนี้ ย่อมทำให้หนังสือชุด พระราชชีวประวัติพระแม่เจ้าจามะเทวีฯ ฉบับพ.ศ.๒๕๒๕ เพิ่มความสมจริงและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น 

โดยเฉพาะเมื่อทางจังหวัดเป็นผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ดังกล่าวแล้ว น่าจะไม่เกินเลยไปนักที่จะกล่าวว่า หนังสือเล่มนี้คงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จังหวัดลำพูนสามารถสร้างพระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวีได้สำเร็จในปลายปีพ.ศ.๒๕๒๕ นั่นเอง          

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีทั้งเรื่องที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อนะครับ

๑) สำนวนการเรียบเรียงของคุณสุทธวารี เท่าที่กระทำกับเนื้อหาส่วนใหญ่ในตำนานนี้เห็นได้ชัดว่า เป็นผู้มีความชำนาญในด้านการเขียน โดยเฉพาะในลักษณะนิยาย 

แต่ถึงอย่างไร ความชำนาญเช่นนี้ก็เป็นคนละส่วนกันนะครับ กับการลำดับวันเวลาทางจันทรคติ ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้ทางปฏิทินโบราณ ไม่ใช่เป็นแค่นักเขียนนิยายแล้วจะทำได้

เห็นได้ชัดว่า ถ้าเอกสารต้นฉบับของพระประวัติชุดนี้มีอยู่จริง ลำดับวันเวลาทางจันทรคติอาจจะเป็นส่วนที่มีมาแต่เดิมก็ได้นะครับ      

๒) การเรียบเรียงให้มีลักษณะเป็นนิยาย รวมทั้งการสอดแทรกบทสนทนาที่เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันเข้าไปเป็นจำนวนมาก อาจเป็นด้วยเจตนาของคุณสุทธวารีที่จะทำให้ง่ายต่อการอ่าน และทำให้น่าอ่าน เพราะเป็นการเรียงเรียงเพื่อระดมเงินสร้างพระราชานุสาวรีย์

ถ้าหากว่าเนื้อหาเดิม มีสำนวนเช่นเดียวกับที่ใช้กันในคัมภีร์เก่าๆ เช่น มูลศาสนา และจามเทวีวงศ์ การคงสำนวนเช่นนั้นไว้ก็จะไม่สามารถยังความประทับใจแก่คนส่วนมาก จนระดมเงินสร้างพระราชานุสาวรีย์ได้หรอกครับ

เพราะพูดง่ายๆ คือ เราจะขอเงินจากชาวบ้าน ไม่ใช่นักวิชาการ   
    
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า เนื้อหาเดิมในเอกสารต้นฉบับ (ถ้ามีจริง) อาจจะมีสำนวนที่เก่า เช่นเดียวกับฉบับพระมหาหมื่น วัดหอธรรม ก็ได้ 

แต่หนานทาได้เปลี่ยนสำนวนดังกล่าวนั้นเสียชั้นหนึ่งแล้วในขั้นตอนการแปล และคุณสุทธวารีได้ปรับปรุงอีกชั้นหนึ่งในขั้นตอนการเรียบเรียง บทสนทนา ก็เน้นขึ้นมาจากของเดิมในเรื่อง
 
กลวิธีการเรียบเรียงเช่นนี้ ไม่เป็นการเหลือวิสัยสำหรับผู้มีทักษะในการเขียนเช่นคุณสุทธวารีที่จะสามารถกระทำได้          

อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้เกิดผลเสียหลายประการ คือ ทำให้พระประวัติชุดนี้ขาดความน่าเชื่อถือทางวิชาการไปอย่างสิ้นเชิง เป็นประการที่หนึ่ง 
                 
ประการที่สอง การปรับสำนวนเดิมให้มีลักษณะเป็นนิยายมากขึ้น เพิ่มอรรถรสในการอ่านมากขึ้น โดยเฉพาะการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ อย่างได้อารมณ์และมีสีสัน เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายที่มีรสนิยมในการอ่านอยู่ในระดับชาวบ้านทั่วไป ย่อมทำให้ผู้เรียบเรียงต้องต่อเติมเสริมแต่งเพิ่มขึ้นมาก
 
จนที่สุด แม้แต่จะต้องแต่งเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่มีในสำนวนเดิมเพิ่มเข้าไป เพื่อให้เนื้อเรื่องลื่นไหล ก็ต้องกระทำครับ           
 
และที่สำคัญคือ แม้คุณสุทธวารีจะอ้างว่าได้เรียบเรียงพระประวัติเต็มตามของเดิมไว้ด้วย แต่เขาก็มิได้นำพระประวัติดังกล่าวนั้นออกมาเผยแพร่เพื่อเปรียบเทียบ 

เขามิได้เผยแพร่ต้นฉบับ ที่เขาทำการบันทึกไว้ในคราวที่หนานทาแปลเอกสารดังกล่าวเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ 

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยครับ ที่เราจะระบุได้อย่างแน่นอนว่า เนื้อหาตอนใดบ้างที่เป็นของมีมาแต่เดิม 

วิธีค้นหาเนื้อความเดิมของเอกสารดังกล่าว (ย้ำ-ถ้าหากว่ามีจริง) ตามที่ผมใช้ใน จอมนางหริภุญไชย ก็คือดูว่า ส่วนใดบ้างที่ตรงกับตำนานพื้นเมืองฉบับอื่น  และตรงกับความทรงจำของคนรุ่นเก่าในลำพูน เชียงใหม่ และลพบุรีมาก่อนการเผยแพร่ของคุณสุทธวารี และส่วนใดบ้างที่สามารถหาหลักฐานแวดล้อมมารองรับได้     
       
และด้วยวิธีนี้ละครับ แม้ในภายภาคหน้าจะมีผู้พิสูจน์ได้ว่า ความมีตัวตนของเอกสารต้นฉบับที่คุณสุทธวารีอ้างถึงจะเป็นเพียงจินตนาการล้วนๆ เราก็ยังพอจะประเมินได้ว่า เนื้อหาตอนใดของเขาที่สอดคล้องกับตำนานอื่นๆ ที่มีมาก่อน และเราก็จะตั้งเป็นสมมุติฐานได้ว่า เรื่องเช่นนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ตรงกันในตำนานพื้นเมืองดั้งเดิมหลายๆ สำนวนครับ   
       
๓) นอกจากการต่อเติมเสริมแต่งจนทำให้ค้นหาเนื้อความเดิมได้ยากแล้ว การให้รายละเอียดของบรรยากาศในราชสำนัก ตลอดจนประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ในพระประวัติชุดนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นของยุคหลังมากๆ

ซึ่งถ้าหากว่า เนื้อหาส่วนนี้มิได้เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไปโดยคุณสุทธวารีแล้ว ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เอกสารต้นฉบับเรื่องนี้เป็นของที่ทำขึ้นโดยนักปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนภาคกลาง ไม่ใช่ชาวลำพูน เชียงใหม่ หรือล้านนา และเป็นบุคคลในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เองละครับ 
   
เพราะแบบแผนของจารีตและพิธีกรรมที่ปรากฏนั้น แม้จะดูเหมือนของเก่า แต่ที่จริงเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นโดยผู้แต่งที่ไม่มีความรู้ในด้านประเพณีพิธีกรรมชั้นสูงครับ 

ถ้าผู้แต่งเอกสารนี้เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดราชสำนักมาก่อน ไม่ว่าในรัชสมัยพระนางจามเทวีหรือสมัยใด เขาจะต้องสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ 

ตัวอย่างเช่น การระบุพระนามต่างๆ เมื่อได้รับการสถาปนา และจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏว่า เจ้าหญิงจามเทวี ศรีสุริยวงศ์ บรมราชขัตติยนารี รัตนกัญญา ลวะบุรีราเมศวร 

พระนามเช่นนี้อาจจะดูสูงส่ง และสมจริงนะครับ ถ้ามองจากสายตาชาวบ้าน 

แต่ถ้าเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนัก หรือผู้รู้ทางพิธีกรรมชั้นสูงตามที่ควรจะเป็นจริง พระนามเช่นนี้เต็มไปด้วยความผิดพลาดครับ พยายามใช้ศัพท์ให้เชื่อมโยงกับภาษาพราหมณ์โบราณก็จริง แต่ลักลั่นและผิดความหมาย 

ผู้สามารถคิดแต่งพระนามได้เพียงเท่านี้ จึงน่าจะเป็นเพียงพระสงฆ์ หรือฆราวาสนักปฏิบัติธรรมท่านใดท่านหนึ่ง ที่มีความรู้ในด้านอักษรศาสตร์แต่พอสมควรเท่านั้นละครับ  
     
ที่เห็นได้ชัดอีกส่วนหนึ่ง คือตอนที่ว่าด้วยการประลองปัญหาธรรม ระหว่างพระสังฆราชละโว้และพระสังฆราชหริภุญไชย

ข้อธรรมที่นำมาประลองกันนั้น ใครที่ศึกษาธรรมมากสักหน่อยจะเห็นชัดเลยนะครับ ว่าเป็นเพียงเรื่องพื้นๆ มิได้มีความลึกซึ้งหรือละเอียดประณีต ให้สมกับเป็นปัญหาธรรมที่พระเถราจารย์ระดับพระสังฆราชในสมัยพันกว่าปีก่อน จะนำมาถกเถียงกันโดยมีบ้านเมืองเป็นเดิมพันแต่อย่างใด ดูไปแล้วกลับเหมือนสิ่งที่พระนักเทศน์สมัยปัจจุบันนี้ใช้เทศน์สั่งสอนชาวบ้านให้สนุกครึกครื้นกันด้วยซ้ำไปครับ   

ข้อนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจแสดงให้เห็นว่า ถ้าเอกสารต้นฉบับนี้มีอยู่จริง ก็คงเป็นของที่แต่งขึ้นในวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวัดในภาคกลางด้วยซ้ำไป เมื่อระยะเวลาไม่เกิน ๒๐๐ ปีก่อนหน้านี้เอง 
  
แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อดูจากความสามารถในการเขียนของคุณสุทธวารีแล้ว เขาสามารถแต่งเติมเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ได้  
   
เพราะเขามีพื้นเพที่สนใจในการศึกษาค้นคว้าตำนานโบราณมาก่อน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่คิดจะค้นหาประวัติพระธาตุดอยคำมาตีพิมพ์ขายเพื่อหาเงินบูรณะวัดหรอกครับ 

และไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ระบุว่า ก่อนหน้าพ่อฤาษีแก้วจะบอกให้เขาเขียนพระประวัติพระนางจามเทวีนั้น พระประวัติดังกล่าวได้มีผู้เรียบเรียงมาก่อนแล้ว ๒ ท่าน  คือสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระเถระรูปหนึ่งที่วัดเจดีย์เจ็ดยอด

นี่คือเขาก็ได้ทำการค้นคว้ามาในระดับที่มากพอสมควรนะครับ เพราะไม่ใช่เรื่องที่รับรู้กันทั่วไป

ด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงมิได้นำสาระด้านพิธีกรรม ประเพณี รายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ  และรายพระนามดังกล่าวมาร่วมวิเคราะห์ในภาคสันนิษฐานของ จอมนางหริภุญไชย     
    
๔) หลักฐานที่ได้มีการจัดหามาสนับสนุนการรวมเล่มพระประวัติชุดนี้ เช่นภาพถ่ายทางอากาศที่ ดร.สนองได้มาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งภาพของศิลาจารึกบางชิ้น โดยอายุและความเก่าแก่แล้วก็นับว่าเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแท้จริงว่าเป็นของที่เกิดร่วมสมัยพระนางจามเทวี 

ส่วนภาพโบราณสถานนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นในยุคหลังมากกว่า  
  
แต่ในความเห็นของผมแล้ว คงไม่มีอะไรเหลวไหลไปกว่าภาพโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ทันตนครทั้งหมดละครับ เพราะแทนที่จะช่วยสนับสนุนให้พระประวัติชุดนี้มีความหนักแน่นขึ้นในทางวิชาการ กลับเป็นส่วนสำคัญที่ลดความน่าเชื่อถือในพระประวัติชุดนี้ลงอย่างสิ้นเชิง    
        
เพราะโบราณวัตถุเหล่านี้ ทั้งหมดเห็นได้ชัดครับว่าเป็นของปลอม หรือเป็นของที่ทำในยุคหลังนี้เอง 
แม้จะมีบางชิ้นที่อาจเป็นของจริง และเป็นของเก่าได้บ้าง แต่ก็ไม่มีทางที่จะเก่าถึงรัชสมัยพระนางจามเทวี หรืออาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระนางเลยครับ    
       
ยกตัวอย่างเช่น :      

- โบราณวัตถุประเภทพระพิมพ์ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นของใหม่ที่สร้างเลียนแบบพระพิมพ์โบราณ แล้วเพิ่มลวดลายต่างๆ เพื่อให้ดูแตกต่างจากพิมพ์เดิม 

เช่น พระรูปพระเจ้านพรัตน์ และพระนางมัณฑนาเทวีแห่งกรุงละโว้ น่าจะเอาแบบมาจากพระพิมพ์ชุดพระร่วงหลังลายผ้า ซึ่งเป็นพระกรุที่มีชื่อเสียงของ จ.ลพบุรีนั่นเอง 




พระรูปพระนางจามเทวีเมื่อเสวยราชย์ น่าจะได้แบบอย่างจากพระโคนสมอปางประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยอยุธยา เป็นต้น         

- ประติมากรรมรูปบุคคลและรูปสัตว์ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นของสร้างใหม่ในสมัยปัจจุบัน โดยใช้ช่างหลายๆ คนช่วยกันผลิต ทำให้เกิดรูปแบบศิลปะและฝีมือที่แตกต่างกัน

แต่รูปแบบทางศิลปกรรมเหล่านี้ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับศิลปะทวารวดี อันเป็นศิลปะร่วมสมัยกับพระนางจามเทวี และไม่อาจเทียบได้กับแบบอย่างสกุลช่างทางศิลปะใด ที่เป็นของโบราณทั้งสิ้นนะครับ แม้ว่าบางชิ้นจะพยายามทำเลียนแบบ หรือได้แนวความคิดมาจากของโบราณก็ตาม     

การจับผิดประติมากรรมพวกนี้สามารถทำได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้ความรู้ทางศิลปกรรมมากนัก เช่น :  
    
- พระรูปกุมารีวีฟ้อนรำถวายพระเจ้ากรุงละโว้ ทำเป็นตุ๊กตาเด็กสาวห่มสไบนุ่งผ้าจีบหน้านางแบบรัตนโกสินทร์ ลักษณะเหมือนงานหัตถกรรมที่ระลึกสำหรับขายนักท่องเที่ยว


   
     
- ช้างผู้ก่ำงาเขียวทั้งหมดทุกชิ้น ก็เป็นฝีมือช่างหัตถกรรมของที่ระลึกเช่นกัน 


  
     
- ประติมากรรมบางชิ้นฝีมือหยาบมาก จนเหมือนงานปั้นดินเหนียวของเด็กๆ หรือตุ๊กตาที่ใช้ทำพิธีไสยศาสตร์ เช่น พระรูปพระนางจามเทวีลักษณะหันหน้าตรง ซึ่งฉลองพระองค์ไม่เหมือนกันเลยสักรูปเดียว บางรูปยังมีพระนามเป็นตัวอักษรไทยสมัยปัจจุบันปรากฏอยู่อย่างชัดเจน




- ประติมากรรมเจ้าอนันตยศทรงช้างผู้ก่ำงาเขียว เอาแบบมาจากประติมากรรมเทวดาทรงช้าง ที่มีขายกลาดเกลื่อนในตลาดพระท่าพระจันทร์สมัยนั้น  


    
  
- ประติมากรรมอื่นๆ โดยเฉพาะศีรษะบุคคลและรูปบุคคลที่ทำด้วยแก้วนั้น น่าจะมาจากพระพุทธรูปที่ทำจากแก้วสีต่างๆ ที่นิยมสร้างในภาคเหนือมาแต่เดิมนั่นเอง 

ชิ้นส่วนพระพุทธรูปเหล่านี้ แม้บางชิ้นอาจจะเป็นของเก่าได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจะนำมาอธิบายว่าเป็นรูปบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวีได้ครับ  
        
แม้ว่า การที่พิพิธภัณฑ์เอกชนสักแห่งหนึ่ง จะสามารถครอบครองโบราณวัตถุสำคัญที่ไม่มีอยู่ในกรมศิลปากรนั้นจะเป็นไปได้ แต่ผมว่าคงไม่ใช่สำหรับพิพิธภัณฑ์ทันตนครแห่งนี้
 
เพราะถ้าโบราณวัตถุที่นำมาเผยแพร่กันนี้เป็นของเก่าจริง ประวัติศาสตร์เกี่ยวแก่พระนางจามเทวีย่อมจะต้องพลิกผันไปมากแล้วอย่างแน่นอน       
  
อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปีพ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งผมได้เดินทางไปลำพูนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ก็ได้ทราบว่าพิพิธภัณฑ์ทันตนครแห่งนี้ได้ร้างไปแล้ว เพราะหลังจากการเสียชีวิตของคุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์ ก็ไม่มีผู้ดำเนินการต่อ โบราณวัตถุซึ่งคงเป็นของทำขึ้นใหม่ทั้งหมดก็กระจัดกระจายสูญหายไปสิ้น     

การที่พระประวัติชุดนี้ มีทั้งเรื่องที่ควรเชื่อ และเรื่องที่ไม่ควรเชื่อปะปนคละเคล้ากันโดยตลอด  ดังที่ผมได้แจกแจงมาพอสังเขปนี้ ทำให้เป็นการง่ายที่จะเหมารวมว่าเป็นพระประวัติที่นำมาใช้ทางวิชาการไม่ได้

แต่ผมได้แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่า ที่จริงยังมีอะไรบ้างที่เราควรจะสนใจ หรือนำมาใช้ประโยชน์

และในหนังสือ จอมนางหริภุญไชย ที่มีการนำพระประวัติชุดนี้มาเปรียบเทียบ ก็มิได้ทำขึ้นด้วยความประสงค์จะให้ใช้ในฐานะหนังสือวิชาการแต่อย่างใดครับ


………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Total Pageviews